วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เสียงดังกังวานกึกก้องทั่วผืนแผ่นดินไทย ที่เหล่าราษฎรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2554

เสียงแห่งความจงรักภักดีนี้ ทำให้เราหวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา คราที่ได้ไปเยือนสถานที่อันเป็นหนึ่งในนับพันนับหมื่นแห่ง ซึ่งมีการน้อมนำแนวพระราชดำริ มาจัดเป็นโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน

ที่แห่งนั้นคือ “หุบกะพง” ซึ่งราษฎรทั้งในและนอกพื้นที่ ต่างพากันเรียกขานว่า “แผ่นดินพระราชา”

ใครบางคนในกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “หุบกะพง” ให้เราฟังคร่าวๆ ระหว่างเดินทางสู่ จ.เพชรบุรี และนั่นนับเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาด เมื่อเราเลือกที่จะไปเยือนสถานที่นี้ พร้อมกับประสบการณ์ครั้งสำคัญ

ชื่อเต็มๆ ของสถานที่นี้ คือ “ศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง” ซึ่งตั้งอยู่ภายใน “ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง” ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2507

ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรีเพียง 40 กม. และห่างจากหัวหินเพียง 34 กม.เท่านั้น

แทบไม่น่าเชื่อว่าเราไป-กลับ กรุงเทพฯ-เพชรบุรี หรือประจวบฯ อยู่บ่อยครั้ง จุดหมายคือสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี หรือ อช.แก่งกระจาน แต่กลับไม่เคยคิดจะแวะที่แห่งนี้เลย

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ให้การต้อนรับอย่างดี หลังจากมีการประสานงานล่วงหน้า ในการมาเยือนของเรา พร้อมกับเปิดโอกาสให้เราเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคอยตอบคำถามทุกเรื่องที่เราอยากรู้

ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ มีนิทรรศการ และวีดิทัศน์ บอกเล่าความเป็นมาของโครงการฯ รวมถึงอาคารจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ “หุบกะพง” นับตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน

นั่นทำให้เรารู้ว่า เดิมคุณภาพของดินที่ “หุบกะพง” แทบจะเพาะปลูกอะไรไม่ได้ กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวพระราชดำริจึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์สาธิตทดลองการเกษตร” ขึ้น

คุณภาพของดินและน้ำที่ “หุบกะพง” ได้รับการพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับจนสามารถเป็นที่ทำกินได้

ต่อมาจึงเกิดเป็น “หมู่บ้านเกษตรกร” ในรูปแบบของ “สหกรณ์” กระทั่งมีการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตร โดยชื่อว่า “สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด” เมื่อ 12 ส.ค.2514

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานโฉนดที่ดินบริเวณ “หุบกะพง” รวมพื้นที่ 12,079-1-82 ไร่ ให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบ

นั่นจึงเป็นที่มาของการเรียกขานพื้นที่ทำกินของราษฎรที่ “หุบกะพง” ว่า “แผ่นดินพระราชา”

ไม่เพียงแต่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานที่ทำกินเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึง “ผืนแผ่นดิน” ที่ทรงทุ่มเทพลิกฟื้นจาก “ดินเลว” ให้กลับกลายเป็น “ดินดี” ก่อนจะพระราชทานให้ราษฎร

“พระเก้าอี้ไม้ไผ่ที่ประทับ” ขณะมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จัดแสดงอยู่ในอาคารนิทรรศการ ร่วมกับภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ สร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืม

เมื่อเดินออกมาด้านนอกอาคาร ยังมีนิทรรศการกลางแจ้ง จัดแสดงและให้ความรู้ เรื่อง “กังหันน้ำชัยพัฒนา” โดยมีตัวอย่างจริงให้เห็น พร้อมคำอธิบายถึงคุณประโยชน์ต่างๆ อีกด้วย

นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องราวประโยชน์ของ “หญ้าแฝก”

รวมไปถึง “บ้านจำลอง” ของราษฎรรุ่นแรกซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ที่ “หุบกะพง”

สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้มาเยือนอย่างเราคือ “เครื่องจักรกลการเกษตร” ในโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและอิสราเอล เพื่อการพัฒนาชนบทหุบกะพง ที่จัดแสดงเป็นนิทรรศการกลางแจ้ง

เครื่องจักรที่เป็นเครื่องมือการเกษตร หน้าตาประหลาดมากมายในแบบที่เราไม่คุ้นเคย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าเครื่องมือเหล่านี้คือหนึ่งในความสำเร็จของการพลิกฟื้นผืน “แผ่นดินหุบกะพง” ให้ผู้คนได้ทำกินต่อมา

หลังจากถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกจนพอใจแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เชื้อเชิญเราให้ไปเยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้ของเกษตรกร” กลุ่มต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่รายรอบ

เสียงหัวเราะดังมาแต่ไกลจากอาคารเล็กๆ หลังหนึ่งของหมู่บ้าน เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่ากำลังมีการสาธิตผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจาน สบู่ และยาสระผม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของชุมชนแห่งนี้

แน่นอนว่า เมื่อของใช้เหล่านี้ผลิตเองภายในชุมชน และจัดจำหน่ายผ่านสหกรณ์ นอกจากจะช่วยสมาชิกประหยัดในการซื้อสินค้าในราคาไม่แพงแล้ว ยังคืนกำไรกลับด้วยการรับปันผลจากสหกรณ์อีกด้วย

เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศูนย์เรียนรู้ฯ มีผู้เข้าเยี่ยมชมอยู่เสมอ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่างภูมิภาคที่มักจะมาเป็นหมู่คณะ เพื่อเรียนรู้วิธีการผลิตต่างๆ และนำไปประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง

เสียงหัวเราะของผู้สาธิตกับเสียงแซวของผู้ชมผู้ฟังสอดประสานกันเป็นเสียงแห่งความสุขจริงๆ

เราอดคิดแบบขำๆ ไม่ได้ว่า แล้วถ้าใครๆ พากันผลิตของพวกนี้ใช้เองกันหมดแล้วโรงงานจะขายใคร

แต่ก่อนที่ความคิดเราจะเตลิดไปมากกว่านี้ “คุณยายใจดี” คนหนึ่งก็เรียกให้เราชิม “สับปะรดกวน”

พร้อมกับบอกว่า “ชิมฟรี ไม่ซื้อก็ได้จ้ะ” เราชิมแล้วก็อดติดใจไม่ได้ จนต้องควักเงินจ่ายในราคาถุงละ 20 บาท

จากอาคารสาธิตผลิตภัณฑ์เราเดินต่อไปยังศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก “ป่านศรนารายณ์” ซึ่งเป็นสินค้าของขวัญของฝากขึ้นชื่อของที่นี่

หมวก เข็มขัด กระเป๋า และรองเท้า สีสันสดใส หลากหลายรูปแบบ จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อติดมือกลับบ้าน รวมถึงเราเองที่ทั้งชื่นชอบ และอดสงสัยในกรรมวิธีการผลิตสินค้าเหล่านี้ไม่ได้

เจ้าหน้าที่ชี้มือให้เราดูต้นไม้สีเขียวกอใหญ่ ที่ปลูกโชว์ไว้หน้าอาคาร และแนะนำให้เรารู้จัก “ป่านศรนารายณ์” อย่างเป็นทางการ พร้อมสาธิตกรรมวิธีเบื้องต้นในการนำเอาพืชชนิดนี้มาใช้ประโยชน์

เราอดทึ่งกับความช่างคิดของมนุษย์ไม่ได้ ในการแปรรูปผลผลิตจากธรรมชาติ ให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้อย่างหลากหลาย ขณะเดียวกันก็เติมแต่งศิลปะลงไปให้เกิดเป็นแฟชั่น สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมาได้อีก

ขณะเดียวกันก็น่าแปลกใจว่า เมื่อธรรมชาติมีความหลากหลายให้เลือกใช้ได้มากมายเกินคณานับ เหตุใดมนุษย์จึงยังคงสังเคราะห์สารเคมีมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเต็มไปด้วยโทษมหันต์

แต่เราก็ได้แค่คิด เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้าทดแทนและเติมเต็มความอิ่มเอมกับความปีติอย่างล้นปรี่

เรากล่าวคำอำลาต่อ “หุบกะพง” ด้วยหัวใจเต็มตื้น และประสบการณ์เต็มเปี่ยม ในการเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างพึ่งพิง ของผู้คนบน “แผ่นดินพระราชา”

ภาพความสุขอันเกิดจากการน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ กลายเป็นความทรงจำแจ่มชัดที่ผุดพรายขึ้นมาเป็นภาพประทับใจที่ชัดเจนอีกครั้งคราวในวันเฉลิมฯ ที่ผ่านมา

พลุหลากสีสว่างไสวในค่ำคืนแห่งความสุข ประทับแน่นในความทรงจำของคนไทยทุกคน

“ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”

วันที่ 11/12/2554 เวลา 10:49 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541