วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บ้านเด็กเร่ร่อนวิกฤติ-ขาดงบต้องปิดตัว

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 55 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น มูลนิธิสร้าง สรรค์เด็ก ร่วมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะ เรื่อง “ปลดล็อคระบบดูแล : สู่การแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ยั่งยืน” มีเจ้าหน้าที่บ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก สถานสงเคราะห์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 150 คน โดยน.ส.ทองพูล บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เปิดเผยว่า จากการวิจัยเรื่อง “การถอดบทเรียนบ้านแรกรับและบ้านพัฒนา สำหรับเด็กเร่ร่อน” ที่มูลนิธิฯ ดำเนินการร่วมกับ มสช. เก็บข้อมูลจากบ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก และสถานสงเคราะห์จำนวน 22 แห่ง ใน 12 จังหวัด พบว่า ทุกแห่งต้องการการสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร และองค์ความรู้ โดยเฉพาะบ้านแรกรับ และบ้านพัฒนาเด็กที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด โดยได้รับงบฯ จากการบริจาคซึ่งไม่แน่นอนและไม่ยั่งยืน กระทบต่อการดูแลช่วยเหลือเด็กเร่ ร่อนในภาพรวม ดังนั้นจึงอยากให้มีหน่วยงานของรัฐจัดงบฯ สนับสนุน

“ปัจจุบันมีบ้านแรกรับ บ้านพัฒนาเด็ก และสถานสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง เป็นของรัฐ 17 แห่ง ที่เหลืออีก 23 แห่งเป็นขององค์กรพัฒนาเอกชน ขณะนี้มี 6 แห่งที่สถานการณ์ทางการเงินวิกฤติ และมีแนวโน้มต้องยุติการดำเนินงาน หากไม่ได้รับการสนับสนุนงบฯ อย่างเพียงพอ ได้แก่ มูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก ดูแลเด็ก 140 คน มูลนิธิช่วยเหลือเด็กขอนแก่น 50 คน บ้านนานา มูลนิธิพันธกิจเพื่อเด็กและชุมชน 120 คน มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 220 คน บ้านครูจา พัทยา 35 คน และสถานบ้านรับเลี้ยงเด็กบ้านครูมุ้ย สมุทรปราการ 20 – 30 คน แม้จะนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ แต่ปัจจุบันต้องเผชิญทั้งปัญหา เศรษฐกิจ และเพิ่งผ่านเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้เงินบริจาคลดลงถึง 50% ทำให้บ้านเล็กๆ หรือเพิ่งเริ่มดำเนินการไม่มีเงินสำรอง อาจต้องหยุดการดำเนินงาน ซึ่งจะส่งผลให้เด็กกว่า 600 คนไร้ที่พักพิง” น.ส.ทองพูล กล่าว

น.ส.ทองพูล กล่าวว่า อยากให้กองทุนคุ้มครองเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีเงินกว่า 100 ล้านบาท สนับสนุนงบฯ ดำเนินการแบบถาวร โดยค่าใช้จ่ายรายหัวขั้นต่ำที่เหมาะ สมอยู่ที่ 73 – 83 บาท/คน/วัน หรือ 27,000 – 37,000 บาท/คน/ปี ซึ่งจะใช้งบฯ ประมาณ 20 – 40 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้บ้านแรกรับ และบ้านพัฒนาเด็กขององค์กรพัฒนาเอกชน จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด นำเสนอต่อกองทุนคุ้มครองเด็ก เพื่อพิจารณาต่อไป

ด้านนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า บ้านแรกรับเป็นบ้านหลังที่สองที่รองรับเด็กที่มีปัญหา ช่วยพัฒนาเด็กให้สามารถพึ่งตนเองได้ ดังนั้นงบประมาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะบ้านแรกรับที่กระจายอยู่ทั่วประเทศต้องดูแลเด็กทั้งชีวิต การเสนอให้นำงบจากกองทุนฯ มาสนับสนุนเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ ดำเนินการได้ แต่จะต้องครอบคลุมและถึงตัวเด็กจริงๆ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายรายหัวที่นำเสนอนั้น หากครอบคลุมการดำเนินการในทุกด้าน ทั้งตัวเด็ก และบุคลากรที่ดูแล ก็ถือว่าถูกมากกับการลงทุนเรื่องม นุษย์

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์เด็กเร่ร่อนกำลังขยายตัวแบบ เงียบๆ ทั้งในเชิงปริมาณและปัญหา ตลอดจนจำนวนเด็กที่มาจากหลายที่ทั้ง ในและต่างประเทศ พบว่า เด็กจากต่างชาติ ทั้งพม่า กัมพูชา และลาว เข้ามาเป็นขอทาน และถูกใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะเรายังมองเห็นปัญหากันเพียง แค่มิติเดียว ทั้งที่มีหลายมิติ และซับซ้อนในเชิงปัญหาที่กำลังจะขยาย ตัวมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่องทั้งในเรื่องนโยบาย งบประมาณ และการทำงานในลักษณะเครือข่าย เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ดีที่มีการสำรวจเชิงปริมาณ และคำนวณค่าใช้จ่ายรายหัว ซึ่งน่าจะทำให้การดูแลเด็กเร่ร่อนมีความชัดเจนมากขึ้น

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีเด็กเร่ร่อนประมาณ 30,000 คน เด็กกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกใช้ประโยชน์ ทั้งเรื่องยาเสพติด การค้าบริการทางเพศ หรือแม้แต่การถูกบังคับข่มขู่จากกลุ่มอาชญากรต่างๆ และในอนาคตเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อาจทำให้ปัญหาขยายตัวไปอีกเมื่อเกิด การไหลเวียนประชากรในภูมิภาค หากประเทศไทยไม่หาแนวทางดูแล และปกป้องเด็กจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์ นอกจากจะกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมแล้ว จะทำให้ประเทศไทยต้องชี้แจงต่อประชาคม อาเซียนให้ได้ว่า ทำไมจึงไม่สามารถดูแลเด็กที่อยู่ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติใดให้ปลอดภัยได้ เพราะในทางสากลถือว่า บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิที่จะมีชีวิตรอดและปลอดภัย รวมทั้งเติบโตในสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ

“หลังจากนี้ จะมีโครงการศึกษาแนวทางการบูรณาการทำงานระดับจังหวัดเพื่อให้ สามารถดูแลเด็กเร่ร่อนในชนบทไม่ให้เข้าสู่เมืองใหญ่ เน้นการกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาค ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 281 และ 283 ว่า รัฐต้องสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (อปท.) ทำงานอย่างเป็นอิสระ โดย อปท. จะเป็นหน่วยงานหลักนการจัดทำบริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่เพื่อสนองตอบต่อความ ต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.ชูชัย กล่าว

วันที่ 22/03/2555 เวลา 16:22 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘ปู ไปรยา’ สุดสะพรั่งว่าที่สะใภ้หมื่นล้าน [18/10/2557]
สวยสะพรั่ง โดดเด่น ราศีจับระยิบ แถมคว้ารางวัลผู้หญิงเซ็กซี่แห่งปี จากนิตยสาร FHM 3 ปีซ้อน จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเธอคนนี้ “ปู-ไปรยา สวนดอกไม้” วัยเบญจเพส 25 ปีเต็มๆ ชีวิตวันนี้ช่างสุขสมบูรณ์ไปทุกอย่าง เส้นทางชีวิตเธอโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งเรื่องครอบครัว ชีวิตคู่ และหน้าที่การงาน แทบหาจุดอ่อนไม่ได้