วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

เลาะ “ลาวใต้” สู่ “เวียดนาม” ทักทายอุษาคเนย์ (1)

“นั่งรถจาก “ลาวใต้” ไป “เวียดนาม” กัน”

คำชวนสั้นๆ จากใครคนหนึ่งในกลุ่ม ที่แม้จะยังไม่ได้ตอบรับ แต่ก็แทบทำให้เราลงมือแพ็กกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางอีกครั้งในทันที

ภาพเก่าของ “ลาวใต้” ที่ “ปากเซ” ผุดพรายขึ้นมาในความทรงจำงดงาม เป็นเหตุผลหลักที่เราไม่คิดจะปฏิเสธการเดินทางสู่ดินแดน “สปป.ลาว” เพื่อนบ้านที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” ผูกพันกันมายาวนาน

อัธยาศัยไมตรีของคนลาวที่เราได้สัมผัส ทำให้เราแน่ใจว่า “ฮักแพงสัมพันธ์มั่นยืน” จริงๆ

เพียงแต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปแค่ “ลาวใต้” แต่จะเลยต่อไปอีก เพื่อข้ามแดนไปจนถึง “เวียดนาม” หรือ “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” ที่บางคนในกลุ่มเรียกจนติดปากว่า “บ้านลุงโฮ”

เช้าตรู่จาก “สนามบินดอนเมือง” สายการบิน “นกแอร์” ก็พาเราไปถึง “สนามบินอุบลราชธานี”

จากนั้นก็นั่งรถต่อไปอีกประมาณ 90 กม. ถึงด่าน “ช่องเม็ก-วังเต่า” ชายแดนไทย-ลาว ดำเนินกรรมวิธีผ่านเมืองอย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ทันไรพวกเราก็มายืนอยู่ฝั่ง “สปป.ลาว” เรียบร้อยโรงเรียน “ปากเซ”

เราตกลงใจว่า จะค้างคืนที่ “เมืองปากเซ” แขวงจำปาสักกัน 1 คืน เพื่อเที่ยวชมตลาดเช้าของที่นี่

“ปากเซ” เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญเมืองหนึ่งอยู่บนเส้นทาง “Para EWEC” (Para East-west Economic Corridor) หรือ “เส้นทางคู่ขนานแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ตะวันออก-ตะวันตก”

เส้นทางนี้เชื่อม 3 ประเทศคือ ไทย-ลาว-เวียดนาม ไว้ด้วยกัน โดยจะผ่านเมืองและแขวงต่างๆ ได้แก่ อุบลราชธานี-ช่องเม็ก-ปากเซ-เซกอง-อัตตะปือ-กอนตูม-เปลกู-บิ่งห์ดิ่งห์ และสุดปลายทางที่เมืองท่า “กวีเญิน”

ไม่น่าแปลกใจที่ “ปากเซ” จะมีโรงแรมที่พัก ซึ่งภาษาลาวเรียกว่า “เฮือนพัก” อยู่เป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางแล้ว ยังเป็นจุดแวะพักของนักท่องเที่ยวอีกด้วย

รุ่งเช้าที่ “ปากเซ” เราออกสำรวจตลาดซึ่งเต็มไปด้วยพืชผักสดๆ มากมาย

หลังจากสอบถามก็รู้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากประเทศไทย แต่อีกส่วนหนึ่งปลูกได้เองที่นี่ โดยมีนักลงทุนจากประเทศไทยมาลงทุนด้านนี้ไม่น้อย

หลังอิ่มตา-อิ่มใจ เราก็ออกเดินทางนั่งรถต่อไปอีกประมาณ 120 กม. จนถึง “เซกอง” อีก 1 ใน 4 แขวงของ “ลาวใต้” ซึ่งประกอบไปด้วย จำปาสัก เซกอง สาละวัน และอัตตะปือ

จากแขวง “เซกอง” หากตรงไปไม่เลี้ยวลงใต้ก็จะสามารถไปถึง “กวางนาม” เรื่อยไปจนถึงท่าเรือ “ดานัง” ของ “เวียดนาม” ได้เช่นกัน

ยิ่งรถวิ่งลงมาทางใต้ของลาวมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่เพิ่มขึ้น

ทั้งต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา ดูเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ จนเราอดคิดถึงภาพในอดีตของเมืองไทยไม่ได้

เราหยุดพักรถเป็นระยะเพื่อเก็บภาพธรรมชาติงดงาม และทักทายผู้คนที่ส่งเสียง “สบายดี” พร้อมกับรอยยิ้มกว้างตลอดเส้นทาง ที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจเหมือนไม่ได้อยู่ไกลบ้าน

จาก “เซกอง” มาอีกประมาณ 80 กม. เราก็มาถึงเมือง “สามัคคีไซ” ของแขวง “อัตตะปือ” ซึ่งเป็นแขวงที่อยู่ใต้สุดของ “สปป.ลาว” และเป็นจุดหมายสำคัญของวัน เพราะเป็น “มื้อเที่ยง” ที่ทุกคนรอคอย

แล้วก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า “สำรับกับข้าว” ที่ “จัดเต็ม” มื้อนี้ “แซ่บหลาย” ถูกใจเหลือเกิน

แขวง “อัตตะปือ” แม้จะยังไม่เจริญมากนัก แต่ก็เริ่มมีการก่อสร้างมากขึ้น และน่าเชื่อว่าจะเป็นแขวงสำคัญทางเศรษฐกิจของลาวในไม่ช้านี้ เนื่องจากมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และแร่ธาตุ

เพื่อนในกลุ่มของเราเล่าว่า มีคำกล่าวกันติดปากว่า “อัตตะปือปึ้งขายคำแลกไก่หัวหยอง ลงมุดน้ำโปโลขึ้นตั้งแต่คำ” ซึ่งความหมายโดยรวมคือ “อัตตะปือเป็นแขวงที่อุดมไปด้วยทองคำ”

หากใครมีโอกาสเดินทางมาถึงที่ทำการแขวงก็จะเห็นตัวอย่าง “สายแร่ทองคำ” ที่นำมาจัดแสดงไว้ที่หน้าแขวง สถานที่แรกที่คณะของเราจะต้องจัดการกับภารกิจหลักให้เสร็จสิ้นก่อนทำอย่างอื่น

ระหว่างรอทุกคนพร้อม เราสอบถามเรื่องราวของแขวง “อัตตะปือ” จากผู้คนในละแวกนั้นได้ความว่า แขวงนี้เป็นชายแดนเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม และกัมพูชา มีชนเผ่าตามแนวชายแดนอยู่กันอย่างหลากหลาย

ที่น่ายินดีคือ ในวันที่เรามาถึงบังเอิญอย่างยิ่งที่มีการ “แข่งเรือ” อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการแขวง ซึ่งนี่ก็ทำให้เราตัดสินใจได้แทบจะในทันทีว่า ก่อนเข้าที่พักเราจะไปแวะกันที่ไหนก่อน

เรามุ่งตรงไปยังริมแม่น้ำหมายใจจะชมการ “แข่งเรือ” ของชาว “อัตตะปือ”

แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะบังเอิญอีกเช่นกันที่เขาได้แข่งกันไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ที่เหลือไว้ก็มีแค่ “เรือแข่ง” บางลำที่ยังจอดอยู่ให้เห็นเป็นเครื่องปลอบใจพวกเราเท่านั้นเอง

กระนั้นเราก็ยังรื่นรมย์กับชีวิต เมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศของงานแข่งเรือที่คล้ายๆ กันกับบ้านเรา ที่จะมีการออกร้านต่างๆ และขายอาหารท้องถิ่น เช่น “จิ้นย่าง” หรือ “เนื้อควายย่าง” ให้ทดสอบความเหนียวหนึบ

แล้วก็ยังมีเครื่องเล่นต่างๆ โดยเฉพาะ “ปาลูกโป่ง” ชิงรางวัลตามรูปแบบ “งานวัด” ที่คุ้นตา

จากความผิดหวังในช่วงแรก ก็กลายเป็นความสนุกสนาน เพราะบรรยากาศในงานคึกคักและครื้นเครง แทบไม่ต่างจากงานวัด-งานบุญในเมืองไทยเลยทีเดียว

ที่เหมือนกันอีกอย่างก็คือ “ซุ้มขายโทรศัพท์” และ “ซิม 3G” ที่ในเมืองไทยเพิ่งจะออกวิ่งไล่ตาม หลังจากที่มีการละเล่นชักเย่อกันแบบไม่ยอมเลิก

ไม่เหมือนที่ “สปป.ลาว” ที่ “3G” มีใช้กันทั่วไป และใช้กันก่อนเมืองไทยไปหลายช่วงตัว

จากงานบุญแข่งเรือเรามุ่งหน้าเข้าที่พัก คนขับรถบอกให้เรารู้ว่าหากอยากได้ภาพสวยๆ และได้ร่วมงานดีๆ ให้เราลองไปวัดใกล้ๆ ที่พัก เพราะบังเอิญว่าเป็น “วันพระใหญ่” ที่คนที่นี่จะไปทำบุญกันที่วัด

ระหว่างทางเราเห็นชาวบ้านพากันออกมานั่งตั้งวงดื่มกินกันริมถนนให้คนขับรถตกใจเล่น เพราะต้องคอยขับรถหลบผู้คน ขณะที่ “ควาย” สัตว์ประจำถิ่นก็ยังมีให้เห็นบนถนนจนใจหายใจคว่ำกันเป็นระยะ

ในที่สุดเราก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ อาบน้ำอาบท่าเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางไปยังวัดใกล้ๆ ตามคำแนะนำของคนขับรถ

ภาพความงดงามของแสงเทียนวอมแวมที่เห็นแต่ไกล ทำให้จิตใจรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด

เราเดินผ่านกำแพงหน้าวัดที่มีชาวบ้านกำลังจุดเทียนอยู่ตามซุ้มต่างๆ เพื่อแสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

คืนนี้ที่ “อัตตะปือ” แขวงที่ความเจริญกำลังสยายปีกมาถึงยังดูสงบเงียบอย่างที่พึงจะเป็น

คืนนี้ที่ “อัตตะปือ” แตกต่างจากเมืองใหญ่ที่เราจากมา

แต่เราก็หลับสบายอย่างยิ่ง ท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และผู้คนงดงามด้วยอัธยาศัยไมตรี

แล้วพรุ่งนี้เราจะมุ่งหน้าต่อไปสู่ด่าน “พูเกือ-เบ่ออี” เพื่อทักทาย “เวียดนาม” อีกที…

 

(หมายเหตุ : ติดตาม “เลาะ “ลาวใต้” สู่ “เวียดนาม” ทักทายอุษาคเนย์” ตอนจบ ในสัปดาห์หน้า)

 

วันที่ 2/04/2555 เวลา 6:00 น.



ไปเที่ยวตลาดน้ำที่ไหนดี

View Results

Loading ... Loading ...



หวิวแรก‘ลูกเกด’แซบเวอร์! [20/04/2557]
“ลูกเกด” เข้าวงการจากการชนะเลิศในโครงการ “ชิงดาว” ของโพลีพลัส จากนั้นได้โอกาสเล่นละครหลายเรื่อง ส่วนมากจะรับบทร้าย