ย่ำ “ตรอกบ้านจีน” ชุมชนโบราณริมน้ำปิง
กี่ครั้งแล้วนะที่ “ไปรษณียบัตร” ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวจากความทรงจำอันงดงาม
กี่ครั้งแล้วนะที่เราหยิบ “ไปรษณียบัตร” จากหลากหลายสถานที่ซึ่งเคยเดินทางไป มาย้อนรำลึกความทรงจำอีกครั้ง ทั้งสถานที่ๆ ตั้งใจไปถึง และสถานที่ๆ ไปเยือนโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับน่าประทับใจเหลือเกิน
“ตรอกบ้านจีน” จ.ตาก คือหนึ่งในหลายสถานที่ที่ว่านั้น
จำได้ว่า ครั้งนั้นเราและเพื่อนๆ ที่มีจุดหมายจะไปยัง “สุโขทัย” ตกลงใจเพิ่มจุดแวะเอาเสียดื้อๆ เมื่อเห็นป้ายบอกทางไป จ.ตาก หลังจากที่ใครบางคนบอกว่า “ไหนๆ ก็มาแถวนี้แล้วไปไหว้ ‘เจ้าตาก’ กันเถอะ”
ไม่มีใครปฏิเสธ ทั้งคณะจึงมุ่งหน้าสู่ “ตาก” ก่อนจะต่อไปยังจุดหมายหลักที่ “สุโขทัย”
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” หรือ “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี” เป็นผู้รวบรวมกำลังผู้คนกอบกู้เอกราช ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยก่อนหน้านั้น รับราชการเป็น “เจ้าเมืองตาก”
“ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ซึ่งตั้งอยู่ที่กลางตัวเมือง “ตาก” จึงเป็นสิ่งที่ชาวตากเคารพศรัทธา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ อันเกิดจากวีรกรรมยิ่งใหญ่ของ “พระเจ้าตาก”
ภาพที่เราเห็นคือ ผู้คนที่ทยอยกันมาสักการะไม่ขาดสาย แสดงออกถึงแรงศรัทธาอันแรงกล้า
จากการสอบถามผู้ดูแลทำให้เรารู้ว่า แต่เดิมศาลตั้งอยู่ที่ “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” ฝั่งตรงข้ามกับตัวเมือง แต่ชาวเมืองเห็นว่าศาลนั้นไม่สมพระเกียรติ จึงได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาใหม่ ณ สถานที่ปัจจุบัน
นอกจากนั้น กรมศิลปากรยังได้หล่อ “พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ในพระอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ไว้ ณ ศาลแห่งนี้
ภายในศาลยังมีภาพจิตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกสงคราม และการกอบกู้เอกราชอีกด้วย
เพื่อนของเราอดไม่ได้ที่จะสอบถามเส้นทางไปยัง “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” และก็เกินคาด เพราะนอกจากจะได้รู้เส้นทางแล้ว ก็ยังได้รับคำแนะนำให้ไปเยือน “ตรอกบ้านจีน-ชุมชนโบราณริมแม่น้ำ”
แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนของ “เจ้าบ้าน” โดยเฉพาะเมื่อยังมีเวลาเหลือพอ
เราเริ่มจากป้ายชื่อ “ถนนตากสิน” ที่นำทางไปจนถึง “ตรอกบ้านจีน”
ทีแรกพวกเราทุกคนต่างพากันมองหน้ากันแบบงงๆ เพราะสถานที่ๆ เรามาถึงนั้นเป็นเพียง “ตรอก” เล็กๆ ติดกับถนนใหญ่ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก แทบจะไม่มีเค้าของความเป็น “ชุมชนโบราณ” อย่างที่ว่า
กระทั่งมี “หญิงสูงวัย” ซึ่งน่าจะสังเกตเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของพวกเรา ปั่นจักรยานมาถามไถ่ด้วยใจอารี ก่อนจะอาสานำทางให้
ถึงตอนนั้นพวกเราจึงเริ่มมั่นใจขึ้น และยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น เมื่อได้เห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน
บ้านเรือนที่เรียงรายสองข้างทางในตรอกเล็กๆ แห่งนี้ บ่งบอกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างอายุนับร้อยปี บ้านหลายหลังมีลักษณะของ “ประตูบานเฟี้ยม” ซึ่งกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในยุคสมัยปัจจุบัน
เราเริ่มอยากรู้เรื่องราวของที่นี่มากขึ้น ในที่สุดเมื่อเดินไปเรื่อยๆ จึงตัดสินใจแวะ “ร้านอาหารตามสั่ง” เล็กๆ ด้านใน ซึ่งนอกจาก “มื้อเที่ยง” แสนอร่อยแล้ว พวกเรายังได้รับรู้เรื่องราวของที่นี่ไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
“เจ้าของร้าน” ชี้ให้เราดูแนวหลังคาบ้านที่เชื่อมต่อทอดยาวขนานกันไป ซึ่งทำให้ทางเดินสองฟากของตรอก มีร่มเงาให้แก่ผู้สัญจรไปตลอดทั้งเส้นทาง
เราได้รู้ว่า “ตรอกบ้านจีน” เคยเป็นชุมชนชาวจีน และย่านการค้าที่รุ่งเรืองมาก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4
ด้านเหนือสุดของตรอกในสมัยโบราณเป็น “ท่าเรือ”
“บ้านคหบดี” หลังใหญ่ยังคงความสมบูรณ์ด้านสถาปัตยกรรม ซุ้มประตูและหน้าต่างงดงามด้วยลวดลายแกะสลักไม้ ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางซอย ชนิดที่ใครผ่านไปมาเป็นต้องหยุดมองเพื่อชื่นชมความงาม
บ้านหลายหลังได้รับการบูรณะให้มีความสมบูรณ์ขึ้นด้วยวัสดุสมัยใหม่ ขณะที่อีกหลายหลังก็ถูกทอดทิ้งจนเริ่มรกร้าง สอบถามได้ความว่า เจ้าของบ้านขายที่ดิน และย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว
เจ้าของบ้านหลังหนึ่งต้อนรับพวกเราอย่างยินดี พร้อมกับชี้ให้ชมไม้แผ่นใหญ่ที่ใช้ปูเป็นพื้นเรือน และเสาเรือนซึ่งทำจากไม้ทั้งต้น นอกจากนี้ยังปรากฏร่องรอยตัวหนังสือภาษาจีน ที่สื่อความหมายแห่งการค้าในอดีต
“เครื่องเรือนโบราณ” และ “หีบบรรจุของ” ใบใหญ่ ซึ่งใช้กันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ได้รับการเก็บรักษาอย่างดี ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสร่องรอยความรุ่งเรืองของอดีตที่ผ่านพ้น
เราแวะบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตยาแผนโบราณ “ยาธาตุสี่” หรือ “ยาธาตุน้ำสี่” มาหลายชั่วอายุคน เจ้าของบ้านต้อนรับเราด้วยเครื่องดื่ม ซึ่งมีสรรพคุณบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร และนอนหลับสบาย
เครื่องดื่มหอมเย็นกลิ่นสมุนไพรไทย ทำให้ชุ่มคอ ชื่นใจ และฉ่ำไปด้วยน้ำใจของผู้ปรุงซึ่งเราสัมผัสได้จากการต้อนรับขับสู้ และการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในอดีตของครอบครัว ให้ฟังอย่างภาคภูมิใจโดยไม่รู้เหนื่อย
เราเดินไปจนกระทั่งสุด “ตรอกบ้านจีน” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “วัดสีตลาราม” หรือ “วัดน้ำหัก” วัดเก่าแก่ของชุมชน ซึ่งในอดีตบริเวณนี้เป็นท่าเรือเรียกกันว่า “ท่าน้ำหัก”
สัญลักษณ์ของวัดแห่งนี้คือ “โบสถ์” ที่สร้างแบบผสมผสานแบบจีนและตะวันตก ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ พิมพ์นิยมแบบไทย ชวนให้คิดถึง “วัดราชโอรสาราม” ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้ปัจจุบัน “ตรอกบ้านจีน” เป็นชุมชนเล็กๆ กลางตัวเมืองตาก ไม่ใช่ชุมชนการค้าที่รุ่งเรืองเหมือนก่อน หากแต่ชาวชุมชนก็ยังคงพยายามรักษาสมบัติของบรรพบุรุษไว้บอกเล่าคนรุ่นหลัง
พวกเรากล่าวอำลาต่อ “เจ้าบ้าน” ผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจหลายคนที่แวะมาทักทาย และช่วยกันบอกเล่าความงดงามของอดีต ที่ถูกส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ด้วยความคาดหวังว่าจะยังคงได้รับการสืบทอดต่อไป
ข้างหน้าเราคือ “สะพานแขวนสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี” ที่เชื่อมต่อสองฟากฝั่งของ “ตาก” เสมือนหนึ่ง “ตรอกบ้านจีน” ที่เป็นตัวแทนเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
ทัศนียภาพอันงดงามของสองฝั่งลำน้ำ ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะคิดและจินตนาการไปถึงภาพในอดีตของชุมชนการค้าริมแม่น้ำ แม้ว่าในที่สุดเราจะพบว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถจะย้อนเวลาได้ก็ตาม
จาก “ตรอกบ้านจีน” พวกเราเดินทางต่อไปยัง “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” หรือ “วัดพระเจ้าตาก” โบราณสถานสำคัญ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเดิมของ “ศาลพระเจ้าตาก”
“ใบเสมาคู่” คือสัญลักษณ์สำคัญของวัดนี้ ที่แสดงให้รู้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์
ตามคำบอกเล่า “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” น่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัย “กรุงศรีอยุธยา” และเคยเป็นสถานที่ซึ่ง “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง “พระยาตาก” ได้ทำการเสี่ยงทายที่วัดนี้
ภายในโบสถ์ยังมี “พระพุทธบาทจำลอง” ขณะที่ด้านหน้ามีเจดีย์ซึ่งบรรจุอังคารของบิดา-มารดาของ “พระเจ้าตาก” ซึ่งปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร
แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาอำลา เราอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพูดของใครบางคนที่ว่า เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก
เราไม่แน่ใจนัก เพราะเอาเข้าจริง “ตรอกบ้านจีน” และ “ตาก” ก็ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่ต้นจริงๆ
แต่ที่เราแน่ใจก็คือ ไม่บังเอิญแน่ๆ ที่เราทั้งคณะจะประทับใจกับความทรงจำที่นี่เหลือเกิน…
วันที่ 28/05/2555 เวลา 4:48 น.
[20/05/2556]วันแรกที่ซีอาน
[13/05/2556]บ้านเขมรฝั่งใต้
[6/05/2556]ชะอำอิ่มหนำของดี
[22/04/2556]ยโสธรเมืองหมอนขวานผ้าขิด
[15/04/2556]เยือนภูพานน้อมสักการพระธาตุ
[9/04/2556]ภูผายักษ์-ภูพยัคฆ์
[1/04/2556]ล่องเรือเพลงแม่น้ำนครชัยศรี
[25/03/2556]ตามคาราวานเอเชีย2013
[18/03/2556]“เขาดินวนา” เสน่ห์ “ช้างไทย”
[11/03/2556]ดงบัง หมู่บ้านสมุนไพร
[17:34 น.]ปิดตลาดหุ้นมูลค่าซื้อขาย
[16:23 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[16:11 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[15:47 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[14:28 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[12:32 น.]รัฐบาลเจริญพระพุทธมนต์
[10:21 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[9:45 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[9:29 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[6:08 น.]กรุงเทพฯมีฝนร้อยละ40

‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541












