วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“ใหลตาย” เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่โรคลึกลับ

“ใหลตาย” เป็นความเชื่อของชาวอีสานมองว่าเป็นการกระทำของผีแม่หม้ายที่จ้องเอาชีวิตผู้ชายวัยทำงานไปทำสามี มีการแก้เคล็ดกันด้วยการลุกขึ้นมาแต่งตัว ทาเล็บเป็นหญิง บางบ้านก็นำปลัดขิกมาแขวนไว้หน้าบ้านบ้าง แต่ในทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่า สาเหตุของการ “ใหลตาย” เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

น.พ.กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในฐานะประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า การเสียชีวิตในขณะนอนหลับ (Brugada syndrome) หรือ “โรคใหลตาย” ชื่อที่คนไทยคุ้นหู อีกหนึ่งโรคลึกลับที่คร่าชีวิตคนไทยมาร่วมร้อยปี แต่ปัจจุบันแพทย์ได้ค้นหาสาเหตุและแนวทางการรักษาได้อย่างทันท่วงที ในอดีต คนไทยอาจรู้จักโรคใหลตายว่าเป็นโรคท้องถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มที่ดูปกติแข็งแรงดี กลายเป็นศพในตอนเช้าโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยในปี พ.ศ.2538 พบคนไทยเสียชีวิตจากโรคใหลตายสูงมาก โดยเฉพาะชาวอีสาน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โรคใหลตายพบได้ทุกภาคในประเทศไทย แต่ที่พบมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือ ภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นพบได้ประปราย เป็นได้ทั้งหญิงและชาย แต่เพศชายเสียชีวิตจากโรคใหลตายมากกว่า ครอบครัวใดที่มีพี่ชาย หรือญาติพี่น้องเป็นโรคใหลตายมากๆ จึงจะพบในผู้หญิงบ้าง

การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลตาย เกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การสูญเสียโปตัสเซียม แมกนีเซียมจากร่างกาย (เช่น จากการอาเจียน ท้องร่วง กินยาขับปัสสาวะ หรือดื่ม กาแฟ ชา หรือ เหล้า ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นกัน) รวมทั้ง การมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการอดนอนทำงานหนัก

นอกจากนี้ยังพบว่า สาเหตุของโรคใหลตายบางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีในร่างกายเสียสมดุล เช่น ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารบางตัวออกมามากผิดปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมการรับประทานอาหารหมักดอง ดื่มเหล้า เบียร์ สูบบุหรี่ รวมทั้งน้ำปลา มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคใหลตายได้อย่างชัดเจน

สำหรับอาการที่แสดงออกของโรคใหลตายที่สังเกตได้ชัดเจน ได้แก่ คอบวม อกแฟบ แขนตึง ตาเหลือง เหงื่อออกที่อุ้งมือ หัวใจเต้นผิดปกติ โคนลิ้นขาว ปวดบริเวณหัวใจหรือลิ้นปี่ กระหายน้ำ ปวดสันไหล่ รวมถึงอาการทางจิต เช่น ใจหวิวบ่อยๆ เครียดง่าย ตื่นเต้นสูง นอนไม่หลับ อารมณ์ผันแปรง่าย คิดอะไรไม่ออก และเก็บกด เป็นต้น โรคนี้ไม่ได้พบเฉพาะในคนไทย เพราะการเสียชีวิตในลักษณะเช่นนี้ยังพบได้ในภาคเหนือ (เรียกว่า หลับรวด) ในประเทศลาว (เรียกว่า ทำมะลา) ในประเทศฟิลิปปินส์ (เรียกว่า Bangungut) หรือในญี่ปุ่นซึ่งเรียกว่าโรค Pokkuri ความหมายของคำเหล่านี้ล้วนบ่งถึงการเสียชีวิตในขณะนอนหลับทั้งสิ้น ในปี พ.ศ.2527 ได้มีรายงานการตายที่คล้ายคลึงกันนี้ในผู้อพยพเพศชายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา) เกิดในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการตรวจศพไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่จะอธิบายสาเหตุการตายได้ Center for Disease Control หรือ CDC จึงนิยามโรคนี้ว่า Sudden Unexplained Death Syndrome (เรียกย่อๆ ว่า SUDS) หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death (SUND)

น.พ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ผู้ร่วมวิจัย กับ น.พ.กุลวี เนตรมณี เกี่ยวกับ โรคใหลตาย เปิดเผยว่า การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลตายเกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Ventricular Fibrillation, VF) ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อตามตัว แขนขาเกิดอาการเกร็งและหายใจเสียงดังจากการมีเสมหะในหลอดลม บางรายจะมีอุจจาระ ปัสสาวะราด จากการสูญเสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะมีใบหน้า และริมฝีปากเขียวคล้ำและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคนี้ที่รอดชีวิต 90% มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และมีลักษณะเฉพาะ คือมีการยกตัวของคลื่น ST เหมือนกับที่คนไข้ที่เสียชีวิตกะทันหันในยุโรป ซึ่งวิธีเดียวที่จะป้องกันโรคใหลตาย คือ ปลูกฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) ส่วนการรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ไม่มีผลในการช่วยชีวิตแต่อย่างใด เพราะการใช้ไฟฟ้ากระตุกหัวใจให้กลับมาทำงานเป็นปกติ เพื่อหยุด VF โดยเร็วที่สุด ในบางครั้ง VF อาจหยุดเองได้ และผู้ป่วยจะรอดตายได้เช่นกัน แต่ก็อาจจะเกิดสมองพิการถาวรหากขาดออกซิเจนนาน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าการตรวจหัวใจไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อและหลอดเลือดอย่างละเอียดจะให้ผลปกติ แต่กลับพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สามารถกระตุ้นการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว (ventricular fibrillation, VF) ได้โดยง่าย “คลื่นไฟฟ้าหัวใจดังกล่าวอาจกลับเป็นปกติได้ แต่จะสามารถตรวจพบด้วยการวางตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือใช้ยาบางชนิด” นอกจากนี้การวิจัยยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ โดย 30% ของครอบครัวผู้ป่วยในไทยและในญี่ปุ่นมีความผิดปกติในหน่วยพันธุกรรม (gene) จริง มีผลให้การควบคุมประจุไฟฟ้าโซเดียมในระดับเซลล์ลดลง หรือไม่ทำงาน จึงเกิดการเต้นระริกขึ้นได้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการฝังเครื่อง ICD นั้นไม่ได้เป็นการรักษาโรคเพียงแต่ป้องกันการเสียชีวิต และยังมีราคาแพง และจะต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่เมื่อแบตเตอรี่หมด (เครื่องจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5-7 ปี) คณะผู้วิจัยพบว่า มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ยังมีการเกิด VF ซ้ำจนเครื่อง Shock บ่อย เป็นผลให้อายุของแบตเตอรี่ลดลง ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยจึงเกิดปัญหาเมื่อไม่สามารถหาเครื่องใหม่ทดแทนด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองได้ นพ.กุลวี เนตรมณี และคณะผู้วิจัย พบว่า ตำแหน่งของจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว (VF) ในผู้ป่วยใหลตาย (Brugada syndrome) อยู่ที่ตอนบนบริเวณผิวนอกของผนังหัวใจด้านขวาล่าง และการใช้พลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุจี้ทำลายจุดกำเนิดดังกล่าว อาจเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากการเกิด VF ซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การศึกษาเพื่อหาทางรักษาและป้องกันการเสียชีวิตจากโรคอันตรายนี้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลกรุงเทพ (Pacific Rim Electrophysiology Research Institute at Bangkok Hospital) ร่วมกับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิต ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

วันที่ 28/04/2555 เวลา 3:31 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



จียอน ดารากิมจิหัวใจไทย [26/05/2556]
ยี่ห้อสาวเกาหลี แดนกิมจิ แทบไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ หนุ่มๆ ได้ยินแค่ชื่อก็ร้องซี้ด! กันเป็นแถว ก็ความน่ารักสไตล์หมวย สวยขาว โดนใจไปเต็มๆ ยิ่งอีกไม่นานก็จะเปิด AEC