‘มาร์ค’ประกาศต้าน พ.ร.บ.ปรองดอง แดงคึกยื่นแก้ไข ม.112
‘เทือก’ไม่รับนิรโทษกรรม รับไม่ได้ทำลาย ‘นิติธรรม’
“อภิสิทธิ์” ประกาศชัด “ประชาธิปัตย์” จะคัดค้าน กม.ปรองดองถึงที่สุดชี้เจตนาเพื่อล้างผิดให้ “ทักษิณ” “เทือก” ลั่นถึงนิรโทษฯ ให้ก็ไม่รับ อัดทำลายหลักนิติธรรมของประเทศ “ปชป.” ชี้ พ.ร.บ.ปรองดองแค่โยนหินถามทาง เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ม.309 ชัดเจน จี้ “ขุนค้อน” ถอนร่างออก ขู่สู้ในสภาไม่ไหวยื่นศาล รธน.ต่อ “ชวนนท์” ท้า “นพดล” ปากยังกล้าพูด “แม้ว” ไม่อยากได้เงินคืน ชี้ พ.ร.บ.ปรองดองลบล้างผลของคดี คตส.ทั้งหมด “ยะใส” โวยกม.ปรองดอง เลวร้ายกว่ารัฐประหาร 49 เหมือน “สนธิ” ยึดอำนาจคืน “แม้ว” แดงคึกคักเตรียมยื่นชื่อประชาชนแก้ ม.112 ต่อประธานสภา 29 พ.ค.นี้ “เทพไท” ท้าทีมกฎหมายเพื่อไทยสอบเงินบริจาค อีสวอเตอร์ มั่นใจหลักฐานเคลียร์ ยันมอบให้สำนักนายกฯ ทุกสตางค์ จี้ กกต. เร่งสอบกันครหา ส.ส.ปชป. สวน พท.เล่นการเมืองใส่ร้ายไม่สร้างสรรค์หลังผลสอบซีซีทีวีไร้โกง “เด็ดพี่” ยังกล้าโว กทม.ขยายสัญญาบีทีเอส ต้องมีคนติดคุก
“มาร์ค” ยัน ปชป.ค้าน กม.ปรองดองสุดตัว
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พ.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เดินทางไปเปิดอาคารเรียนโรงเรียนบ้านคลองดิน หมู่ 3 ต.นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีตอนหนึ่งว่า ถึงการผลักดันกฎหมายปรองดอง ว่าสุดท้าย กม.นี้ก็จะไปยกเลิกความผิด ล้างผิดให้กับกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการยุบพรรค และรวมไปถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สิ่งเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่เห็นด้วย ในเวลาเช่นนี้มีปัญหาที่เร่งด่วน และมีความสำคัญต่อประชาชนมากกว่า ที่จะต้องเร่งแก้ไข แต่กลับมองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ ทั้งๆ ที่รู้ว่าปัญหานี้จะนำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นในสังคมก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แน่นอนที่สุดหากผลักดันจนสู่ความสำเร็จก็จะเกิดเครื่องหมายคำถาม เกิดความวิตกกังวลต่อระบบกฎหมายต่อประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ว่ายังคงปกครองด้วยกฎหมายที่มีขื่อมีแปหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นว่าใครก็ตามในบ้านเมืองนี้ที่ขึ้นเป็นใหญ่แล้วกระทำความผิด ก็สามารถที่จะมาออกกฎหมายลบล้างความผิดของตนเองได้ ตนและสมาชิกพรรคถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องคัดค้าน ท้วงติงการดำเนินการของรัฐบาล ตนยังไม่เห็นตัวกฎหมายฉบับดังกล่าว แต่หากมีการนำเสนอเข้าสภาในสัปดาห์นี้จริงๆ ขอยืนยันว่า เราจะทำหน้าที่คัดค้านเพื่อรักษาความถูกต้องในหลักการของบ้านเมืองเอาไว้
“เทือก” ลั่นให้นิรโทษฯ ก็ไม่รับ
ทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งจะนิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีกับนายสุเทพ ด้วยว่า ตนเคยพูดชัดเจนไปแล้วว่าไม่รับผลการนิรโทษกรรม ตนไม่เห็นด้วยเพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การที่จะนิรโทษกรรมให้ก็จะไม่รับ ไม่เอาด้วย ตนไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ กลับจะเป็นโทษที่ทำให้หลักนิติธรรมของบ้านเมืองต้องเสียหายไป ซึ่งความถูกต้องที่สุดของประเทศคือ ต้องช่วยกันรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองจึงจะมีความสงบเรียบร้อย เมื่อใดเราปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย ละเมิดหลักนิติธรรม หรือรุนแรงจนถึงการออกกฎหมายลบล้างความผิดที่ได้ผ่านกระบวนยุติธรรมจนถึงที่สุด ศาลพิพากษาแล้ว อย่างนี้ก็จะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศโดยส่วนรวมในวันข้างหน้า ตนจึงไม่เห็นด้วยเรื่องนี้
ชี้ “สนธิ” ยื่น กม.ปรองดอง แค่หยั่งเชิง
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ และคณะเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. … ว่า เรื่องนี้มีการตั้งคำถามว่า การยื่นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ เพราะมีข้อสังเกตหลายประเด็น โดยเฉพาะ 1.ความพร้อมของพรรคเพื่อไทย ที่ยังไม่มีการพูดคุยและยังไม่ตกผลึกทางด้านความคิด และ 2.ในพรรคเพื่อไทยเองก็มีการเตรียมร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เมื่อ พล.อ.สนธิ ชิงตัดหน้ายื่นก่อนของ ร.ต.อ.เฉลิมก็จะเป็นฉบับสำรองหรือไม่ 3.ในพรรคเพื่อไทย คนที่เป็นแกนนำ นปช.และมีตำแหน่ง ส.ส. ก็ยังมีความแตกแยกกับแกนนำระดับล่าง 4.ในการลงชื่อญัตติดังกล่าวเกือบทั้งหมดเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีคนไปพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าขณะนี้ได้ไปคุยกับผู้นำกลุ่มคัดค้านบางคนถ้าจะไม่ให้คัดค้าน พ.ร.บ.ปรองดอง ก็ต้องไม่ให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยลงชื่อ เพื่อไม่ให้เห็นว่าทำเพื่อตัวเอง 5.เป็นการทดสอบกระแสต้าน พ.ร.บ.ปรองดอง และเช็คเสียงว่าเมื่อมีการยื่นแล้วจะมีการต้านมากน้อยแค่ไหน ต้องตั้งคำถามไปยังนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ว่าเมื่อรู้อยู่แล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญได้ไตร่ตรองตรวจสอบอย่างไร ถึงได้บรรจุเป็นญัตติในวาระการประชุม ตราบใดยังไม่ยกเลิก ม.309 ก็ยังไม่สามารถดำเนินการอะไร ซึ่งตนขอตั้งคำถามไปยังสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่ามีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร และถามนายกรัฐมนตรีที่พยายามปัดสวะ และโยนความรับผิดชอบไปที่สภาฯ จึงอยากเรียกร้องหาความรับผิดชอบของนายกฯ อย่าโยนสภา ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ถอนเรื่องนี้ออกไป เพราะหากไม่ถอนก็จะมีการคัดค้านในสภาอย่างแน่นอน แต่หากผ่านสภาแล้วก็จะไปเจอกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะเมื่อกลุ่มเห็นต่างกันอยู่ แต่มีเป้าหมายเดียวกันในการต่อต้านล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะกลับมารวมกันได้
วิปค้านเซ็งนายกฯ “หนูไม่รู้”
นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ทำไมรัฐบาลต้องบรรจุวาระ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเป็นเรื่องด่วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ระบุจะไม่เสนอ จนกว่าจะมีการสานเสวนาตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า แต่อยู่ๆ พล.อ.สนธิกลับยื่นเข้าไปเป็นเรื่องด่วน กฎหมายที่ชื่อว่าปรองดอง ไม่ใช่กฎหมายปรองดอง แต่เป็นกฎหมายที่สร้างความแตกแยก และจะสร้างวิกฤติรอบใหม่ให้กับประเทศ เพราะจริงๆ แล้วเนื้อหาก็คือ การนิรโทษกรรมให้คนกลุ่มหนึ่ง และคนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดก็คือ คนๆ เดียว “ผมไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่ความปรองดอง การที่อยู่ๆ จะมาออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนที่ทำความผิด แทนที่ใครผิดก็ต้องรับผิด และว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูกกลายเป็นเรื่องของใครมีอำนาจก็ออกกฎหมายล้างผิดให้ตัวเอง ไม่ได้นำประเทศไปสู่ความปรองดอง แต่ออกกฎหมายปู้ยี่ปู้ยำประเทศ ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคมาตุภูมิเป็นผู้เสนอว่า ตนขอบอกว่าขออภัยนะครับ ตนไม่ได้เสียดสี แต่เหมือนกับเขาคิดว่าคนไทยไม่ได้รับประทานข้าวหรืออย่างไร เพราะความจริงเหมือนกับการสมยอมตกลงร่วมกันเป็นการภายใน ว่าอย่าให้ ส.ส.เพื่อไทยลงชื่อดีกว่า เพราะจะดูไม่ดีก็ขอให้ พล.อ.สนธิและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้เสนอจะได้นำมาอ้างได้ว่า เพื่อไทยไม่เกี่ยวไม่รู้เรื่อง ก็จะช่วยให้นายกรัฐมนตรีเป็นอีกคนหนึ่ง ที่จะลอยตัวไปด้วย เวลาสัมภาษณ์ก็จะบอกว่าหนูไม่ทราบซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้
ท้า “นภดล” กล้าพูด “แม้ว” ไม่อยากได้เงินคืน
นายชวนนท์ อินทรโมมาลยสุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ และคณะเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองว่า ในพรรคเพื่อไทยก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ แต่คิดว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจคือ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมีความพยายามเดินหน้าเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด จึงอยากเตือนไปยังพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่เป็นนายกฯ เรื่องนี้เป็นใหญ่ของประเทศ และสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มาในอดีต ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ประกาศแล้วว่าจะมีการชุมนุมกันในวันที่ 30 พ.ค.นี้ จึงอยากให้รัฐบาลได้ตระหนักไม่อยากให้ดูถูกพลังมวลชน เพราะขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่หลากหลายกลุ่มกำลังจะทนไม่ได้กับเหตุการณ์ที่กำลังจะมีการละเมิดหลักนิติธรรม นิติรัฐ และออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนๆ เดียว และไม่ต้องมาปฏิเสธว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ทำเพื่อคนๆ เดียว เพราะทุกคนทราบดีว่าทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ สิ่งที่นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดว่าเรื่องคืนทรัพย์สินยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ตนคิดว่านายนพดลต้องกล้าพูด เป็นลูกผู้ชายอายุมากแล้ว อ่านกฎหมายเก่งกว่าตน เพราะตนดูกฎหมายง่ายๆ ก็ดูออกแล้วว่าการลบล้างผลของ คตส.ทั้งหมด ก็แปลว่าคดีความต่างๆ รวมทั้งเรื่องการยึดทรัพย์ต้องเป็นโมฆะด้วย ซึ่งการพ้นผิดและได้เงินคืน เป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะได้รับ รวมทั้งสิ่งที่นายนภดล ระบุว่า เป็นเพียงการล้มด้วยกระบวนการของ คตส.แต่จะมีการนับหนึ่งใหม่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่เห็นเขียนไว้ใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และหาก พ.ร.บ.นี้ใช้ได้ตำรวจหน้าไหนจะกล้าดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ วันที่กลับมาอยู่ในประเทศไทย
“ยะใส” ชี้ เลวร้ายกว่ารัฐประหาร
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน และพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ตอกย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มาเพื่อวาระทักษิณเท่านั้น เพราะการบริหารงานของรัฐบาลโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หรือปัญหาปากท้องล้มเหลว แต่รัฐบาลกลับมุ่งแต่จะช่วยฟอกผิด พ.ต.ท.ทักษิณ การสร้างความแตกแยกกลายเป็นผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว และ พล.อ.สนธิ กำลังจะเป็นผู้นำในการทำรัฐประหารอีกรอบ คือยึดอำนาจที่เคยยึดไปกลับคืนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่รัฐประหารรอบนี้รุนแรงกว่าเพราะไปไกลถึงขั้นยกเลิกระบบยุติธรรม และสถาปนาอำนาจนักการเมืองให้อยู่เหนืออำนาจตุลาการ ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายโครงสร้างการเมืองทั้งองคาพยพ รุนแรงกว่าการรัฐประหาร 19 กันยา 49 หลายเท่า “ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ จึงไม่ใช่กฎหมายเพื่อการปรองดองและสมานฉันท์คนในชาติ แต่สถานะของร่างกฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนคำประกาศของคณะรัฐประหาร ที่นำโดยบิ๊กบังเพื่อทักษิณ สำหรับบทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อมี พ.ร.บ.ฟอกผิดคุณทักษิณ ก็เท่ากับเป็นการยุบทิ้ง คอป.โดยปริยาย อยากเรียกร้องให้นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานและกรรมการลาออก เพราะกรรมการชุดนี้กำลังถูกหลอกใช้ และรัฐบาลไม่ได้รับฟังข้อเสนอของ คอป.แต่อย่างใด”
วิป รบ.นัดพรรคร่วมถกปรองดอง 29 นี้
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาลเปิดเผยว่า ได้นัดพรรคร่วมรัฐบาลหารือข้อยุติเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง วันที่ 29 พ.ค. เพื่อดูหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย และขอความเห็นจากพรรคร่วมในเรื่องนี้ ส่วนกรณีความเห็นของคนในพรรคเพื่อไทย ที่ไม่เป็นเอกภาพต่อเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องธรรมดาของคนหมู่มาก แต่สุดท้ายหากพรรคมีมติอย่างไรต้องเป็นไปตามมตินั้น และตนได้รับทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะออกมาต่อต้านหน้าอาคารรัฐสภา ในวันที่ 30 พ.ค. จึงอยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ดูการตัดสินใจในที่ประชุมสภา ก่อนเคลื่อนไหว จนเป็นเหตุความขัดแย้งรอบใหม่ ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคจะประชุมวันที่ 28 พ.ค. เพื่อดูรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.ปรองดองทั้ง 8 มาตรา และขอร้องฝ่ายค้านหันหน้าหารือในเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมสภา ไม่ควรกล่าวหาว่าจะช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่ง ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นมีสิทธิ์ทำได้ แต่อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
แดงยื่นแก้ ม.112 ต่อสภา 29 นี้
วันเดียวกัน ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ในงาน “บันทึก 112 วัน แก้ไข ม.112” ว่า ในเวลาประมาณ 09.00 น. วันอังคารที่ 29 พ.ค.นี้ ขอเชิญประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันไปรวมตัวกันที่บริเวณหมุดคณะราษฎร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเตรียมนำรายชื่อของประชาชน 27,291 รายชื่อ ที่เข้าร่วมลงชื่อสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 บรรจุลงในกล่องสีดำ เดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อยื่นให้กับทางสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ของ ครก.112 เบื้องต้นได้รับการประสานงานจากรองประธานรัฐสภาว่า จะออกมารับรายชื่อดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ โดยแกนนำได้กล่าวยอมรับว่า อาจไม่ได้รับความสนใจจากทางสภาผู้แทนราษฎรมากนัก แต่ทางกลุ่มก็จะเฝ้าติดตามดูต่อไปอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลและสภาฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะมีการเสนอข้อเสนอดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หรืออาจจะไม่ได้รับการพิจารณาเลย ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะได้นำท่าทีดังกล่าวมากำหนดแนวทาง และกิจกรรมที่จะกระทำต่อไปหลังจากนี้
ท้า พท.สอบเงิน “อีสวอเตอร์”
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะตั้งทีมกฎหมายเพื่อติดตามการยุบพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของบริษัทอีส วอเตอร์ว่า เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย และอยากให้รีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะทุกอย่างมีพยานหลักฐานชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชุดนี้ก็ออกมายืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำถูกต้อง นำเงินไปมอบให้กับสำนักนายกรัฐมนตรีจริง และสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกใบเสร็จให้กับผู้บริจาคทุกราย การที่พรรคเพื่อไทยมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์พักเงินไว้นานถึง 1 เดือน ก่อนที่จะนำส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นในอัตราร้อยละ 3.5 เป็นเงิน 3.5 หมื่นบาทต่อปี ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้วนั้น อยากจะชี้แจงให้ทราบว่าเงินในบัญชีทั้งหมดไม่ใช่ของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เปิดบัญชีเป็นเพียงสมาชิกพรรคที่มีวัตถุประสงค์ต้องการที่จะรวบรวมเงินบริจาคผ่านพรรคไปมอบให้สำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการมอบเงินให้ก็เป็นการมอบให้ทั้งต้นและดอก พรรคไม่ได้เก็บไว้แม้แต่สตางค์แดงเดียว และจะมากล่าวหาว่าความผิดสำเร็จแล้วได้อย่างไร และบัญชีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค “อยากให้ทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยเข้าไปตรวจสอบดูได้ขณะนี้ เพื่อเป็นการดับกระแสและสร้างความสับสนให้กับสังคม และเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยนำเรื่องนี้มาเป็นเหยื่อทางการเมืองเพื่อกลบกระแสของแพง จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาชี้แจงโดยเร็ว เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพราะหากปล่อยยืดเยื้อออกไปคนเหล่านี้ก็จะออกมาโจมตีใส่ร้าย กกต. อีก ว่า ให้การช่วยเหลือหรืออุ้มพรรคประชาธิปัตย์อีกและพรรคไม่ได้กังวลต่อเรื่องนี้แต่อย่างใด เชื่อในความบริสุทธิ์ของพรรคเพราะมีข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ว่าทั้งพยาน หลักฐาน และเจตนาของพรรคว่ามีความบริสุทธิ์ใจที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อยากให้พรรคเพื่อไทยกลับไปดูพรรคตัวเองว่า ในระหว่างเกิดเหตุอุทกภัยได้มีโครงการช่วยเหลือประชาชนในนามพรรคอย่างไรบ้าง เว้นแต่เอาทรัพย์สินของราชการมาพ่นชื่อเป็นของตนเองและของพรรคแจกประชาชนเพื่อเอาหน้าเอาตา”
ปชป.สวน พท.การเมืองไม่สร้างสรรค์
นายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส. กทม. กล่าวกรณีการตรวจสอบเรื่องกล้องซีซีทีวีของ กทม. ที่รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ว่า การที่พรรคเพื่อไทยกำลังเล่นเกมการเมืองใน กทม. เป็นเรื่องการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่ใส่ร้ายป้ายสีการทำงานของ กทม. ว่าไม่มีประสิทธิภาพ และประชาชนก็ได้เห็นว่าเกิดจากการผันน้ำมาจากต่างจังหวัด และเรื่องซีซีทีวีก็เป็นการกุเรื่องใส่ร้ายป้ายสี ไม่สร้างสรรค์ และหากยังเล่นเกมการเมืองแบบนี้จะไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ทั้งในระดับท้องถิ่นและ ส.ส.ได้ เพราะประชาชนใน กทม. รู้เท่าทัน ทั้งนี้กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการตั้งกล้องหลอกนั้น กรรมาธิการได้เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล พบว่าไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยที่เดียว ซึ่งขณะนี้มีข้อสรุปและกำลังบรรจุระเบียบวาระ ให้สภาพิจารณา โดยที่เสียงส่วนใหญ่ในกรรมาธิการเป็นของพรรคเพื่อไทยก็มีความเห็นสรุปภาพรวมว่าไม่มีอะไรที่ส่อทุจริต ไม่โปร่งใส หรือซื้อราคาแพงเกินจริง “เป็นการเมืองที่มุ่งหวังโจมตีใส่ร้ายป้ายสี ให้สังคมพิจารณาพฤติกรมของพรรคเพื่อไทยว่าเป็นการเมืองสร้างสรรค์หรือไม่อย่างไร และเรียกร้องให้ประธานสภาเร่งบรรจุระเบียบวาระให้ ส.ส.พิจารณาด้วย ซึ่งอยากจะแนะนำให้พรรคเพื่อไทยปรับตัว จะได้เอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้บ้างและขอให้ไปแก้ตัวกับประชาชนใน กทม. ในเรื่องที่มีความเกี่ยวข้อง เช่น การเผาบ้านเผาเมือง เพื่อที่คนจะได้ไม่ติดใจ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาของแพง และการแก้ไขปัญหาปากท้อง ที่คนรออยู่ และหลังจากนี้การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. หากต้องการเอาชนะ ก็ต้องหยุดเสี้ยมเรื่องภายในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการเลือกคนของพรรคจะไม่มีความขัดแย้งแน่นอน ขอให้พรรคเพื่อไทยไปหาตัวบุคคลให้ได้ก่อน รวมทั้งการนโยบายดีๆ ให้คนกรุงเทพฯ ดีกว่า”
พท.เสี้ยม ปชป.ลอยแพ “สุเทพ”
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ว่ากรณีการบริจาคเงินช่วยเหลืออุทกภัยของบริษัทอีสวอเตอร์ ผ่านพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการดำเนินการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่ไปเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะลอยแพนายสุเทพ ขอถามว่าเรื่องนี้จะปัดความรับผิดชอบอย่างว่าไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะนายสุเทพ เป็นเลขาธิการพรรคในขณะนั้น และมีบริษัทเป็นร้อยบริษัทบริจาคผ่านน่าจะราว 191 บริษัท ทั้งนี้มีการร้องเรียนมายังพรรคเพื่อไทยให้ช่วยตรวจสอบว่า เงินตกหล่นหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอได้ตรวจสอบเชิงลึกว่าเงินบริจาคที่นายสุเทพ ไปเปิดบัญชียอดเงินรวมซึ่งจำนวนนั้นตนจะทำหนังสือไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรายละเอียดว่า สาวตัวเลขตรงกันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ทาง กกต.ต้องเร่งดำเนินการหลังจากที่มีการยื่นให้มีการตรวจสอบว่ามีการส่งผลเรื่องการยุบพรรคหรือไม่ เพราะการรับเงินบริจาคลักษณะนี้น่าจะเป็นนิติกรรมอำพราง
ไล่บี้สัญญารถไฟฟ้ากับดีเอสไอ
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่ กทม.ได้ใช้บริษัทกรุงเทพธนาคม ขยายสัญญาให้กับบริษัทบีทีเอสอีก 13 ปี ว่า ตนได้ติดตามกรณีที่กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำหนังสือสอบถามว่า พบว่าการดำเนินการของ กทม.น่าจะไม่มีอำนาจ เพราะกระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ซึ่งได้ตอบคำถาม ตามที่ปรากฏในสื่อว่า สิ่งที่ กทม.ทำโดยอ้าง 3-4 ข้อ สรุปว่า กทม.ไม่มีอำนาจในการไปขยายสัญญา จึงน่าจะเป็นนิติกรรมอำพราง ผู้บริหาร กทม.ควรแสดงเหตุผลให้กับคน กทม.และคนไทยทั้งประเทศ เพราะขยายเวลาออกไป ตนมองว่าคน กทม.เสียประโยชน์และเสียค่าโง่ให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งน่าจะเป็นสัญญานิติกรรมอำพราง โดยตนจะยื่นเรื่องต่อดีเอสไอเมื่อนำเรื่องนี้เข้าเป็นคดีพิเศษ ในวันที่ 28 พ.ค.นี้นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน แทนที่จะร่วมกันตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้าน กลับสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติและน่าจะอุ้มผู้บริหาร กทม.เพราะพวกเดียวกันแสดงให้เห็นธาตุแท้ของนายอภิสิทธิ์ ค้านแต่ฝ่ายอื่น แต่ฝ่ายเดียวไม่ตรวจสอบ สิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นการประจานทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน รวมถึงการที่ กทม.จะออกหนังสือปกขาว ก็เป็นแค่ข้อแก้ตัวหรือแก้ผ้าเอาหน้ารอดในระยะสั้น แต่อนาคตน่าจะมีคนติดคุก
111 ยังโวยวายไม่เลิก
เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวเปิดการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมือง : ทำลายหรือพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” ในหัวข้อ “ครบรอบ 5 ปีการยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนทางการเมือง 111” ตอนหนึ่งว่า การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทยนั้น เป็นการพิจารณาโดยคณะรัฐประหารที่ตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษ ไม่ใช่พิจารณาด้วยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นคำสั่งหลังการรัฐประหาร โดยคำสั่งดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจเผด็จการย้อนหลัง เพื่อลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องและผูกพันธ์กับองค์กร โดยไม่มีการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดใดๆ แต่มีผลทำให้กรรมการบริหารทุกคนถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันกฎหมายเพิกถอนสิทธินี้ยังอยู่ เป็นมาตรการสำคัญที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มีความแตกต่างและรุนแรงไปจากเดิม คือการระบุว่า หากคนหนึ่งคนใดในพรรคทำผิดก็สามารถยุบพรรคนั้นได้ทันที และเมื่อพรรคถูกยุบก็ให้เพิกถอนสิทธิคณะกรรมการทั้งชุด เป็นการใช้กฎหมายที่อ้างว่า มีไว้เพื่อป้องกันการซื้อเสียง ป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่อง หรือข้อเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาวิเคราะห์ว่า มาตรการนี้มีผลต่อการเมืองไทย และพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยอย่างไร เพื่อประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป ทางด้านนายพนัส ทัศนีย์ยานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ตั้งแต่เรามีกฎหมายยุบพรรคการเมืองจนถึงบัดนี้ ได้ยุบพรรคการเมืองใหญ่ไป 3-4 พรรคแล้ว ก็ขอฟันธงได้ว่า เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสังคมไทยมักจะมีทัศนคติที่ไม่ดีกับการเมือง โดยมองว่านักการเมืองและพรรคการเมืองเป็น “สิ่งชั่วร้าย” ทำให้กลายเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน การจะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้ จะต้องเริ่มแก้ไขจากทัศนคติตรงนี้ก่อน ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับยุบพรรคการเมืองนั้น ในอนาคตจะต้องมองว่าความจริงแล้วกฎหมายนี้ควรจะมีหรือไม่
วันที่ 28/05/2555 เวลา 1:16 น.
[23/05/2556]สสส.สร้างเสริมสุขภาพ
[23/05/2556]เฮียเพ้งโทษฟ้าผ่าเมืองมืด
[23/05/2556]ฟันธงนิรโทษเหลิมสุดซอย
[22/05/2556]บิ๊กตู่ฉุน ส.ส.จับผิดงบ
[22/05/2556]ติวประมง4ภาค-รับมือภัยพิบัติ
[22/05/2556]จี้รัฐบูรณาการคุณภาพการศึกษา
[22/05/2556]ย่างปีที่42นสพ.บ้านเมือง
[22/05/2556]เหลิมเตรียมประจานศาลไทย
[22/05/2556]ชวนนท์ร้องผู้ตรวจฯปมสุรนันท์
[21/05/2556]ปิดฉากประชุมน้ำโลก
[16:23 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[16:11 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[15:47 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[14:28 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[12:32 น.]รัฐบาลเจริญพระพุทธมนต์
[10:21 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[9:45 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[9:29 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[6:08 น.]กรุงเทพฯมีฝนร้อยละ40
[23:39 น.]ตบสาวไทยพ่ายจีนศึก

‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541




