วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ก.เกษตรฯ พร้อมรับมือผลกระทบจาก AEC

เสนอไทยเป็น HUB ข้าวอาเซียน

ก.เกษตร เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจาก AEC ระบุสินค้าภาคเกษตรจะไม่กระทบมากนัก เนื่องจากเปิดเสรีภาษีเป็น 0 มาตั้งแต่ปี 2553 เสนอทางออกให้ไทยเป็น HUB ข้าวของอาเซียนและเอเชีย

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ว่า ในภาคเกษตรนับว่าเริ่มมีการเปิดเสรีการค้ามาแล้วตั้งแต่ปี 2553 โดยให้สินค้าเกษตรของ 6 ประเทศในอาเซียนมีภาษีเป็น 0% ฉะนั้นยังเหลืออีก 4 ประเทศ คือเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ที่จะปรับภาษีให้เป็น 0% ในปี 2558 ซึ่งแต่ละประเทศก็มีสินค้าเกษตรบางตัวเท่านั้นที่มีความอ่อนไหวที่จะต้องมาตกลงกัน เช่น ไทยมีกาแฟ มันฝรั่ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มีเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งปัจจุบันกำหนดภาษีอยู่ที่ 20-40%

ส่วนผลกระทบที่สำคัญในเรื่องของอุปสงค์หรือความต้องการที่ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้นนั้น รัฐบาลไทยและรัฐบาลของกลุ่มประเทศอาเซียน เดิมได้วางมาตรการอารักขาพืชในการกีดกันทางการค้า หรือการใช้โรคระบาดในเรื่องปากเท้าเปื่อย ตลอดจนชนิดสายพันธุ์ที่ต่างถิ่นกัน เป็นข้อกำหนดที่ห้ามนำเข้าสินค้าระหว่างอาเซียนด้วยกัน โดยคาดว่าเมื่อถึงวันที่เปิด AEC ในปี 2558 ก็จะเกิดกรณีเช่นเดียวกันที่จะมีประเด็นเรื่องของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือที่เรียกว่า SPS เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ ไทยอาจใช้เรื่องของโรคแมลงเป็นข้อกำหนดในการอารักขาพืชชนิดสายพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ในเมืองไทย เพื่อป้องกันปัญหาการระบาดของโรคแมลง ส่วนสาขาประมงก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย เพราะเราต้องนำเข้าวัตถุดิบมาแปรรูปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญคือเราจะได้อะไรจาก AEC เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องหาคำตอบร่วมกัน สุดท้ายประเทศไทยจะยืนอยู่ที่จุดไหน เกษตรกรจะได้อะไร ประเทศเราจะได้ประโยชน์อะไร ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครอยากเป็นผู้เสียประโยชน์ และก็ไม่สามารถเป็นผู้ได้ประโยชน์อยู่เพียงฝ่ายเดียว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเข้าใจให้ตรงกันว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว” นายนิวัติ กล่าว

นายนิวัติ กล่าวต่อไปว่า หากประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำของอาเซียน ทั้งการผลิต การตลาด เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และก้าวไปถึงเอเชีย จำเป็นต้องพิจารณาศักยภาพพื้นฐานของสินค้าแต่ละตัว อาทิ ข้าว โดยต้องมองว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตข้าวได้มากที่สุดในอาเซียน แต่สามารถผลิตเหลือจากการบริโภคภายในประเทศมากที่สุด จึงทำให้มีปริมาณส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง การมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย รวมทั้งมีโรงสีข้าวขนาดกลางถึงใหญ่ 1,600 โรง ประกอบกับมีผู้ส่งออกมากกว่า 30 ราย ทำให้จากโครงสร้างพื้นฐานที่เรามีอยู่ สามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (HUB) ของข้าวได้ ทั้งในแง่ของการผลิต การค้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การส่งออก ความสะดวกในการขนส่ง การมีตลาดล่วงหน้าของสินค้าข้าว มีการสร้างโอกาสร่วมมือการค้าข้าวระหว่างไทย เวียดนาม และจีน เข้ามาเป็นผู้ทำการค้า (Trader) ในตลาดค้าล่วงหน้า โดยลดปัญหาด้านการกีดกันทางการค้าและการสร้างสิทธิพิเศษให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าว ทั้งนี้ หากเราทำได้ก็จะมีตลาดข้าวที่มีระบบการค้าขนาด 10-50 ล้านตัน หรือ 5 เท่าของปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ไม่มีการแย่งตลาดขายข้าวระหว่างไทย เวียดนาม อันจะส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้น พร้อมเพิ่ม Productivity ลดพื้นที่การปลูกข้าวผลผลิตต่ำ รวมทั้งสร้างสินค้าเกษตรชนิดอื่นทดแทนในพื้นที่ที่มีผลผลิตข้าวต่อไร่อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

วันที่ 24/05/2555 เวลา 10:24 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541