วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ไผ่อินโดจีน…ไผ่สายพันธุ์อึด

สู้น้ำท่วมหนักได้นานเกือบ 3 เดือน

แม่น้ำสายหลักที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ที่มีจุดเริ่มต้นอยู่ทางภาคเหนือตอนบน คือ แม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ไหลไปพบกันที่ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ จากนั้น ได้ไหลต่อลงไปเจอกับแม่น้ำปิงจนกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตลาดปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์ เป็นสายน้ำแห่งความสุขและความทุกข์ระทมมานับครั้งไม่ถ้วน การโคจรมาพบกันของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ด้วยน้ำเหนือที่มีปริมาณมหาศาล หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้พื้นที่เกือบทุกตารางนิ้วของ อ.ชุมแสง กลายเป็นพื้นที่รับน้ำสนองนโยบายของรัฐบาลไปโดยไม่ตั้งใจ การหลีกเลี่ยงฤดูกาลปลูกพืชเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายจากน้ำท่วมช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนนั้น เป็นเรื่องปกติที่เกษตรกรถือปฏิบัติสืบต่อกันมานานแล้ว แต่ปีนี้น้ำเหนือมาเร็วกว่าปกติราว 1 เดือน คือ เริ่มมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม จึงทำให้นาข้าวและพืชผลทางการเกษตรล้มสลายอย่างสิ้นเชิง ยกเว้น ไผ่อินโดจีน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวเท่านั้น ที่สามารถยืนต้นสู้น้ำเหนือจำนวนมหาศาลที่ท่วมสูงกว่า 2.5 เมตร นานเกือบ 3 เดือน ได้อย่างไม่มีปัญหา

นางชลธิชา-นายนิรุตติ์ ผลพิกุล เกษตรกรรุ่นใหม่สองสามีภรรยาวัย 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 บ้านดอนสนวน ต.ทับกฤชใต้ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ที่ครองคู่กันมานาน 9 ปี มีบุตรชายวัย 4 ขวบ 1 คน ส่วนคนที่ 2 กำลังตั้งท้อง ได้ยึดอาชีพการเกษตรสืบทอดมาจากบิดามารดา ด้วยการทำนาและทำไร่ข้าวโพดมาโดยตลอด ปัจจุบันมีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นของตนเอง 50 ไร่ และพื้นที่เช่าอีก 120 ไร่ เมื่อปี 2552 ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับ นายอรรถพร บุญประเสริฐ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ต.ทับกฤชใต้ ว่า เราน่าจะหาพืชที่สามารถสู้กับน้ำเหนือได้มาทดลองปลูก เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วม จากคำพูดดังกล่าว ได้ไปจุดประกายความคิดเล็กๆ ขึ้นมาในใจของเกษตรกรทั้งสอง จากนั้นก็เริ่มศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ รวมถึงศึกษาดูงานแปลงปลูกพืชที่ประสบความสำเร็จจากหลายพื้นที่ จนในที่สุด ไผ่อินโดจีน ก็เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับคนทั้งสอง โดยมองข้ามข้อทักท้วงของญาติพี่น้องและเพื่อนเกษตรกรในหมู่บ้านเดียวกันอย่างสิ้นเชิง

เกษตรกรรุ่นใหม่ กล่าวต่อไปว่า จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นปี 2553 ได้ตัดสินใจที่จะนำไผ่อินโดจีนไปปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ จึงซื้อพันธุ์ไผ่อินโดจีนมา จำนวน 600 ต้น ราคาต้นละ 100 บาท เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าวโพดเดิมระยะกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร พอช่วงปลายปีเดียวกันก็ตัดสินใจซื้อต้นพันธุ์มาอีก 600 ต้น เพื่อปลูกเพิ่มเติมให้เต็มพื้นที่อีก 6 ไร่ การเตรียมดินก็ทำการไถปรับพื้นที่ทั้งหมดเพื่อกำจัดวัชพืช จากนั้นก็จ้างแรงงานวันละ 250 บาท เพื่อขุดหลุมปลูกกว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. ลึก 50 ซม. ทั้งหมด 1,200 หลุม ใช้มูลสัตว์และปุ๋ยเคมีที่เหลือจากการทำนาผสมคลุกเคล้าดินในหลุมปลูก แล้วก็นำต้นไผ่ที่อยู่ในถุงดำลงปลูก กลบดินให้เต็มหลุมและกดดินโดยรอบกอไผ่ให้แน่นกันลมพัดทำให้ต้นโยกอาจจะทำให้ตายได้ ใช้ฟางข้าวคลุมรอบๆ โคนต้นเพื่อเก็บความชื้น จากนั้นก็รดน้ำทุก 5 วัน จนกระทั่งต้นไผ่เจริญเติบโตดีแล้วก็ลดระยะการรดน้ำให้ห่างออกไป ทั้งนี้ ให้สังเกตดูความชื้นในดินประกอบด้วย เมื่อปลูกได้ราว 8 เดือน ก็จะมีหน่อขึ้นมากลายเป็นลำไผ่ประมาณ 8-10 ลำ ช่วงนี้ก็จะเริ่มมีหน่อและตัดหน่อขายได้ จุดสำคัญของการดูแลก็คือ จะต้องเลี้ยงลำไผ่ไว้ 8-10 ลำต่อกอ จะเป็นจำนวนที่พอดีและให้ไผ่แต่ละลำห่างกันราว 1 คืบ เพื่อให้ต้นไผ่สามารถแทงหน่อขึ้นมากระจายได้ทั่วบริเวณ ศัตรูที่ระบาดก็จะพบเพียงเพลี้ยหอยบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

นางชลธิชา-นายนิรุตติ์ ผลพิกุล กล่าวต่อไปว่า การตัดหน่อไผ่อินโดจีนจะเริ่มช่วงฤดูแล้ง คือ ธันวาคม-พฤษภาคม ซึ่งจะสามารถตัดหน่อขายได้ทุกวันๆ ละ 40-50 กก. โดยจะนำขายส่งที่ตลาดริมปิงทุกวันราคา กก.ละ 30-40 บาท กอไผ่ 1 กอ จะให้หน่อราว 10-15 หน่อต่อ 1 ฤดูกาล ขนาดของหน่อที่ตัดขายจะต้องมีความยาวราว 50 ซม. น้ำหนักราว 1 กก. ทำให้มีรายได้ทุกวันๆ ละ 1,500-2,000 บาท ส่วนหน้าฝนจะตัดหน่อได้มากถึง 200 กก.ต่อวัน แต่ราคาจะถูกกว่ามากเพียง กก.ละ 7 บาทเท่านั้น จึงนำไปทำหน่อไม้ดองขายปลีก กก.ละ 30 บาท และถ้าขายส่ง กก.ละ 25 บาท ไผ่อินโดจีนจะให้หน่อที่มีสีเหลืองอมขาวนวลอวบ ส่วนเนื้อในจะขาวกรอบเมื่อรับประทานดิบรสชาติจะออกหวานนิดๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของไผ่อินโดจีน เหมาะสำหรับนำไปทำต้มจืดกับกระดูกหมู หรือขาหมู หรือนำไปแกงทั่วไป ส่วนต้นไผ่ที่แก่จัดก็สามารถตัดขายไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เลือกตัดเอาต้นไผ่ที่มีความยาว 3 เมตร ขายลำละ 15 – 20 บาท

การดูแลรักษาตลอดทั้งปีก็ใช้ฟางข้าวไปกองสุมโคนต้นให้หนาๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น จะทำให้หน่อที่โผล่มาจากผิวดิน มีความขาวอวบกรอบเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค เมื่อฟางที่ใช้คลุมโคนกอไผ่และใบไผ่ที่ร่วงลงมาก็จะย่อยสลายไปเพิ่มอินทรีย์วัตถุเพื่อปรับปรุงบำรุงดินต่อไป ส่วนการใส่มูลสัตว์และปุ๋ยเคมีจะทำเพียงปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ช่วงหน้าแล้งจะต้องรดน้ำเพื่อเร่งการแตกหน่อ โดยสูบน้ำจากคลองน้ำกัด ซึ่งจะเป็นคลองธรรมชาติที่มีการขุดลอกใหม่อยู่ติดกับแปลงปลูกไผ่ จะมีปริมาณน้ำมากเพียงพอตลอดฤดูกาล โดยใช้เครื่องปั๊มน้ำจากรถไถเดินตามสูบน้ำรดทุก 7-10 วัน จุดเด่นที่สุดของไผ่อินโดจีนจะมีความโดดเด่นพิเศษที่แตกต่างจากไผ่ชนิดอื่น คือ สามารถทนต่อน้ำท่วมได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2554 ไผ่อินโดจีนถูกน้ำท่วมหนักระดับน้ำสูงถึง 1.7 เมตร นานเกือบ 3 เดือน ไม่มีกอไผ่ตายเลยแม้แต่กอเดียว ยกเว้น กอที่มีการตัดแต่งลำไผ่ที่แก่ออกเหลือไว้แต่ลำอ่อนเท่านั้นที่ตายจากน้ำท่วมเพียงไม่กี่กอเท่านั้น พอต้นไผ่โตเต็มที่พุ่มใบก็จะแผ่ออกไปชนกันทั่วทั้งแปลง จะทำให้ไม่มีวัชพืชงอกขึ้นมารบกวนได้

สองนักสู้น้ำเหนือ กล่าวต่อไปว่า การขยายพันธุ์สำหรับเอาไว้ปลูกเองจะเลือกเอาต้นไผ่ที่แก่ได้ที่แล้วตัดปลายออกให้ยาว 1.5 เมตร ใช้จอบขุดเพื่อตัดรากแยกจากกอเดิมเป็นการเตือนทิ้งไว้อีก 7 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงแยกต้นไผ่ออกมา นำไปแช่น้ำเพื่อเร่งให้รากเจริญเติบโตทิ้งไว้อีก 2 วัน จากนั้นจึงนำไปปลูกใช้ไม้ไผ่เป็นหลักยึดกันล้มกันโยก 3 มุม คลุมโคนต้นด้วยฟางข้าวให้หนาที่สุด ถ้าปลูกด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาเพียง 5 เดือน ก็จะสามารถตัดหน่อขายได้

อีกวิธีหนึ่ง จะตัดกิ่งแขนงที่มีสีเขียวคล้ำสดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 ซม. ยาว 50 ซม. นำไปแช่ในน้ำยาเร่งรากนาน 1 ชม. แล้วนำไปปลูกในถุงดำบรรจุแกลบดำเจาะรูระบายน้ำ ขนาด 8 นิ้ว ให้น้ำทุก 2-3 วัน นานประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงได้ ปัจจุบันขายส่งจำนวน 500 ต้นขึ้นไป ราคาต้นละ 50-60 บาท และถ้าขายปลีกราคาต้นละ 70-80 บาท ถ้าซื้อ 100 ต้นขึ้นไป จะแถมให้อีก 5 ต้น ทำให้มีรายได้ราว 150,000-200,000 บาทต่อปี โดยหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนราว 30,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่พอเพียงอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน และเมื่อเทียบกับพืชอีกชนิดอื่นถือว่าดีกว่าในทุกด้าน

นายจำเนียร เร่งเทียน เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า พื้นที่ อ.ชุมแสง เป็นพื้นที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากเป็นผลมาจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำป่า ดังนั้น จึงขออยากจะฝากแนวคิดไปถึงพี่น้องเกษตรกรว่า เมื่อเราไม่สามารถที่จะย้ายพื้นที่ทำกินหนีน้ำท่วมได้ เราก็จะต้องหาวิธีการอยู่กับน้ำให้ได้อย่างไม่เดือดร้อนหรือเดือนร้อนน้อยที่สุด เพียงแต่ว่าขอให้พี่น้องเกษตรกรมีใจที่สู้และจะยืนหยัดอยู่กับน้ำให้ได้อย่างรู้เท่าทันเท่านั้น อย่างอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ส่วนการตลาดนั้นคาดว่ายังจะสามารถดีต่อไปอีกนาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.08-4649-0889, 08-3167-8224

คนเกษตร/รายงาน

วันที่ 10/03/2555 เวลา 10:42 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘ตาล กัญญา’เต็มสาวโชว์หวิวเยอะขึ้น [13/09/2557]
ดาราสาวหน้าหวาน “ตาล-กัญญา รัตนเพชร์” วัย 24 ปี นาทีนี้เธอเลิกเหนียม สลัดฉายา “เซ็กซี่เบบี๋” ทิ้งไปเรียบร้อย