จ้างบอดี้การ์ดตลก.ผวาคุ้มกัน24ชม.ตร.คุมเข้มบ้านพัก2กองร้อยตรึงศาล ปู รอลุ้นผลที่เขมร
ผวาไม่ปลอดภัย “ตุลาการรัฐธรรมนูญ” จ้างทหารเป็นบอดี้การ์ด คุ้มกันพิเศษ ขณะที่ ตร.ส่ง จนท.คุมเข้มบ้านพัก 9 ตุลาการ พร้อมตั้งด่านตรวจเข้มทางเข้า-ออก 24 ชั่วโมง พร้อมวางกำลัง 2 กองร้อยตรึงเข้มศาล รธน. ขณะที่ “ปู” รอลุ้นผลศาล ศุกร์ 13 ที่เขมร อุบปรับ ครม. อ้างยังไม่ถึงเวลา ด้าน “พท.” คาดศาล รธน.มี 3 แนวทาง คลอดคำวินิจฉัย “ยกคำร้อง-ยื่นร่างใหม่-ยุบพรรค” ส่วน “ยงยุทธ” มั่นใจไม่ผิด แต่ยอมรับเหนื่อยแน่หากโดนยุบพรรครอบ 3 ขณะที่ “ยุทธศักดิ์” ดักคอยุบเพื่อไทยไปก็ไร้ประโยชน์ โวตั้งพรรคใหม่ได้ แต่หวั่นชาติวุ่นหลังตัดสินคดี ด้าน “โจกแดง” เดาศาล รธน.ยกคำร้องแบบมีเงื่อนไข ยันไม่ปลุกม็อบกดดันศาลศุกร์ 13 ส่วน “ปชป.” มั่นใจศาลไม่ยกคำร้อง อ้างคำให้การ “โภคิน-ยงยุทธ” มัดล้มล้างการปกครองชัดเจน วอนศาลตัดสินยึดความถูกต้อง ขณะที่ “มาร์ค” วอนทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสิน อย่าใช้มวลชนมากดดัน ด้านจอมฟ้อง “เรืองไกร” ยื่นศาล รธน.ยุบ 6 พรรค “พท.-ชทพ.-ภท.-ชพ.-พช.-ปชป.” เอี่ยวแก้ รธน. พ่วง 2 องค์กรอิสระ ผู้ตรวจการแผ่นดิน-กกต.
ตุลาการ รธน.ทำงานปกติ
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนัดฟังคำตัดสินในคดีดังกล่าวในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. และให้คู่ความส่งคำแถลงปิดคดีภายในวันที่ 11 ก.ค.นั้น วันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักศาลรัฐธรรมนูญ บรรยากาศโดยทั่วไปคณะตุลาการฯ ยังคงเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตัวตามปกติ โดยเฉพาะนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้ลงมารับประทานอาหารกลางวัน โดยได้เดินผ่านห้องผู้สื่อข่าวตามปกติ ไม่ได้มีการเก็บตัวแต่อย่างใด เพียงแต่ได้ออกตัวในขณะที่ผู้สื่อข่าวทักทายว่าไม่ขอพูดอะไร นอกจากนี้ได้มีกลุ่มผู้ร้องในคดีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ว่าอาจเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 หรือไม่ อาทิ นายวรินทร์ เทียมจรัส ผู้ร้องที่ 4 และนายบวร ยสินธร ผู้ร้องที่ 5 และตัวแทน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้ร้องที่ 1 เดินทางมาขอคัดสำเนาการพิจารณาการไต่สวนในวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำมาประกอบการเขียนคำแถลงปิดคดี โดยคาดว่าจะสามารถยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันพุธที่ 11 ก.ค.นี้ ขณะเดียวกันได้มีผู้อ้างว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ส่งดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่มายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นกำลังใจและขอความเป็นธรรมให้กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล โดยได้แนบจดหมายที่มีข้อความระบุว่า “ขอมอบดอกไม้ให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน คนเสื้อแดงทั้งประเทศขอความเป็นธรรมให้กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล ท่านทั้ง 9 คนเป็นที่พึ่งและความหวังสุดท้ายของคนเสื้อแดงและประชาชนทั้งประเทศ ขอกราบแทบเท้าตุลาการทั้ง 9 คนด้วยครับ” จากตัวแทนคนเสื้อแดงทั้งประเทศ
“เรืองไกร” ยื่นยุบ 6 พรรคเอี่ยวแก้ รธน.
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ 6 พรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคพลังชล รวมถึงขอให้ตรวจสอบ 2 องค์กรอิสระ ประกอบด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรรมนูญมาตรา 291 ที่เข้าข่ายต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า หลังจากที่ได้ฟังการไต่สวนของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ซึ่งเห็นว่ามีประเด็นเพิ่มเติมโดยเห็นว่า กรณีที่ผู้ร้องมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณานั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองตามมาตรา 68 เป็นเรื่องที่ไม่ชอบเนื่องจากรัฐสภาได้ผ่านวาระหนึ่งและวาระสองไปแล้ว โดยเฉพาะวาระหนึ่งที่มีการตั้งกรรมาธิการตามสัดส่วนของพรรคการเมือง ประกอบไปด้วย 6 พรรคที่ปรากฏอยู่ข้างต้น แต่ผู้ร้องเองได้ยื่นมาเพียง 2 พรรคจึงมายื่นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ เมื่อคำวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใดทั้ง 6 พรรค ต้องรับผิดชอบ รวมถึงองค์กรอิสระทั้ง 2 องค์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นบุคคลที่รับรู้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาก็ตาม
กลุ่มกรีนจี้ “ชัช” ถอนตัว
ขณะเดียวกัน นายจาตุรันต์ บุญเบญจรัตน์ ผู้ช่วยผู้ประสานงาน กลุ่มกรีน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านนางอรรถพร เลาหสุรโยธิน รักษาการในตำแหน่ง ผอ.กลุ่มงานบริหารทั่วไป ขอให้นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยเพียงคนเดียวที่เห็นควรไม่รับคำร้องกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองมาตรา 68 ไว้วินิจฉัย ออกจากองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ โดยนายจาตุรันต์ กล่าวว่า ในการไต่สวนนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการได้ถอนตัวจากการเป็นองค์คณะ เนื่องจากได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มเห็นว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานเพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจว่าการพิจารณาคดีนี้จะเป็นไปด้วยความเป็นธรรม ดังนั้นจึงเห็นว่าการที่นายชัช ได้มีคำวินิจฉัยส่วนตัวในชั้นการพิจารณารับคำร้องว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาโดยตรงได้ เพราะจะต้องผ่านขั้นตอนของอัยการสูงสุดเสียก่อน ตนจึงเห็นว่า กรณีนี้สามารถเทียบเคียงกับกรณีของนายจรัญ การไม่รับคำร้องของนายชัช เหมือนกับว่ามีธงอยู่ในใจแล้วว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีนี้อย่างไร ทางกลุ่มจึงเห็นว่านายชัชควรถอนตัวจากการวินิจฉัยคดีนี้ก่อนวันที่ 13 ก.ค. ที่ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย เมื่อถามว่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานในคดีอื่นๆ หากตุลาการใดไม่รับคำร้องก็ต้องถอนตัวออกจากองค์คณะใช่หรือไม่ นายจาตุรันต์ กล่าวว่า กรณีของนายชัช ตนเทียบเคียงกับกรณีของนายจรัญที่ได้ถอนตัวออกจากการเป็นองค์คณะ
ตลก.ถอนตัววินิจฉัยไม่ได้แล้ว
แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ขณะนี้ได้มีคำยืนยันจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลายคนที่กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่าตุลาการฯ ไม่สามารถถอนตัวออกจากการเป็นองค์คณะวินิจฉัยกรณีรับคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ ได้แล้ว เนื่องจากได้มีการกำหนดวันนัดฟังคำวินิจฉัยไว้เรียบร้อยแล้วในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้
ตร.คุมเข้มบ้านพัก 9 ตุลาการ
พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวว่า การดูแลความปลอดภัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน กองบัญชาการตำรวจนครบาลจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ 8 คนซึ่งมีบ้านพักอยู่ในพื้นที่ กทม. อย่างเข้มงวด โดยมีตำรวจเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ตั้งจุดตรวจค้นยานพาหนะ เส้นทางเข้า-ออกในช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับภาพรวมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 2 ในการดูแลรักษาความปลอดภัยศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการทั้ง 8 คนช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีเหตุผิดปกติ หรือมีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดูแลพื้นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่อย่างต่อเนื่อง มีการสืบสวนด้านการข่าวตลอดเวลาพร้อมเตรียมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ฝ่ายสืบสวนและตำรวจจราจร ณ ที่ตั้งหากมีการชุมนุมหลายฝ่าย จากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ยังปกติและคาดว่ากำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่เพียงพอ ตำรวจนครบาลได้จัดกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนได้ว่าจ้างการ์ดที่เป็นทหารมาดูแลเป็นพิเศษอีกชั้นหนึ่งด้วย ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้จัดกำลังจำนวน 2 กองร้อยดูแลไว้แม้จะยังไม่ถึงวันพิจารณาก็ตาม โดยมีอีกส่วนหนึ่งคอยหาข่าวเชิงลึก ทั้งกลุ่มมวลชนที่จะมาด้วยเพื่อประเมินกำลังตำรวจว่าจะต้องมีการปรับเพิ่มหรือไม่
พท.เชื่อมี 3 แนวทางคำวินิจฉัย
ที่พรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุมทีมกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมถึงการแถลงปิดคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายหลังการประชุม นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ทีมกฎหมายที่มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม ได้หารือถึงสิ่งที่ฝ่ายผู้ถูกร้องได้ไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งมีบางเรื่องที่อาจจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในคำแถลงปิดคดีนั้นในส่วนของประธานสภาฯ จะมอบให้สภาฯ เป็นผู้เขียนคำแถลงปิดคดี ส่วนรัฐบาลจะมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดำเนินการ ขณะที่พรรคเพื่อไทยจะให้ทีมกฎหมายของพรรคเป็นผู้เขียนคำแถลงปิดคดี โดยในวันที่ 10 ก.ค. ทีมกฎหมายของพรรคจะหารือกันอีกครั้งเพื่อสรุปแนวทางการเขียนคำแถลงปิดคดี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเขียนคำแถลงปิดคดีได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเขาตั้งใจที่จะทำอะไรอยู่ก็คงจะไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทีมกฎหมายยังวิเคราะห์แนวทางการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า น่าจะออกมาใน 3 แนวทางคือ 1.ให้ยกคำร้องเพราะไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 68 ส่วนแนวทางที่ 2.คือ ไม่สามารถแก้ได้ทั้งฉบับตามมาตรา 291 โดยให้ไปยกร่างใหม่เป็นรายมาตรา และ 3.เข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 68 และให้มีการยุบพรรค ซึ่งทีมกฎหมายวิเคราะห์แล้วว่าไม่น่าจะออกมาในแนวทางที่ 3 เพราะจะเป็นการฝืนกระแสสังคมที่รุนแรงเกินไป ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลน่าจะออกมาในแนวทางที่ 1 หรือ 2 ดังนั้นแนวทางที่รุนแรงที่สุดแล้วก็คือแนวทางที่ 2 ซึ่งหากผลออกมาในแนวทางที่ 2 จริงๆ ส่วนตัวเชื่อว่าจะกลายเป็นผลดี เพราะจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องมีการตั้ง ส.ส.ร.แล้ว โดยให้ ส.ส.และ ส.ว.ไปยื่นร่างแก้ไขเป็นรายมาตรามาใหม่ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาเร็วขึ้น อย่างน้อยเร็วขึ้นอีก 8 เดือนกว่า ดังนั้นใครที่คิดจะค้านก็จะค้านไม่ได้แล้ว แต่แนวทางนี้ก็อาจจะถูกคัดค้านอีกว่า ไม่มีการทำประชามติจากประชาชน ซึ่งตรงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีการแก้ไขในประเด็นของเขตเลือกตั้ง ก็ไม่มีการทำประชามติจากประชาชนด้วยเช่นกัน
ไม่กังวลถูกยุบพรรค
นายอุดมเดช กล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้กังวลว่าจะถูกยุบพรรค แต่สิ่งที่กังวลคือปัญหาการยอมรับของสังคมต่อตัวองค์กรต่างๆ เหล่านี้มากกว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในแนวทางใดก็จะเกิดความรุนแรงแก่บ้านเมืองนั้น นายอุดมเดช กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ชวลิต พูดนั้นสอดคล้องกับความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาบวกหรือลบก็จะเกิดปัญหาต่อคำวินิจฉัยของศาลอยู่ดี แต่ส่วนตัวมองว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นนั้น ทั้งนี้ น่าดีใจที่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะออกมาด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 4 ว่า เรื่องยังไม่เกิด อย่าพึ่งไปตระหนกตกใจ ซึ่งถือว่าน่าดีใจ เพราะคำร้องของฝ่ายผู้ร้องนั้นก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั้งสิ้น
“ปู” รอลุ้นผลศาล ศุกร์ 13 ที่เขมร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ตนจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งตรงกับวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่ห่วงสถานการณ์ในประเทศไทย เพราะอย่างที่บอกเรามีหน้าที่ทำงาน โดยไม่เสียสมาธิ ภารกิจปกติก็ต้องดำเนินไป คงต้องรอฟังผลจากทางต่างประเทศ อันนี้ไปกัมพูชาในฐานะเป็นแขกของทางสหรัฐ โดยนางฮิ ลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ในการที่จะพูดคุยกับนักธุรกิจของทางสหรัฐฯ และถือโอกาสไปเยือนกัมพูชาด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ก.ค.นี้มีสัญญาณอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ ทำงานตามปกติ ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ตนจะนั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ผู้สื่อข่าวได้ข่าวมาจากไหน ยังไม่ทราบเลย และขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ขอทำงานก่อน มีเมื่อไรจะแจ้งให้ทราบ วันนี้รัฐมนตรีทุกคนต้องทำงาน ทำหน้าที่ ตราบใดที่ยังปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องทำงานของตนเองให้เต็มที่ เมื่อถามว่า ครบ 1 ปี จะประเมินผลงานรัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้เราก็ติดตามงานไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว แน่นอน ครบ 1 ปีก็ต้องประเมินตัวเองอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ยึดหลักการอะไรถ้าจะต้องมีการปรับ ครม. นายกฯ กล่าวว่า จะประเมินความเหมาะสม ผลงาน และเนื้องานในภาพรวมด้วย และในเรื่องของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งด้วยว่า มีความเหมาะสมกับตำแหน่งต่างๆ เป็นอย่างไร เมื่อถามว่า แบบนี้คนบ้านเลขที่ 111 ต้องรออีกนานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ทราบว่าจะปรับเมื่อไร ถ้าจะปรับแล้วจะแจ้งให้ทราบ
“ยงยุทธ” ยัน พท.ไม่ได้ทำผิด
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่มีความกังวลอะไรเลย เพราะคิดว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนคำตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นอีกส่วนหนี่ง แต่หากศาลวินิจฉัยว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดมาตรา 68 และนำไปสู่การยุบพรรคนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเหนื่อย เพราะพรรคเราถูกยุบมา 2 ครั้งแล้ว ถ้าถูกยุบอีกคนในพรรคก็คงเหนื่อย ส่วนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย เสนอความเห็นให้ชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ออกไปก่อนนั้น เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน เป็นความเห็นจากประสบการณ์และการคาดคะเนของท่าน เป็นสิทธิของท่านที่จะคิด ส่วนเหตุการณ์จะเกิดอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานภาพหรือปัจจัยที่กระทบกับการเมืองมีมากน้อยเพียงใด ถ้าการเมืองเรียบร้อย การทำงานก็ทำไปได้ เหมือนประเทศไทยเป็นนาฬิกาเรือนหนึ่ง อำนาจทั้งสามก็เป็นฟันเฟืองสำคัญ ถ้าฟันเฟืองหมุนอย่างสอดคล้องกันก็เป็นผลดีต่อตัวนาฬิกาได้ เสถียรภาพของรัฐบาล มองในแง่สภาผู้แทนราษฎรก็มีความมั่นคง มองในแง่ความเห็นของประชาชน ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนยังอยู่ในระดับที่ดี เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่ดูแลความสงบสุขการที่คนเสื้อแดงได้เริ่มเตรียมตัวเคลื่อนไหวหากผลคำพิพากษามีผลให้ยุบพรรค นายยงยุทธ กล่าวว่า ก็แล้วแต่คาดคะเนกัน ส่วนของตนไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น ทั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์ปกติในแต่ละวันที่มีสีสัน มองเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติการเมืองไทยก็อยู่กับเรื่องแบบนี้
“ยุทธศักดิ์” ห่วงชาติวุ่นหลังตัดสินคดี
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวันที่ 13 กรกฏาคมนี้ ยังไม่ทราบว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ทุกคนมีความคิดกันคนละอย่าง และตนไม่อยากให้ประชาชนเกิดความแตกแยกกัน ทั้งนี้ ต้องติดตามดูว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยความยุติธรรมมีเหตุมีผลและยอมรับกันได้ สิ่งใดที่จะทำให้เกิดความรุนแรงและความแตกแยกในอนาคตก็ต้องละเว้น ทุกฝ้ายต้องพยายามมองถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ซึ่งทางรัฐบาล พยายามลดความรุนแรงลงแต่ฝ่ายที่จะโจมตีก็ต้องลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม เราเป็นห่วงว่าในอนาคตเร็วๆนี้หลังจากคำตัดสินวันที่ 13 กรกฎาคมนี้จะเกิดอะไรขึ้น ตนไม่อยากให้มีการคาดการณ์อะไรล่วงหน้า ต้องไม่มีการพูดจาหรือข่มขู่ศาล ต้องปล่อยให้ศาลตัดสินสิ่งใดที่เป็นความยุติธรรมถูกต้องมีเหตุมีผล เราจะรู้ด้วยกันทั้งหมด หากทุกอย่างเป็นไปแบบนั้นผลก็จะออกมาดีกว่าที่เรากลัว ดังนั้น ให้ทุกอย่างออกมาถูกต้องและยุติธรรมจะดีกว่า ทั้งนี้ ผมยังไม่คิดไปถึงขั้นที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องโดนยุบพรรค เพราะหากยุบพรรคจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะยุบมาตั้งสองครั้งแล้ว ยุบครั้งที่สามก็ต้องมีพรรคใหม่เกิดขึ้น ถึงยุบพรรคไปรัฐบาลก็ยังอยู่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและผมยังสามารถทำงานได้ เพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ถึงยุบพรรคไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
“ประยุทธ์” ยันทหารเคารพศาล
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนเคยดูแต่หนัง แต่ถือเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญและเป็นดุลยพินิจ ทุกประเทศต้องมีกฎหมาย ต้องมีศาลและความยุติธรรม ซึ่งในส่วนของตนคงไม่ไปละเมิดและไปคิดแทนศาล เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ทหารต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ส่วนคนอื่นก็ไปว่ากัน ส่วนมวลชนทั้งสองฝ่ายที่มาเผชิญหน้า ก็ต้องดูแลว่า อย่าให้มาทะเลาะกัน เพราะไม่เกิดประโยชน์ คนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ทะเลาะกันไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือมีอาชีพที่ดีขึ้น จากเกษตรกรได้เป็นนายทุนหรือไม่ ก็ไม่มีใครได้เป็นอะไร ก็อยากให้ไปหาทางกันเอาเองว่าทำอย่างไรไม่ให้เรื่องถึงศาล และไม่ให้ประชาชนมาทะเลาะกัน
“ก่อแก้ว” เดาศาล รธน.ยกคำร้อง
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. ) ขอทำตัวเป็นหมอเดา เดาว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญน่าจะวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีอำนาจฟ้องโดยตรงตามมาตรา 68 ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ผ่านอัยการสูงสุด แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขได้ทั้งฉบับ แต่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ แทนการให้อำนาจประธานรัฐสภาเป็นผู้ชี้ขาด ไม่เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ไม่เช่นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญคงตอบสังคมไม่ได้ และคงต้องแบกรับผลกระทบที่จะตามมา แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่ส่วนตัวก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะจะเท่ากับทำให้ฝ่ายรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติเสียหาย ถูกแทรกแซงจนเสียการถ่วงดุลใน 3 อำนาจสูงสุด การแอ็กชั่นของศาลรัฐธรรมนูญก็เพื่อทำให้เห็นว่า ฝ่ายตุลาการต้องการเข้ามามีอำนาจ หรือส่งเสียงให้ฝ่ายนิติบัญญัติรับทราบว่าต้องฟังศาล เพราะถ้าไม่ต้องการแบบนี้ก็คงไม่รับคำร้องแต่แรก ในวันรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 13 ก.ค. คนเสื้อแดงจะไม่ไปชุมนุมที่หน้าศาลฯ เราไม่มีแผนพามวลชนไปกดดัน แต่ห่วงว่าจะมีคนเอาคอมมิวนิสต์ไปชุมนุมกดดันศาลฯ มากกว่า ก็แปลกดี วันดีคืนดีก็มีพวกคอมมิวนิสต์สวมหมวกดาวแดงพากันไปชุมนุมสนับสนุนหน้าศาลฯ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่เบิกความในฐานะผู้ร้อง กล่าวหาพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง โดยเฉพาะตนว่า ไม่จงรักภักดีนั้น จากอดีตที่ผ่านมาย่อมประจักษ์แล้วว่า ไม่เป็นตามนั้น การจัดงานพระราชพิธีครองราชย์สมบัติ 60 พรรษา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำได้ยิ่งใหญ่กว่าสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2553 ที่นอกจากไม่เป็นประธานจัดงานเองแล้ว ยังปล่อยให้ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นประธานจัดงานแทนด้วย
“มาร์ค” วอนทุกฝ่ายเคารพคำตัดสิน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติการวินิจฉัยเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองนั้น ตนคิดว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายควรจะให้ศาลทำหน้าที่และยอมรับกระบวนการของศาล ยอมรับระบบ อย่าไปวิตกกังวล ไปคาดคะเนว่าจะเกิดสิ่งนั้น สิ่งนี้ ฝันดีฝันร้าย เรื่องทั้งหมด เป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และการไต่สวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโปร่งใส มีการนัดแถลงปิดคดี ดังนั้นตนคิดว่าต้องรอให้ศาลทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ควรไปสร้างความสับสนและเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ มากไปกว่านี้ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ระบุว่า ศาลต้องวินิจฉัยตามความรู้สึกของประชาชนนั้น ไม่ทราบไปเรียนกฎหมายตำราไหน ว่า ต้องวินิจฉัยตามความรู้สึกเพราะทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย และตนอยากเตือนว่า เมื่อปี 2544 ตอนที่มีคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็มีความพยายามใช้วิธีการกดดันอย่างนี้ แล้วบอกว่าต้องใช้หลักรัฐศาสตร์บ้าง มีการไปล้อมศาลบ้าง สุดท้ายก็มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งต่อมาเห็นได้ชัดถึงความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง และมาวันนี้เริ่มมีคนวิเคราะห์กลับไปแล้วว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่มาของวิกฤติทั้งหมด ฉะนั้นก็ไม่ควรทำผิดซ้ำสอง แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรตนเชื่อว่าต้องมีเหตุผลรองรับ ขอให้แจกแจง และอธิบาย และขอให้เที่ยงตรง เที่ยงธรรมเท่านั้น
ซัดอย่าใช้มวลชนกดดัน-ข่มขู่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่อ้างว่าศาลตัดสินฝืนกระแสจะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นนั้น ถ้า ร.ต.อ.เฉลิมทราบข่าว ก็ควรไปดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นความรับผิดชอบของท่านและถ้ามีอะไรเกิดขึ้นท่านต้องรับผิดชอบเพราะแสดงว่าท่านทราบล่วงหน้า ส่วนที่มีการประกาศจะใช้มวลชนข่มขู่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเป็นแสนคน ไม่ควรมี ทุกฝ่ายควรสนับสนุนให้ศาลทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพราะเราไม่ทราบว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร และ ร.ต.อ.เฉลิมพูดเองว่า ผลออกมาอย่างไรก็ไม่กระทบกระเทือนรัฐบาลดังนั้นก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลอะไร ทั้งนี้เห็นว่าไม่ควรไปกดดันศาลเพราะมีคนจำนวนมากที่เป็นกำลังใจให้ศาล และทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรงได้ ทั้งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิมที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง พูดอย่างนี้ยิ่งเป็นความรับผิดชอบว่าต้องดูแลไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น และการพูดอย่างนี้ก็คงจะหวังผล แต่ตนคิดว่าทุกฝ่ายคงจะต้องช่วยกันยืนยันว่าเราควรให้ทุกคนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระตรงไปตรงมา ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เดินทางไปกัมพูชา ในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีนั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดกำหนดการ แต่อย่างที่เคยชี้มาตลอดเวลาว่า ยุทธศาสตร์ของเขาคิดไม่ให้นายกฯ มายุ่งเกี่ยวเรื่องเหล่านี้เลย
ปชป.เชื่อศาลไม่ยกคำร้อง
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ยื่นคำร้องกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 แถลงว่า ตนรู้สึกพอใจการทำหน้าที่ในชั้นไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญตลอด 2 วัน โดยเห็นว่า การให้ถ้อยคำของนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา พยานของผู้ถูกร้อง ได้ยอมรับกลางศาลว่า โหวตเลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมีความรัก นับถือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดประเพณีการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรง อีกทั้งยอมรับด้วยว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร.จะยกร่างนั้นจะเป็นฉบับใหม่ เท่ากับเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ทันที นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ทั้ง ส.ส. ส.ว. และรัฐบาลจะยังอยู่ในอำนาจต่อไป เท่ากับว่าคนเหล่านี้ได้อำนาจด้วยการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า เป็นการได้มาซึ่งอำนาจด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนคิดว่าประเด็นเหล่านี้ศาลรัฐธรรมนูญย่อมเข้าใจดี นอกจากนี้ในกรณีของนายยงยุทธ ก็รับในสาระสำคัญว่า พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงเดินคู่ขนานกัน มีวัตถุประสงค์เดียวกัน สิ่งที่นายยงยุทธ ยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกับคนเสื้อแดง โดยที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีกรอบชัดเจนว่า สสร.จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร จึงชัดเจนว่ามีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ถือว่ามีขบวนการในและนอกสภาเดินคู่กันเพื่อล้มล้างการปกครอง ที่สำคัญคือ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่กระจายอยู่ในมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการยกร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ศาลต้องไม่ตัดสินฝืนกระแสความรู้สึกของประชาชนนั้น เท่ากับว่า ร.ต.อ.เฉลิม กำลังบอกศาลไม่ต้องยึดหลักกฎหมาย ให้ยึดจำนวนมือและเท้าแทน ถ้าเป็นจริงบ้านเมืองก็วิบัติ เพราะให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตามความต้องการของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเชื่อว่าคงมีการกดดันศาลเต็มที่ โดยขู่ว่าถ้าไม่พอใจจะเคลื่อนมวลชนเป็นแสน
วอนศาลยึดความถูกต้อง
นายวิรัตน์ กล่าวว่า อยากให้ศาลยึดความถูกต้องในการตัดสินคดีด้วยความกล้าหาญ ตรงไปตรงมา ตนเชื่อว่าคนชั่วดำรงอยู่ไม่ได้ตลอด เพราะประเทศไทยศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ยังเชื่อว่าผลคำวินิจฉัยจะออกในสองทาง คือ ตัดสินว่าล้มล้างการปกครองให้ยุบพรรคเพื่อไทยและตัดสิทธิ์คนที่เห็นชอบในวาระ 1 และวาระ 2 หรือวินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขไม่ชอบให้กลับ่ไปทำใหม่ เพราะไม่สามารถยกร่างใหม่ทั้งฉบับได้ แต่ต้องแก้ไขเป็นรายมาตรา ซึ่งก็จะมีผลทั้งทางการเมืองและกฎหมายตามมา โดยไม่เชื่อว่าจะมีการยกคำร้องในกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยจะออกมาในทางใด ตนคิดว่าต้องคำนึงถึงระยะยาวเพราะศาลเป็นองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ความถูกต้อง นิติรัฐ นิติธรรม ถ้าศาลไม่ยืนอยู่ตรงนี้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ส่วนข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติการวินิจฉัยเรื่องนี้นั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องของคนเป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งหากจะทำจริงก็คงต้องให้ พล.อ.ชวลิต มาเป็นตุลาการคนเดียวคงจะทำได้ และที่เสนอเช่นนี้ก็เพราะ พล.อ.ชวลิต คิดเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด
สสร.40 แนะศาล รธน.ยกคำร้อง
นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีต สสร.40 แถลงว่า ตามหลักแล้วไม่ควรหน่วงเหนี่ยวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คน ได้แก่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ที่ยอมรับว่ามีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญปี 50 แต่เมื่อทั้ง 3 ท่านยังเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้ จึงมีคำถามว่าสุดท้ายจะลงมติอย่างไร หากมติที่ลงไปถูกสังคมปฏิเสธ ย่อมเกิดผลกระทบต่อบุคคลทั้ง 3 และต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดนั่นคือ ยกคำร้องของผู้ร้องทั้ง 5 คณะ ด้วยเหตุผลที่ว่าตามมาตรา 291 รัฐสภามีอำนาจแก้ไขโดยให้มี สสร.มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญปี 2534 เคยทำมาแล้ว และไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จากนั้นให้รัฐสภาลงมติวาระ 3 ที่ยังค้างอยู่ ทำเหมือนกับที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้เคยทำมาแล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาค 258 ล้านบาท และ 29 ล้านบาท จากบริษัทเอกชน เพราะหากวินิจฉัยออกมาในทางลบหรือทางเลวร้าย นอกจากจะขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 291 แล้ว ยังจะมีปัญหากับตุลาการฯ คนที่ลงมติ และเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติบ้านเมืองที่มิอาจคาดการณ์ได้
วันที่ 10/07/2555 เวลา 7:11 น.
[21/05/2556]ปูรับมอบดอกบัวดาราช่อง3
[21/05/2556]อัดคร่ำครวญสไกป์แม้วทำเพื่อตัวเอง
[21/05/2556]ถก พ.ร.บ.งบฯ เรื่องเดียว-รูดม่าน
[21/05/2556]“มาร์ค” เฉ่งถกน้ำโลกไม่สนใจภัยแล้ง
[20/05/2556]อี้เบิกความเก่ง การุณ
[20/05/2556]ปชป.อัดทักษิณธาตุไฟ
[20/05/2556]ยิ่งลักษณ์เลี้ยงต้อนรับผู้นำ
[20/05/2556]ทำน้ำด้วยใจทำลายด้วยปาก
[20/05/2556]แม่เฒ่าเสื้อแดงสังเวยชีวิต
[19/05/2556]คอรัปชั่นที่รัฐบาลต้องจัดการ
[13:45 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[13:22 น.]วิปฯค้านชี้ระวังรัฐสับขา
[13:18 น.]อุตฯจัดงานเอสเอ็มอี
[12:42 น.]ปิดตลาดภาคเช้าลบ
[12:01 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[9:29 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[7:25 น.]กรุงเทพมีฝนร้อยละ60
[17:32 น.]ปิดตลาดหุ้นมูลค่าซื้อขาย
[17:20 น.]เนื้อหาแท็บเล็ตป.2ยังไม่อัพ
[16:53 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ

‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541




