วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เยี่ยม “เรือนขุนช้าง-คุ้มขุนแผน” เยือนแดนสุพรรณฯ

“โจนลงกลางชานร้านดอกไม้

ของขุนช้างปลูกไว้อยู่ดาษดื่น

รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน

ชื่นชื่นลมชายสบายใจ”

 

บทเสภาจาก “ขุนช้างขุนแผน” ยอดแห่ง “เสภา” ของ “วรรณคดีสโมสร” ตอน “ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง” ผุดพรายขึ้นในความทรงจำของเราแทบจะในทันที เมื่อได้รับคำชักชวนให้ไปเยือน “เมืองสุพรรณฯ”

ทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ “กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี” ระยะทางเพียง 100 กว่า กม. ใกล้ๆ เพียงเท่านี้ ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เราต้องปฏิเสธ กับการไปเยือนเมืองซึ่งรุ่มรวยไปด้วยสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า

“วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร” เป็นจุดหมายแรกที่คณะ “เยี่ยมเรือน-เยือนสุพรรณฯ” ของเราแวะสักการะ “หลวงพ่อโต” ซึ่งเป็น “พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์” อันเป็นที่นับถือศรัทธาของ “ชาวสุพรรณฯ”

นอกจากจะเป็นวัดสำคัญ ซึ่งเชื่อกันว่ามีความเก่าแก่นับพันปีแล้ว ชื่อของ “วัดป่าเลไลยก์” ยังปรากฏอยู่ในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอน “พลายแก้วบวชเณร” อีกด้วย

หลังจากสักการะ “หลวงพ่อโต” เรียบร้อยแล้ว เราก็เลาะเลียบไปตามทางสู่ “เรือนขุนช้าง” โดยระหว่างทางมีภาพจิตรกรรมฝาผนังจากวรรณคดีขุนช้างขุนแผนตอนสำคัญๆ ให้ได้ชมเรียกน้ำย่อยกันก่อน

“เรือนขุนช้าง” หรือ “บ้านขุนช้าง” ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นเรือนไทยขนาดใหญ่ ได้ข้อมูลว่าสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นลักษณะ “เรือนคหบดี” ตามการพรรณนา “เรือนขุนช้าง” ใน “ขุนช้างขุนแผน”

เมื่อก้าวขึ้นบันไดจะเป็น “หอนั่ง” ซึ่งเชื่อมด้วยชานทอดไปยัง “หอกลาง” ทั้งด้านซ้ายและขวาของหอกลางเป็นเรือนใหญ่ 2 หลัง สร้างขนานกัน หลังหอกลางเป็น “เรือนขวาง” ขนาบด้วย “เรือนเล็ก” อีก 2 หลัง

ภายใน “เรือนขุนช้าง” จัดแสดง “โบราณวัตถุ” และสิ่งของเครื่องใช้ในสมัยโบราณหลากหลาย ซึ่งสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ที่ได้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

เราและเพื่อนๆ ค่อย เปิดประตูเรือนเข้าไปชมห้องต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ชวนให้คิดถึงบทเสภาที่ต่อเนื่องหลังจาก “ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง” แล้ว จนใครบางคนถามขึ้นมาว่า “รู้ไหม ‘แก้วกิริยา’ นอนห้องไหน”

“เจ้าร่างน้อยนอนนิ่งบนเตียงต่ำ

คมขำงามแฉล้มแจ่มใส

คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม

รอยไรเรียบรับระดับดี”

 

แน่นอนว่า บทเสภาตอน “ขุนแผนได้นางแก้วกิริยา” เป็นบทที่นึกขึ้นมาในทันที และดูเหมือนจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เพราะเมื่อเอ่ยขึ้นมาหลายคนก็พยักหน้าจำเรื่องราวที่ “ขุนแผน” ได้ภรรยาคนที่ 3 ในตอนนี้ได้

และเมื่อมีคนถามหาห้อง “นางแก้วกิริยา” คำถามต่อมาจึงต้องเป็น “แล้วนางวันทองล่ะ นอนห้องไหน”

หลายคนพากันหัวเราะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ “เรือนขุนช้าง” จะสร้างตามบทพรรณนาในเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่ก็ไม่ได้เก็บรายละเอียดของเรื่องราว รวมถึงเครื่องเรือนต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนทุกตอน

ดังนั้นเราจึงไม่เห็น “เตียงต่ำ” ของ “นางแก้วกิริยา” เฉกเช่นเดียวกับที่ไม่เห็น “ม่านปัก” ฝีมือ “นางวันทอง” ที่ “ขุนแผน” คร่ำครวญถึงก่อน “ขุนแผนฟันม่าน”

 

“ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ

จำได้ไม่ผิดในตาพี่

เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี

สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว”

 

จาก “วัดป่าเลไลยก์” เรามุ่งหน้าสู่ “วัดแค” อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งปรากฏในท้องเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เมื่อครั้ง “เณรแก้ว” บวชเรียน และได้ร่ำเรียนวิชา “เสกใบมะขามเป็นต่อแตน” กับ “อาจารย์คง” ที่ “วัดแค”

ที่นี่เราพบกับ “มัคคุเทศก์น้อย” ซึ่งอาสานำเราเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในวัด ซึ่งเราได้ข้อมูลว่า เด็กๆ เหล่านี้สมัครใจที่จะใช้เวลาว่างในการเป็น “มัคคุเทศก์น้อย” เพื่อหารายได้พิเศษในช่วงวันหยุดและปิดเทอม

เรารู้สึกชื่นชมต่อแนวคิดนี้ เพราะนอกจากจะสร้างสีสันให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับความน่ารักแล้ว เหล่า “มัคคุเทศก์น้อย” ยังได้เรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราวซึ่งเป็นมรดกท้องถิ่น ปลูกฝังสำนึกรักบ้านเกิดอีกด้วย

ภายใน “วัดแค” มีรูปจำลองของ “พญาต่อยักษ์” ขนาดใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวจากวรรณคดี และยังเชื่อมโยงถึง “วัตถุมงคล” เช่น “พญาต่อเงิน” และ “พญาต่อทอง” ตามความเชื่อของผู้นับถือศรัทธา

บริเวณวัดแห่งนี้ยังร่มรื่นไปด้วยไม้ยืนต้นนานาพรรณ ด้านหลังติดกับ “แม่น้ำท่าจีน” ซึ่งจัดให้เป็นอุทยานธรรมศึกษา ประกาศเกียรติคุณของ “หลวงปู่คง” ที่กล่าวกันว่า เป็นอาจารย์ของ “เณรแก้ว”

บรรดาต้นไม้ต่างๆ ในบริเวณวัดนั้น เห็นจะไม่มีต้นใดเด่นเกิน “ต้นมะขามยักษ์” ที่เล่ากันว่ามีอายุนับพันปี และเป็นต้นเรื่องของ “ใบมะขาม” ที่นำมาเสกเป็น “ต่อแตน” ตามเนื้อเรื่องใน “ขุนช้างขุนแผน”

ยิ่งไปกว่านั้น นานวันเข้าก็มีเรื่องเล่าต่อไปอีกว่า ในภายหลังเมื่อบ้านเมืองสงบสุข และภายในครอบครัวสงบศึกแล้ว “ขุนแผน” ได้นำ “ดาบฟ้าฟื้น” อาวุธคู่กายมาเก็บไว้ที่ “ต้นมะขามยักษ์” แห่งนี้อีกด้วย

“ดาบฟ้าฟื้น” ตีขึ้นจากเหล็กหายาก ซึ่งเราสามารถมองเห็นภาพได้เลย จากการบรรยายเนื้อเรื่องในเสภาตอนตีดาบ ตามสำนวนของ “ครูแจ้ง”

 

“เอาเหล็กยอดเจดีย์มหาธาตุ

ยอดปราสาททวารามาประสม

เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม

เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร”

ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อกันมา แต่ที่มา “ดาบฟ้าฟื้น” ของ “ขุนแผน” ก็ทำให้เหล่าผู้มาเยือนพากันสนุกสนานในการช่วยกันเพ่งพินิจ “ต้นมะขามยักษ์” เพื่อค้นหาอาวุธคู่กายของ “ขุนแผน”

ใกล้ๆ กับ “ต้นมะขามยักษ์” คือ “คุ้มขุนแผน” บ้านทรงไทยเฉกเช่นเดียวกับ “เรือนขุนช้าง” แต่มีขนาดเล็กกว่า และเรียก “คุ้ม” เนื่องจากขุนแผนรับราชการ และได้เป็น “เจ้าเมือง” ในเวลาต่อมา

“คุ้มขุนแผน” มีชานกว้าง โล่งโปร่ง สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทย ที่ให้ลมผ่านได้สะดวก หลังเดินสำรวจห้องหับต่างๆ แล้วก็รู้สึกว่าค่อนข้างน่าอยู่กว่า “เรือนขุนช้าง” ไม่น้อย

เวลาล่วงบ่ายคล้อย เรานั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” กระทั่งถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลาต่อ “คุ้มขุนแผน” ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะเหมาะสม เท่ากับบทกวีของ “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” ศิลปินแห่งชาติและกวีรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งมาเยือนที่แห่งนี้

 

“คุ้มขุนแผนเมืองสุพรรณในวันนี้

คิดว่ามีเหมือนได้ก็ไม่เหมือน

โฉมแม่พิมพ่อพลายไม่มาเยือน

คงแต่เงาเค้าเงื่อนร่มเรือนไทย”

 

วันนี้ “ขุนช้างขุนแผน” ยังคงเป็นตำนานที่บอกเล่าความงดงามของอดีตผ่านบทเสภาอันไพเราะ

และเรื่องราวเหล่านี้จะยังประทับอยู่ไม่รู้คลาย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม…

 

ออนอาร์ต

วันที่ 7/05/2555 เวลา 7:46 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541