วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สศค.ผวาค่าแรงทำตกงานพุ่ง

แบงก์ชาติส่งซิกดอกเบี้ยเหมาะเศรษฐกิจฟื้นตัว

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผวาขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ดันตัวเลขการว่างงานพุ่ง เฝ้าจับตาผลกระทบอย่างใกล้ชิด ขอเวลา 1-2 เดือนดูข้อมูล พร้อมเผยคลังเตรียมจัดประชุมร่วมเอดีบี-ไอเอ็มเอฟ ถกบทบาทเอเชียต่อเศรษฐกิจโลก ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย มองนโยบายดอกเบี้ยขณะนี้เหมาะสมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หวังศุกร์ 13 ก.ค.นี้การเมืองไม่ทำลงทุนฟุบ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค.มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะส่งผลกระทบทำให้อัตราการว่างงานขยายตัวขึ้น จึงได้สั่งการให้ทีมคณะทำงานของ สศค.เฝ้าจับตาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามดัชนีการว่างงานในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ายังมีข้อมูลที่ไม่ชัดเจน โดยในส่วนของภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ค่อนข้างมาก ในเดือน เม.ย.55 มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 1 หมื่นราย แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุของการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือไม่ ดังนั้น ทาง สศค.จึงต้องขอเวลาในการเฝ้าติดตามสถานการณ์เพื่อความชัดเจนอีกประมาณ 1-2 เดือน จึงจะสามารถระบุได้ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างงานแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท กระทบต่ออัตราการว่างงานหรือไม่

“ขณะนี้ข้อมูลที่เรามีอยู่ยังไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่า การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบทำให้เกิดอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยจากตัวเลขว่างงานเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าภาคการก่อสร้างที่ต้องใช้แรงงานขั้นต่ำเยอะ มีการว่างงานเพิ่มขึ้นแล้วประมาณหมื่นราย แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าสาเหตุการเลิกจ้างเพราะการปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่ เรากำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ ขอเวลาอีกประมาณ 1-2 เดือนน่าจะมีความชัดเจน” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดสัมมนาร่วมระหว่างธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ภายใต้หัวข้อ ทางเดินสู่เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก โดยจะมีผู้นำองค์กรทั้ง 2 คือ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานเอดีบี และนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ เข้าร่วมการเสวนา ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำองค์กรทั้ง 2 จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดบทบาทของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลก

นอกจากนั้นการสัมมนาดังกล่าวยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจโลกเข้ามาร่วมอีกมากกว่า 20 คน จากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ รวมถึงกระทรวงการคลัง และองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยจะมีการเสวนาใน 3 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.เสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจที่ทั่วถึง 2.การบริหารความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และ 3.แนวทางการป้องกันและความร่วมมือในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยของไทยจะพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศเป็นขาลงในช่วงนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 3.00% โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และเจ้าหน้าที่ ธปท.ย้ำมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ว่า ดอกเบี้ยในขณะนี้ถือเป็นระดับที่เหมาะสม และเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็พร้อมจะใช้อัตราดอกเบี้ยเข้ามาช่วย หากมีความจำเป็น หรือมีเหตุการณ์ที่กระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ กนง.จะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 25 ก.ค.นี้ หลังการประชุมเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.0% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรของไทย แต่ก็เป็นจำนวนไม่มาก ซึ่งในระยะต่อไปเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรไทยเพิ่มขึ้นอีก เพราะสัดส่วนของต่างชาติในขณะนี้ยังค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยอยู่ที่ประมาณ 8-9% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ธปท.ก็จะสนับสนุนให้นักลงทุนไทยที่มีแนวคิดจะกระจายการลงทุนไปต่างประเทศดำเนินการได้สะดวกขึ้น ทำให้ภาพรวมในขณะนี้ การเคลื่อนย้ายเงินทุนก็ยังมีเสถียรภาพ และไม่ได้มีปัญหาอะไร

ส่วนปัจจัยทางการเมืองซึ่งในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็หวังว่าปัญหาต่างๆ คงจะคลี่คลายได้ แต่หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพราะผู้ลงทุนต้องดูความแน่นอนและความสงบเรียบร้อยในประเทศ

สำหรับอนาคตของระบบธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างไร หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกขึ้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยใหญ่ๆ 3 ประการ คือ ความพยายามที่จะใช้เครื่องมือในการแก้ปัญหาของแต่ละประเทศ ซึ่งบางอย่างก็จะมีอิทธิพลต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในอนาคต

ส่วนปัจจัยถัดมาขึ้นอยู่กับความพยายามในการปฏิรูประบบกฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการดูแลธนาคารพาณิชย์ ทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ แต่ปัญหาของระบบธนาคารพาณิชย์แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การนำกฎเกณฑ์มาใช้ก็ควรที่จะให้แต่ละประเทศมีความเข้าใจและเห็นด้วย เพราะไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาได้ ประการสุดท้าย คือ บทบาทของเอเชียในอนาคต ซึ่งจะต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายๆ ด้าน เนื่องจากสมาชิกของเอเชียจะมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

 

วันที่ 10/07/2555 เวลา 10:17 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541