ไม่ผิดกฎหมายแต่ขาดจริยธรรม
ธรรมชาติของสังคมประกอบด้วยคนหมู่มาก การอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขจำต้องมีเงื่อนไขหรือตกลงกันว่าสิ่งใดที่ควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ โดยทั่วไปเราสามารถเรียกแนวปฏิบัติของสังคมได้แตกต่างกันไปหลายแบบ เช่น จารีตประเพณี บรรทัดฐานสังคม ขนบธรรมเนียม เป็นต้น แต่รวมความแล้ว คำเหล่านี้สะท้อนค่านิยมของสังคมนั้นๆ ว่า อะไรดีอะไรไม่ดี
เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น มีประชาชนมากขึ้น จึงมีการแบ่งหน้าที่ แยกบทบาทเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ นัยว่าถ้าชีวิตไม่ต้องทำหลายอย่าง งานที่รับผิดชอบก็จะมีคุณภาพดี เมื่อทุกคนทำงานในหน้าที่ตัวเองได้ดี สังคมก็จะดีตามไปด้วย แต่ก็เพราะความซับซ้อนนี้เอง จึงทำให้ค่านิยม หรือขนบธรรมเนียมปฏิบัติไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้ในทุกเรื่อง เนื่องจากบริบทของแต่ละหน้าที่ก็จะมีประเพณีย่อยที่แตกต่างกันออกไป เราจึงคิดกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา เพื่อเป็นข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นในแง่นี้ กฎหมายจึงเป็นเสาหลักสำคัญของสังคม
อย่างไรก็ตาม อาจมีบางคนหรือบางกลุ่มคิดว่าเมื่อมีกฎหมายแล้ว คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมของสังคม เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปยึดมั่นให้มาก เพราะเป็นเรื่องที่ล้าสมัย แค่ไม่ผิดกฎหมายก็พอ ใครจะว่ายังไงก็ไม่เป็นไร
ความจริงที่ต้องไม่หลงลืมคือ กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้สังคมดำรงอยู่อย่างเป็นสุข และกฎหมายก็ยังคงตั้งอยู่บนฐานรากของจริยธรรม หมายความว่า หลายเรื่องที่ทำได้แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสมควรที่จะกระทำ โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นผู้นำของประชาชน เป็นตัวแทนของสาธารณชน หรือเป็นบุคคลสาธารณะ อันมีผลต่อการเป็นแบบอย่างที่ดี
นักการเมืองเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องแสดงออกถึงพฤติกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการดำรงตนอยู่บนฐานของจริยธรรมสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะนักการเมืองเป็นผู้กำหนดแนวปฏิบัติ ข้อห้าม รวมถึงกำหนดว่าสังคมควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร ออกมาในรูปของกฎหมาย โดยสำนึกของคนทั่วไปเมื่อเรายกย่องใครว่าเขามีวุฒิภาวะที่ดีพอจะเป็นตัวแทนของเรา เราก็จะคาดหวังว่าเขาเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมที่ดีเพียงพอ พูดง่ายๆ ว่าคนที่เป็นตัวแทนของสังคม ก็ต้องมีพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำถูกกฎหมาย แต่ยังรวมความไปถึงสิ่งที่สังคมเชื่อว่าดี ที่เราเรียกว่า การเป็นนักการเมืองที่มีจริยธรรมด้วย
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสื่อมเสีย และให้บทเรียนแก่ทั้งนักการเมืองและประชาชนว่า การขาดซึ่งจริยธรรมของนักการเมืองมีความรุนแรง และให้ผลเช่นไร
กรณีที่ 1 การแพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.และนายก อบจ.ปทุมธานี ของ ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ซึ่งตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.ที่เพิ่งได้รับเลือกมาเพียง 7-8 เดือน แล้วมาลงรับสมัครเป็นนายก อบจ.ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี แพ้การเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเกมการเมือง ซึ่งสามารถมีแพ้ชนะกันได้
บทเรียนครั้งนี้ได้บอกกับนักการเมืองว่า หมดยุคแห่งการดูถูกประชาชน เพราะแม้แต่เป็นพื้นที่ฐานเสียง หากไม่ทำหน้าที่นักการเมืองที่ดีหรือขาดจริยธรรมแล้ว ใครก็ช่วยไม่ได้
เริ่มจากการสร้างภาระต้นทุนให้แก่ประชาชน ในการลงคะแนนเสียงและเสียงบประมาณเลือกตั้งโดยไม่จำเป็น ตลอดจนความบกพร่องต่อหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนช่วงอุทกภัย การแพ้การเลือกตั้งจึงให้บทเรียนกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่า วันนี้ผู้คนมีความคิด แยกแยะว่าอะไรดีไม่ดีได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่พวกเดียวกันแล้วจะเลือก การลงคะแนนครั้งนี้บอกกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นเช่นกันว่า อย่ามาคิดว่าประชาชนเป็นของตาย เพราะอาจจะมีชะตากรรมแบบเดียวกัน
กรณีที่ 2 การเผยแพร่ภาพอนาจารในระหว่างการประชุม ซึ่งเป็นข่าวไปทั่วโลก กลายเป็นผลงานชิ้นโบดำของรัฐสภา ที่ขาดการกำกับทั้งตัวระบบและสมาชิกสภาฯ ให้เป็นแบบอย่าง
แม้ภาพจะถูกนำขึ้นจอขนาดใหญ่ติดต่อกันหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ตระหนักว่าต้องทำอะไรเร่งด่วน หรือแม้แต่พฤติกรรมของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่มีการเปิดภาพอนาจารในระหว่างการประชุม แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ผิดกฎหมาย อาจเป็นความบกพร่องโดยสุจริตทั้งของระบบและบุคคล แต่ก็เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงการขาดความเอาใจใส่ถึงจริยธรรมของนักการเมือง คงจะเป็นประโยชน์มากกว่าหากนักการเมืองจะนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นบทเรียนไปสู่การแก้ไข ดีกว่าไปตกอยู่กับวังวนที่นำประเด็นไปโจมตีกันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของกิจกรรมที่ไม่ควรทำระหว่างการประชุมรัฐสภาของ ส.ส.ซึ่งมีอีกหลายกิจกรรม ที่เป็นประเด็นข่าวก่อนหน้านี้ เช่น ข่าวการดื่มสุราของนักการเมืองในรัฐสภาแล้วเข้ามาอภิปรายในห้องประชุม ข่าวการเล่นพนันในอาคารรัฐสภา ข่าวการขาดประชุมของ ส.ส.จนทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไปเพราะองค์ประชุมไม่ครบ การนั่งหลับในห้องประชุมระหว่างพิจารณากฎหมาย เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แล้วไม่จำต้องพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ เนื่องจากการถ่ายทอดภาพการประชุมประชาชนทั่วประเทศก็เห็น
กรณีที่ 3 การเสียบบัตรลงคะแนนแทนผู้อื่น จากการประชุมรัฐสภา ในวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา
ในช่วงเย็น มีสมาชิกรัฐสภากลุ่มหนึ่ง ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่า ในช่วงที่ประธานสั่งให้ลงคะแนน แต่พบว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางท่านเสียบบัตรและลงคะแนนแทนผู้อื่น แม้เรื่องนี้ต้องรอพิสูจน์ แต่ข้อสำคัญหากเรื่องนี้เป็นจริง ย่อมผิดจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาอย่างชัดเจน เพราะสมาชิกมีหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการออกกฎหมาย แม้มีมติพรรคแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฝากใครมาก็ได้ ผลจากเหตุการณ์สามารถนำไปสู่การยกเลิกมติที่ประชุม หรือการออกกฎหมายอื่นๆ ซึ่งประชาชนกำลังรอการแก้ไข
3 กรณีนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ย่อยที่สะท้อนพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของนักการเมือง มีตัวอย่างอีกหลายกรณี เพียงแต่นักการเมืองและพรรคการเมืองจะเรียนรู้ที่จะปรับปรุงบ้างหรือไม่ หรือเพียงมองผ่านว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว หากไม่ผิดกฎหมาย ไม่นานคนก็จะลืมกันไป ผลกระทบจากการขาดจริยธรรมได้กลายเป็นต้นทุนทั้งที่คำนวณได้และไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรคนไทยทั้งหมดต้องแบกรับ
ในมุมหนึ่งกรณีทั้ง 3 ก็สะท้อนถึงข่าวดีให้แก่สังคมไทยได้ว่า พฤติกรรมสังคมได้ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก องค์กรทางการเมืองทุกหน่วย จึงควรเร่งมือปรับปรุงด้านลบของนักการเมืองในเชิงจริยธรรมที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตเราก็ไม่มีใครอยากพูดถึง หรือไม่กล้าพูดถึง แต่ปัจจุบันเพราะสังคมก็คงไม่อยากเห็นข่าวแบบนี้บ่อยๆ
ดร.สืบวงศ์ กาฬวงศ์
วันที่ 27/04/2555 เวลา 9:24 น.
[20/05/2556]ทำน้ำด้วยใจทำลายด้วยปาก
[19/05/2556]คอรัปชั่นที่รัฐบาลต้องจัดการ
[19/05/2556]ล้มกระดานครั้งใหม่
[19/05/2556]จับตาเเม้วสไกป์ปลุกสาวก
[18/05/2556]งบน้ำ3.5แสนสะดุด
[18/05/2556]เอ็นจีโอประกาศไล่ปลอดประสพ
[18/05/2556]ส่อง 3.5 แสนล้านผ่านแว่นวิชาการ
[17/05/2556]บิ๊คจิ๋วฟันธงไฟใต้ต้องแก้
[17/05/2556]มาร์คยันปชป.ไม่ขัดแย้ง
[17/05/2556]อภิสิทธิ์ยันคำสั่งรมว.กลาโหม
[0:36 น.]ปลาทูชนะนัดแรก
[6:17 น.]กรุงเทพฯมีเมฆเป็นส่วนมาก
[9:28 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[5:46 น.]กรุงเทพมีฝนร้อยละ30
[17:53 น.]ปิดตลาดหุ้นมูลค่าซื้อขาย
[14:49 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[14:38 น.]คลังปลื้มโกยรายได้
[13:50 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[13:32 น.]มาร์คชี้ กม.ปรองดอง
[13:29 น.]มาร์คหวั่นโครงการจัดการน้ำ

‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541




