วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ย้อนความทรงจำ เยี่ยมบ้าน “ชาวแองโกลัน”


อากาศในเมืองกรุงร้อนระอุ คล้ายกับ “อุณหภูมิทางการเมือง” ที่กำลังคุกรุ่น

อากาศร้อนทำให้เราอดคิดอนาคตของ “สยามเมืองยิ้ม” ไม่ได้

บทเรียนจากหลายประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งมีไม่น้อยที่นำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” และ “ความสูญเสีย” ซึ่งต้องอาศัยเวลายาวนานในการฟื้นฟูกลับคืนดังเดิม

ที่สำคัญคือ ไม่มีใครสามารถรับรองได้ด้วยว่า สิ่งที่ได้คืนมาจะสวยงามได้เฉกเช่นที่เคยเป็นมา

อากาศร้อนเช่นนี้ทำให้เราคิดถึง “ปารีสแห่งแอฟริกา” ในครั้งที่มีโอกาสได้เยือนดินแดน “กาฬทวีป”

แทบไม่น่าเชื่อว่าในอดีต “กรุงลูอันดา” แห่งประเทศ “แองโกลา” จะเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปารีสแห่งแอฟริกา” เพราะในวันที่เราไปถึงมีเพียงซากปรักหักพังของบ้านเมืองที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู

เราใช้เวลาเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง จากสนามบินสุวรรณภูมิสู่ “เมืองโจฮันเนสเบิร์ก” ของประเทศ “แอฟริกาใต้” ก่อนจะต่อเครื่องบินไปยัง “กรุงลูอันดา” เมืองหลวงของประเทศ “แองโกลา”

จากนั้นใช้เวลาอีกร่วม 3 ชั่วโมง ณ สนามบิน “Quatro de Fevereiro International Airport” เพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และมุ่งสู่โรงแรมที่พัก “Hotel Continental Luanda” กลางกรุงลูอันดา

ชื่อสนามบินนานาชาติแห่งนี้ออกเสียงเป็นภาษา “โปรตุกีส” อันเป็นภาษาราชการของประเทศแองโกลา มรดกที่บอกเล่าความเป็นอดีตอาณานิคมของ “โปรตุเกส” ในดินแดนแห่งนี้

ก่อนหน้านั้นนับพันปี นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชนเผ่า “บันตู” (Buntu) ได้รวมตัวกันสร้างอาณาจักร “เอ็นดอนโก” (Ndongo) มีกษัตริย์ “เอ็นโกลา” (Ngola) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อประเทศแองโกลา

ช่วงศตวรรษที่ 15 นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เดินทางมาที่นี่ สร้างเมือง “ลูอันดา” เมืองท่าที่ทอดยอดยาวขนานมหาสมุทรแอตแลนติก และสร้างผลประโยชน์จากการส่งออก “ทาสแอฟริกัน” ไปยัง “บราซิล”

หลังหลุดพ้นการเป็น “อาณานิคม” และเกิด “สงครามกลางเมือง” หลายสิบปี ปัจจุบันยังเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูประเทศแองโกลา ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 2 เท่าของประเทศไทย และมีประชากรราว 17 ล้านคน

ภาพรายทางระหว่างรถวิ่งผ่านถนนอันจอแจ เรามองเห็นผู้คนมากมาย หิ้วของสารพัดอย่างมาเดินเร่ขาย ตั้งแต่เครื่องมือเครื่องใช้ชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงประตูบ้านบานใหญ่ๆ ที่แบกกันอย่างไม่รู้เหนื่อย

สภาพบ้านเรือน สถาปัตยกรรมแบบโปรตุกีส อวดความทรุดโทรมต่อสายตาเรา บางหลังมีรอยกระสุนปืน และการถูกทำลาย จากผลพวงของ “สงครามกลางเมือง” ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อราวสิบปีที่แล้ว

ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วทางการเมืองของประเทศนี้รุนแรงจนกระทั่งสหประชาชาติต้องเข้ามามีบทบาทในการปลดอาวุธของคู่ขัดแย้ง เพื่อยุติการต่อสู้ห้ำหั่น โดยหลงเหลือผู้คนจำนวนมากที่ยากจนข้นแค้น

ใครบางคนในกลุ่มยกกล้องคู่ใจขึ้นเพื่อถ่ายภาพผู้คนที่เดินแบกของขายอยู่บนถนน

ปัง ปัง!!!

เสียงดังสนั่นจากแรงทุบลงมาที่กระจกข้างรถ ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก จน “วิลลี่” ผู้ดูแลคณะ “ชาวแองโกลัน” ต้องรีบอธิบาย

“เขาไม่ชอบให้ถ่ายรูป เป็นความเชื่อว่าจะถูกเอาวิญญาณไป”

นี่เป็นความตื่นเต้นวันแรก ก่อนที่ “วิลลี่” จะให้เข้าที่พัก โดยนัดหมายมารับเราในเวลาตีสี่ของวันรุ่งขึ้น

เพื่อมุ่งสู่ชายหาดกรุงลูอันดา พร้อมกับหญิงชาวแองโกลันที่เดินเรียงแถวเทินกะละมังใบใหญ่ไว้บนหัว

ที่ชายหาด เรือลำเล็กๆ ค่อยๆ ลำเลียงปลาจากเรือใหญ่ที่จอดอยู่ไกล แล้วนำมากองไว้ให้เลือก ปลาหน้าตาแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็น วางเรียงรายรอการต่อรองซื้อขาย และใส่กะละมังเดินจากไป

เราปีนขึ้นไปบนกองขยะขนาดใหญ่ เฝ้าดูเรือเล็กที่คอยขนปลามาให้ และเสียงโห่ร้องอย่างยินดีจากเด็กๆ เมื่อมีเรือมาจอด จนตะวันสายหลายคนเริ่มเดินจากไปด้วยกะละมังที่ว่างเปล่า ขณะที่เรือก็ค่อยๆ หายไป

“วิลลี่” เล่าให้ฟังว่า กว่าครึ่งของคนที่มารอจะไม่ได้ปลากลับไป ทั้งที่ทรัพยากรทางทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยผลพวงจากสงครามกลางเมือง ทุกวันนี้กว่า 75% ของอาหารในประเทศนี้ล้วนนำเข้าทั้งสิ้น

จากที่นี่เราไปต่อที่ตลาด “The Rock Market” ซึ่งทอดยาวไปกับมหาสมุทรแอตแลนติก ภาพที่เห็นทำให้อดคิดถึง “ตลาดสวนจตุจักร” ในเมืองไทยไม่ได้ เพราะที่นี่มีขายทุกอย่าง ต่างกันที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ามาก

ระยะทางที่ทอดยาวขนานไปกับมหาสมุทรราว 5 กม. ทำให้เราไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ขณะที่ “วิลลี่” ก็กำชับเราอย่างหนักแน่นว่า ห้ามเดินห่างจากเขา พร้อมกับเจรจาขอให้มี “บอดี้การ์ด” ด้วย

“วิลลี่” ให้เหตุผลที่เราต้องมี “บอดี้การ์ด” ว่า ความยากจนของผู้คนก่อให้เกิดอาชญากรรม การฉกชิงวิ่งราว และสำหรับคนต่างชาติต่างภาษาก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

ที่นี่สินค้าอุปโภคบริโภคมีให้เลือกหลากหลาย บางชนิดเป็นสบู่ ยาสีฟัน จากเมืองไทย ในยี่ห้อที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ก็แปลกที่กลับขายดี เช่นเดียวกับสินค้า “Made in China” ที่มีเป็นจำนวนมาก

หลังจากการเดินชมสินค้ายาวนาน เราก็เริ่มเหนื่อย แม้จะติดใจงานฝีมือที่ถักด้วยด้ายหลากหลายสีสันแบบแอฟริกา แต่ก็ยังไม่ใช่เวลาสำหรับซื้อของฝาก เราจึงอำลาที่นี่ด้วยมือเปล่า และแน่นอนว่ายังปลอดภัยอยู่

ผู้ดูแลคณะ “ชาวแองโกลัน” นำทางเราออกนอกเมือง ซึ่งสองข้างทางดูแห้งแล้ง และเต็มไปด้วย “Baobab” ต้นไม้พื้นถิ่นแอฟริกา จนกระทั่งถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นบ้านหลังหนึ่งของ “ชาวแองโกลัน”

บ้านหลังนี้ทำด้วยดินและมุงด้วยหญ้า “วิลลี่” เล่าว่า เป็นบ้านแบบชาวพื้นเมือง ที่ยังคงมีให้เห็นนอกเมือง โดยเฉพาะสำหรับคนยากจน แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มสร้างที่อยู่อาศัยแบบ “บ้านเอื้ออาทร” บ้างแล้วก็ตาม

ความยากจนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ เจ้าของบ้าน “ชาวแองโกลัน” ยิ้มต้อนรับเรา ขณะยื่นมือสัมผัสและทักทายกัน โดยมี “วิลลี่” ทำหน้าที่เป็นล่าม พร้อมกับอวดอาหารในหม้อที่คล้ายกับ “ถั่วต้ม” ให้ดู

เด็กๆ “ชาวแองโกลัน” วิ่งมาดูอย่างตื่นเต้น คล้ายเป็นของแปลก เราทักทายและอวดรูปของพวกเขาในกล้องให้ดู และนั่นทำให้เรากลายเป็นขวัญใจเด็กๆ ที่สนุกสนานกับการเป็นดาราหน้ากล้อง

กระทั่งถึงเวลาโบกมืออำลาเพื่อนใหม่ “ชาวแองโกลัน” ด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน ทั้งดีใจที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจต่อวิถีชีวิตที่เป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งของผู้คนในสังคม

รถของคณะพาเราสู่เมือง ระหว่างทางเราเห็น “ขวดน้ำมัน” วางขายเรียงราย โดยมีรถจอดเติมเป็นระยะ “ปั๊มขวด” มีให้เห็นทั่วไป และเป็นอาชีพหนึ่งที่ “วิลลี่” เล่าว่า สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้เลยทีเดียว

วันนี้ เราปิดท้ายด้วยมื้อเย็นกับร้านที่ “วิลลี่” เลือก และบอกกับเราว่า ต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะนั่งร้านนี้ได้ จากนั้นเมนูมันต้ม กล้วยต้ม ซุปคล้ายหอมเจียว และปลาย่าง ก็ทยอยยกออกมาเสิร์ฟให้เราได้ลิ้มลอง

หลังผ่านมื้อสำคัญมื้อนี้เราอดตกใจไม่ได้กับราคาปลาย่างตัวละ 800 บาท ทั้งที่มีขนาดตัวเท่าปลานิลในเมืองไทย และเราก็เข้าใจได้เลยว่า นี่เป็นอาหารหายาก และมีราคาแพงมากจริงๆ

อาจบางทีสงครามทำให้ชีวิตและวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ไม่เป็นอย่างที่เคยเป็น และไม่มีวันเหมือนที่เคยเป็น

แล้วเราก็อดคิดถึงเมืองไทยไม่ได้ โดยเฉพาะในวันที่อุณหภูมิร้อนระอุเหลือเกิน…

 

วันที่ 19/03/2555 เวลา 6:00 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541