วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เยียวยาน้ำท่วมพระโวยได้แค่ซองเปล่าแฉเงินห้าหมื่นล่องหน

เผยรัฐมนตรีแจกเอง พท.ไม่หยุดกดดันศาล ปู ไม่ชิงยุบสภาหนีแน่

พระสงฆ์เมืองอำนาจเจริญ เหลืออดโวยลั่นรัฐมนตรีมาเยี่ยมแก้น้ำท่วมก่อนให้ซองเยียวยา 5 หมื่นบาทตามนโยบายรัฐบาลแต่เปิดออกมาเจอแค่ซองเปล่า เงินล่องหนหมดจี้ถามใครยักยอก เผยมีอย่างน้อย 2 วัดยังไม่ได้เงิน “เพื่อไทย” ไม่หยุดกดดันศาลมั่นใจแก้ รธน. ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองยัน “ปูแดง” ไม่ชิงยุบสภาเผยไร้สัญญาณปรับ ครม.ก่อน 1 ส.ค. ลั่นไม่มีการกดดันจากผีบ้าน 111 อัด “กษิต” ไร้มารยาททางการเมือง ตำหนิ “มะกัน” สหรัฐออกวีซ่า “แม้ว” “ปชป.” คาใจ “เหลิม-ขุนค้อน” กดดันศาลให้ตัดสินตามกระแสระอาเสื้อแดงระดมพลเตรียมล้อมศาล “บิ๊กจิ๋ว” กลัวตกขบวนชี้แก้ รธน.มีแต่สร้างความขัดแย้ง วอนรัฐบาลถอย “ลูกเทพเทือก” พร้อมแจง DSI คดีรุกเขาแพง

พระโวยโดน รมต.อมเงินน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.55 นายสวัสดิ์ ทองโพธิ์ศรี อายุ 59 ปี กรรมการวัดพระศรีเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ 8 ต.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ได้มาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวว่า พระครูกิตติโกศล เจ้าคณะอำเภอหัวตะพานและเจ้าอาวาสวัดพระศรีเจริญ สั่งการให้นายสวัสดิ์ ไปติดตามทวงถามเงิน 5 หมื่นบาทที่อดีตรัฐมนตรีรายหนึ่ง เคยเดินทางมาแจ้งถวายให้วัดเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2554 แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับ โดยในปี 2554 วัดพระศรีเจริญ ต.หัวตะพาน เป็น 1 ในวัดทั่วประเทศทีประสบภัยน้ำท่วม ต่อมารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรเงินมอบให้แก่วัดต่างๆ เป็นการช่วยเหลืออันเนื่องมาจากภัยพิบัติ และเมื่อวันที่ 6-7 ต.ค.2554 รัฐมนตรีรายนี้ได้ออกเดินสายช่วยเหลือแก่ราษฎรและวัดต่างๆ ในภาคอีสาน โดยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ได้เดินทางไปมอบเงินที่วัดอัมพวัน จ.ยโสธร และ วัดบ้านเปือย ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ วัดบ้านกุดปลาดุก วัดบ้านปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ และวัดพระศรีเจริญ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ วัดละ 5หมื่นบาท แต่เมื่อกรรมการวัด 5-6 คนได้ร่วมกันเปิดซองที่ รมต.ถวายในวันนั้น ปรากฏว่า ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว จึงได้ร้องทุกข์กับ นางสมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย ทราบ

นายสวัสดิ์ ทองโพธิ์ศรี กรรมการวัดพระศรีเจริญ กล่าวต่อว่า พระครูกิตติโกศล เจ้าอาวาสวัด ได้นำหลักฐานที่เป็นสมุดฝากธนาคารมาสอบหายอดเงินโอน แต่ก็ยังไม่มีการโอนเงินเข้าวัดแต่ประการใด จึงได้สั่งการให้คณะกรรมการวัด ติดตามทวงถาม ถ้าเงินอยู่ในพื้นที่จะอยู่กับใครก็ตาม ให้ติดตามทวงถามแล้วนำฝากธนาคาร แต่ถ้าเงินที่ทางราชการถวายวัดโดยรัฐมนตรีฯ แต่มีคนยักยอกไป คนยักยอกไปจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ให้สื่อมวลชนตรวจสอบและติดตามทวงถามเอามาคืนวัดโดยด่วน ทั้งนี้สื่อมวลชนรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2554 อดีตรัฐมนตรีรายนี้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับทราบความเดือดร้อนของวัดที่ถูกน้ำท่วม ในโอกาสนี้ได้ถวายถุงยังชีพแด่พระภิกษุสามเณร ซึ่งจำพรรษาที่วัดท่ากกแห่ และมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในชุมชนท่ากกแห่ ต.แจระแม อ.มือง จ.อุบลราชธานี ก่อนที่จะเดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากอุทกภัยในจังหวัดยโสธรและจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนวัดที่ยังไม่ได้เงิน มีวัดบ้านกุดปลาดุก และวัดบ้านปลาค้าว

“เพื่อไทย” ฮึ่ม! ไม่หยุดกดดันศาล

ที่ พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ทีมทนายความพรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นเอกสารขอแถลงปิดคดีในวันที่ 11 ก.ค.นี้ โดยมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้อำนาจตามกระบวนการ และไม่ล้มล้างการปกครอง ทั้งนี้หลังจากฟังการไต่สวนเมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางฝ่ายผู้ร้องยังนำเสนอหลักฐานเดิม และเป็นเครือข่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลพรรคเพื่อไทย อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาในการไต่สวน อีกทั้งมีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีธง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่เชื่อว่าจะมีธงตามที่มีกระแสข่าว และพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า ศาลจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง และจะไม่ใช้อนาคตมาตัดสิน ซึ่งหากพิจารณาจะเห็นธาตุแท้ว่าส่วนใหญ่เป็นขาประจำที่อยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยก็หวังว่าการตัดสินในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค. อาจจะสร้างความสุขให้หลายๆ ฝ่ายได้ แต่หากคำตัดสินออกมาไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าการตัดสินถูกต้อง 13 ก.ค.ก็จะเป็นการชี้ชะตาประเทศและประชาชน เพราะคำวินิจฉัยมีความสำคัญสูงสุดต่อบ้านเมือง ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องไม่ให้ทางคนเสื้อแดงและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยออกมากดดันศาลรัฐธรรมนูญ นายพร้อมพงศ์ ปฏิเสธว่า ไม่มีใครกดดันศาลรัฐธรรมนูญ การพูดของนายสุเทพเป็นการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ซึ่งนายสุเทพไม่ควรทำเช่นนี้ ไม่ควรดูถูกประชาชน ควรหยุดพฤติกรรมโยนบาปให้กับคนเสื้อแดง และกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยในลักษณะแผ่นเสียงตกร่อง

ยันนายกฯ ไม่ยุบสภาหนี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยยังยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ยุบสภาก่อนศาลตัดสินแน่นอนและนายกรัฐมนตรีก็ไม่ใช่ กรรมการบริหารพรรค ซึ่งแม้ว่ามีการยุบพรรคก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อรัฐบาล ส่วนกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่กลุ่มบ้านเลขที่ 111 กดดันให้มีการปรับ ครม.ก่อนวันที่ 1 ส.ค.ว่า ไม่เป็นความจริง บ้านเลขที่ 111 ไม่ได้กดดันให้ปรับ ครม. เป็นการคาดการณ์ของสื่อ เป็นแค่สีสันการเมือง การปรับ ครม.เป็นอำนาจนายกฯ ที่ขณะนี้ยังไม่ส่งสัญญาณมายังกรรมการบริหารพรรค ซึ่งต้องเป็นการปรับให้การทำงานดีขึ้น ไม่ใช่ปรับเพราะบ้านเลขที่ 111 กดดัน หรือตอบแทนใคร หรือดึงพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาอีก คาดว่าน่าจะมีการปรับ ครม.หลังจากที่รัฐบาลได้แถลงผลงาน 1 ปีของรัฐบาลในเดือน ส.ค.เสร็จแล้ว และจะไม่ปรับก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อป้องกันข้อครหาว่าปรับ ครม.เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ไม่ติดใจคลิปฉาว “ขุนค้อน”

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคลิปเสียงของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า พรรคเพื่อไทยทราบการชี้แจงของนายสมศักดิ์แล้ว และแกนนำพรรคไม่ได้ติดใจอะไร เพราะทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นซึ่งจะถูกหรือผิดผิดมีก็ล้วนมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเอาผิดยื่นสอบจริยธรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และประธานสภา ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระแทบทั้งสิ้น เป็นการเล่นการเมืองเกินเหตุ ทำให้ประเทศเสียหาย เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับกรณีนาซา เป็นต้น ซึ่งกรณีคลิปของนายสมศักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ควรจบได้แล้ว และควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ส่วนกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์กรณีที่สหรัฐอเมริกาให้วีซา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นมีความไม่เหมาะสม ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลให้นาซาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อแลกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นไม่เป็นเรื่องจริง และการที่นายกษิตตำหนิสหรัฐอเมริกาให้เลิกเป็นผู้นำอำนาจก็ถือว่าไม่เหมาะสม การปล่อยให้นายกษิตกล่าวหาสหรัฐอเมริกาอาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ดังนั้น นายกษิตและพรรคประชาธิปัตย์ควรอยู่เฉยๆ และให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินงาน

เพื่อไทยถกสรุปแถลงปิดคดี

นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า วันที่ 9 ก.ค.นี้ จะหารือกับพรรคเพื่อไทยเตรียมข้อสรุปสิ่งที่ได้ในการให้ปากคำต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมแถลงปิดคดีในวันพุธนี้ยืนยันข้อสรุป 2 วันที่ผ่านมานั้น ผู้ถูกร้องทุกคนตอบครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว เช่น กรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ตอบประเด็นมาตรา 291/13 ไว้ชัดเจน ส่วนตนตอบประเด็นมาตรา 291/11 มาตรา 291/13 ในอำนาจของประธานรัฐสภา และมาตรา 291/14 การทำประชามติของประชาชน ไว้อย่างชัดเจนเช่นกันส่วนกรณีที่ฝ่ายผู้ถูกร้องพยายามพูดถึงการทำประชามติในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นายอุดมเดช กล่าวว่า ยืนยันว่าการแก้ไขในครั้งนี้จะมีการทำประชามติเช่นกัน และจะนำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาหักล้างกับการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ได้ นายอุดมเดช กล่าวด้วยว่า ตนมีความพอใจด้านฝ่ายพยานผู้ถูกร้อง เพราะได้ตอบทุกคำถาม และไม่มีความพยายามออกนอกคำถามที่ฝ่ายผู้ร้องต้องการจะดึงออกไป

ชี้ “เหลิม-ค้อนปลอม” กดดันศาลฯ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่แกนนำรัฐบาลและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เรียงหน้าออกมาเคลื่อนไหวกดดันศาลรัฐธรรมนูญในรูปแบบต่างๆ ว่า อยากจะให้ทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ควรที่จะดำเนินการใดๆ ในลักษณะกดดันเพื่อหวังผลให้ฝ่ายตัวเอง โดยเฉพาะกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกมาเรียกร้องให้การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต้องดูกระแสสังคมด้วยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับการออกมาแสดงความเห็นของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พยายามระบุให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเรื่องนี้ ให้ยึดเอาความสงบเรียบร้อย และสถานการณ์การเมืองเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การให้สัมภาษณ์ของสองบุคคลสำคัญของฝ่ายรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เป็นการสร้างกระแสสังคม เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญโดยแท้ ไม่แปลกใจว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ประกาศระดมคนเสื้อแดงมาชุมนุม หน้าศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับการนัดอ่านคำพิจารณาตัดสิน ซึ่งถือว่าเป็นการกดดันและข่มขู่การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างปฏิเสธไม่ได้ รวมถึงการประกาศของนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.ที่จะระดมมวลชนคนเสื้อแดง 3 แสนคน ออกมาเคลื่อนไหว กดดันศาล ก็ล้วนแล้วแต่เป็นขบวนการที่จ้องทำลายการทำงานของศาลทั้งสิ้น จึงอยากเรียกร้องให้กลุ่มคนเหล่านี้หยุดพฤติกรรมกดดัน จาบจ้วง ปลุกระดม มวลชนเพื่อรอคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะดีกว่า

“แม้ว” ได้วีซ่าสหรัฐไม่เกี่ยวปมนาซา

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังปรากฏข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการตรวจลงตราเข้าสหรัฐว่า หลังจากมีข่าวดังกล่าว ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะไม่สบายใจเนื่องจากถูกฝ่ายค้านกล่าวหาว่าเดินทางไปเยือนสหรัฐเมื่อวันที่ 11-17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อไปแลกเรื่องโครงการนาซา และการใช้สนามบินอู่ตะเภากับวีซ่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าได้วีซ่าเข้าสหรัฐตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากมีการยื่นขอวีซ่าไปเมื่อเดือน เม.ย. โดยได้เป็นวีซ่าเข้าสหรัฐ 10 ปี “ผมอยากให้สังคมได้ทราบความจริง และให้เข้าใจว่าที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพยายามจะกล่าวหาต่างๆ นานา ท่านทักษิณได้วีซ่าก่อนผมไปสหรัฐด้วยซ้ำ” เมื่อถามว่าไม่มีข้อมูลเรื่องวีซ่าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณก่อนที่นายนพดลออกมาให้ข่าวหรือ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้วีซ่าเข้าสหรัฐแล้ว พูดตรงๆ ตนเพิ่งโทร.ไปสอบถามก่อนที่จะเดินทางมาประชุม อย่างไรก็ดีตนไม่ได้สอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่ามีกำหนดจะเดินทางไปสหรัฐเมื่อใด เพราะเมื่อได้วีซ่า 10 ปี พ.ต.ท.ทักษิณก็สามารถเดินทางเข้า-ออกสหรัฐเมื่อใดก็ได้

บี้ รบ.ถอนปรองดองอ้างคนไม่เห็นด้วย

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 8 ก.ค. กรณี “สวนดุสิตโพล” เผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์การเมือง ที่เห็นตรงกันว่าการเมืองหลังคำวินิจฉัยยังคงแตกแยกขัดแย้งรุนแรงว่า เป็นความเชื่อของสังคมที่ว่าบ้านเมืองขณะนี้ เกิดความแตกแยกมากจนเกินความเยียวยาได้ ตราบใดที่ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนบางกลุ่มที่จะเอาชนะคะคาน ให้ตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชน มีอำนาจมากกว่าบุคลอื่นในสังคม นอกจากนี้ ในส่วนของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่ที่จะเป็นผู้นำความปรองดองที่จะเกิดขึ้นแต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น สวนทางสุนทรพจน์ที่กล่าวในวันรับตำแหน่งว่าจะบริหารประเทศ โดยยึดหลักแก้ไข ไม่เคียดแค้น แต่วันนี้รัฐบาลกลับดำเนินแนวทางแก้แค้น แต่ไม่แก้ไข ซึ่งถือได้ว้าเป็นความล้มเหลวในการปรองดองอย่างสิ้นเชิง “เช่นนี้การที่ผลโพลส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในเรื่องความปรองดอง ก็เป็นคำตอบให้กับรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าเป็นการสูญเปล่าที่จะผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองขึ้นมา เพราะยิ่งปรองดองก็ยิ่งสร้างความแตกแยก จึงอยากให้ถอน พ.ร.บ.ปรองดองออกไปก่อน เพื่อรอคอยกระแสสังคมว่าความเชื่อมั่นจะดีขึ้นหรือไม่”

“ยะใส” จี้ “ชัช ชลวร” ถอนตัว

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กล่าวว่า ในขณะนี้มีการปั่นกระแสทำลายความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นรายบุคคล เพื่อกดดันคำวินิจฉัยของศาลในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้ โดยเฉพาะการกดดันให้ตุลาการหลายท่านถอนตัวนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว ขบวนการดังกล่าวก็ไม่ได้คาดหวังบรรทัดฐานอะไร เพราะปลายทางอยู่ที่การแทรกแซงและโค่นล้มองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วคนที่ควรถอนตัวเป็นคนแรกคือ นายชัช ชลวร ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อย 1 เสียง ที่เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องพิจารณาข้อกล่าวหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 291 เป็นการล้มล้างการปกครองขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ทั้งนี้เมื่อ นายชัช ชลวรเห็นว่า คำร้องดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 68 ตั้งแต่ต้น ก็ไม่เป็นการสมควรที่นายชัช ชลวร จะนั่งร่วมเป็นองค์คณะไต่สวนคำร้อง จึงขอเรียกร้องให้ นายชัช ชลวร ถอนตัวจากองค์คณะตุลาการในการวินิจฉัยคำร้องนี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานตุลาการ เฉกเช่นกรณีการถอนตัวของนายจรัญ ภักดีธนากุล ก่อนหน้านี้ แต่กรณีของนายชัช ชลวร เป็นประเด็นร้ายแรงกว่าเพราะถ้าไม่ถอนตัว ก็เท่ากับว่า นายชัช กลับความเห็นตัวเองยอมรับว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 2 หากนายชัชยังร่วมองค์คณะวินิจฉัย แล้วผลของคำวินิจฉัยออกมาแบบคะแนนใกล้เคียงกัน ก็จะซ้ำรอยคำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีตที่ศาล รธน.ตอนนั้นมีคำวินิจฉัย 8-7 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตุลาการ 4 ใน 8 เสียงข้างมากเคยมีความเห็นไม่รับคำร้องแต่กลับมานั่งเป็นองค์คณะ จนคำวินิจฉัยครั้งนั้นถูกสังคมประณามว่าเป็นคำวินิจฉัยสีเทา และเกิดวิกฤติศรัทธาศาลรัฐธรรมนูญตามมา จริงๆ แล้วกรณีของนายชัช ถ้าคำนึงถึงจรรยาบรรณตุลาการ ควรจะประกาศลาออกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ที่มีคลิปหลุดของเลขานุการส่วนตัวนายพิสิฐ ศักดาณรงค์ จัดฉากวิ่งเต้นในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และปัจจุบัน นายพิสิฐ์ เผยตัวตนชัดเจนเพราะเข้าไปช่วยงานรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย

“เรืองไกร” ร้องศาล รธน.ฟันแหลก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ตนอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 ประกอบมาตรา 62 จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ก.ค. เพื่อขอให้ศาลฯ พิจารณาวินิจฉัยสั่งการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คน ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การเสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย ซึ่งถือว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีพฤติการณ์ในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยการสนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตามคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน ที่เสนอให้ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ. เลือกตั้ง สสร.ด้วย เท่ากับว่าเป็นผู้สนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ ตนได้ยื่นขอคัดค้านการเป็นองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ เนื่องจากเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเป็นกรณีที่มีส่วนได้เสียตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ในข้อ10(1) ประกอบการขจัดส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 294 วรรค 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งขอคัดค้านการเป็นองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายชัช ชลวร เนื่องจากยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้ ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล เนื่องจากได้ส่ง ส.ส.ของพรรคเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ.ของรัฐสภาด้วย

“บิ๊กจิ๋ว” แนะรัฐถอยแก้ รธน.

นายอนุสรณ์ สมอ่อน รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ส่งเอกสารมายังสื่อมวลชน ระบุเป็นคำแถลงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่าด้วยปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 68 และการแก้ไขความยาว 13 หน้า โดยมีใจความสำคัญว่า เห็นใจทุกคนที่ทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้มาก ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรก็ไม่มีฝ่ายใดชนะ มีแต่ผู้แพ้ ประเทศก็จะแพ้และสูญเสียอย่างยิ่ง และความขัดแย้งยังคงจะปะทุขึ้นอีกเหมือนเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา จนต้องชดใช้ด้วยชีวิตคนไทยเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน ทั้งนี้ ได้มีความเห็นใจอย่างยิ่งต่อฝ่ายรัฐสภาและผู้เกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่ต้องมาตกอยู่ในความขัดแย้งภายในชาติ ซึ่งทราบดีว่า โดยเจตนารมณ์ที่แท้จริงไม่ได้มีความต้องการแม้แต่นิดเดียว พล.อ.ชวลิต ยังแนะให้รัฐบาลถอยการแก้รัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติปรองดอง โดยกล่าวว่า รัฐสภาชุดนี้มีที่มาจากการเลือกตั้งอันเป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 165 (1)(2) เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญตกเป็นโมฆะ การเลือกตั้งที่มีผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยตรงในสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น รัฐสภาชุดนี้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจที่จะออกกฎหมายใดๆ และทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

“ลูกเทพเทือก” ยันไม่ได้รุกเขาแพง

นายแทน เทือกสุบรรณ ชี้แจงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกในข้อหาแผ้วถาง เผาป่า ครอบครองป่าที่ดินของรัฐ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยยืนยันว่า ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ บริเวณที่ดินเขาแพง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และวันจันทร์ที่ 9 ก.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอ ตามวันเวลาที่กำหนด “ผมจะจัดทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรไปยื่นต่อดีเอสไอ ในการเป็นผู้ครอบครองที่ดิน 5 แปลงที่เกาะสมุย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองปัญญา คอนสตรัคชั่น เมื่อปี 2544 และหลังจากนั้นได้นำ น.ส.3 ก. จำนวน 5 ฉบับ ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดิน ในปี 2547 และมีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่พบความผิดตามข้อกล่าวหา” นายแทน ตั้งข้อสังเกตว่าก่อนที่ ดีเอสไอ จะออกหมายเรียกตนเองนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะออกหมายมาจับตนไม่เกินสัปดาห์หน้า และหลังจากนั้นเพียง 4 วัน ได้มีหมายเรียกจากดีเอสไอ จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองที่จะมาเล่นงานนายสุเทพ บิดาของตน อย่างไรก็ตาม นายแทน ยืนยันว่า ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างแน่นอน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากแผนที่ของกรมที่ดิน

แฉแดงบีบแบงก์ปล่อยกู้ปั้มหยอดเหรียญ

น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คที่อ้างถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มของตนเอง โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่กดดันเจ้าหน้าที่รัฐ โดย น.พ.วรงค์ ระบุว่า “ผมได้ข้อมูลมาว่าแดงที่เป็นที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการคนหนึ่งของ ส.ส.เพื่อไทย ทำโครงการถึงออมสิน ให้ออมสินปล่อยกู้โดยอ้างว่าโครงการนี้ต้องรายงานดูไบ เป็นโครงการปั๊มหยอดเหรียญราคาตัวละ 90,000 บาท ทั้งสิ้น 10,000 ตัวรวมทั้งโครงการ 900 ล้านบาท ทางออมสินก็อึดอัดแต่ไม่กล้าปฏิเสธเพราะกลัวดูไบ การปล่อยกู้นี้ใช้คนค้ำคนเดียวกู้ได้ 100% ไม่ต้องตรวจสอบเครดิตคนกู้เพื่อความรวดเร็ว เท่ากับว่าถ้าหนี้เสียธนาคารต้องรับผิดชอบเอง เรื่องของเรื่องชาวบ้านก็ต้องชอบเป็นเรื่องธรรมดาเพราะไม่ต้องมีอะไรมาก บริษัทผู้ผลิตจัดการให้ทุกอย่างรวมทั้งเงินกู้ แต่ต้นทุนของดังกล่าวประมาณตัวละ 70,000 บาท และบริษัทผู้ผลิตทำตลาดเอง (เห็นโครงการเขียนว่าจะโฆษณาในเอเชียอัพเดท) ผมประเมินแล้วพวกนี้จะมีกำไรค่าหัวคิวประมาณ 200 ล้านบาท โดยไม่ต้องออกแรงเพียงแค่ออมสินอนุมัติเท่านั้น ที่สำคัญเงินออมสินคือเงินฝากของเด็กๆ ลูกหลานของพวกเรามันยังกินหัวคิวได้…โครงการนี้จะปล่อยที่อีสาน 4,000 ตัว เหนือ 3,500 ตัว กลาง 1,500 ตัว ตะวันออก 500 ตัว และใต้ 500 ตัว รวม 10,000 ตัว…ขณะนี้พวกแดงเริ่มทำมาหากินกันแล้ว…”

“ยิ่งลักษณ์” เตรียมเยือนเขมร

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ตอบรับคำเชิญของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่จะไปกล่าวสุนทรพจน์กับนักธุรกิจสหรัฐจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐ ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ซึ่งนางคลินตันได้นำคณะนักธุรกิจสหรัฐชุดใหญ่ เดินทางมาหารือเกี่ยวกับการลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเดินทางออกจากประเทศไทยโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศในเวลา 15.00 น. และเมื่อเดินทางถึงเสียมราฐแล้วจะหารือทวิภาคีกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนที่จะไปกล่าวปาฐกถากับนักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและเชิญชวนให้มาลงทุนในไทย และอาจพูดถึงเรื่องกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ด้วย

โพลชี้หลังศาล รธน.วินิจฉัยยังขัดแย้งรุนแรง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,389 คน กรณีศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ถือเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ โดยผลการสำรวจพบว่า 45.93% ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ มี 29.66% มองว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 เพราะ แก้ไขบางมาตราเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาที่ระบุว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้ร้องตีตนไปก่อนไข้ ขณะที่ 24.41% มองว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 เพราะเหตุผลประกอบในการแก้ไข รธน.ยังไม่มีน้ำหนักพอ เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์และช่วยเหลือพวกพ้องมากกว่า ฯลฯ สำหรับสภาพการเมืองไทยปัจจุบัน จากที่มีการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนที่ติดตามการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ 46.88% เห็นว่า ยังคงมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยก มุ่งเอาชนะคะคานกัน เห็นแก่ประโยชน์และพวกพ้อง 29.46% เห็นว่าการพิจารณาคดีนี้ต้องอาศัยความยุติธรรมและความเด็ดขาด ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งและเป็นความหวังของประชาชน โดย 9.82% เห็นว่าสภาพการเมืองย่ำแย่มาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักการเมืองใช้อำนาจในทางที่ผิด และมี 5.80% ระบุ การตัดสินครั้งนี้อาจส่งผลให้ประชาชนชุมนุมหรือเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนในประเด็นทิศทางการเมืองหลังการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ มากว่าครึ่งคือ 59.49% ระบุการเมืองยังเหมือนเดิม มีเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ การเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ และ 26.06% ระบุว่า แย่ลงถึงแม้การตัดสินจะสิ้นสุดแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงถกเถียงกันไม่จบสิ้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข สถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงขึ้น

“เหลิม” ห้าวขู่ศาล รธน.ไม่เว้นวัน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ และอาจส่งผลต่อสถานการณ์บ้านเมืองว่า จะต้องดูผลการวินิจฉัยก่อน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาอย่างมีเหตุผล ประชาชนก็จะสามารถยอมรับได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลคาดว่าปัญหาจะตามมาแน่ เพราะก่อนหน้านี้อัยการและกฤษฎีกาก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 ดังนั้น ความเห็นของกฤษฎีการัฐบาลจะต้องปฏิบัติตาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นมาเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น ถ้าตัดสินฝืนความรู้สึกของประชาชน ประชาชนก็จะไม่เชื่อและไม่รับฟัง การที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถอนตัว เพราะประชาชนรู้สึกคลางแคลงใจ ถ้าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด มาตรา 68 และให้มีการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ก็จะไม่ได้ทำให้เกิดผลอะไรนอกจากความวุ่นวายในประเทศ เพราะอย่างไรแม้จะตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไป รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคก็ยังอยู่ และการที่จะเอาคนไปตั้งรัฐบาลใหม่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอยู่แล้ว

 

วันที่ 9/07/2555 เวลา 8:06 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541