“กาฐมาณฑุ” เรื่องราวมากกว่าที่ตาเห็น (2)
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าที่ “วัดปศุปฏินาถ” ทำให้เรารู้สึกคล้ายสรรพสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งไปชั่วคราว และตระหนักถึง “ฉากแห่งชีวิตที่มิอาจหลีกเร้น” ผ่านพิธีกรรมแห่งความศรัทธา ตามความเชื่อของศาสนา
มุมหนึ่งของ “วัดปศุปฏินาถ” ใกล้กับเจดีย์องค์เล็กๆ ที่สร้างเรียงเป็นแถว บรรดา “โยคี” จับกลุ่มกันอยู่ที่นั่น พวกเขาใช้เวลายามเช้าประดับประดาใบหน้าด้วยแป้งสีขาว จัดแต่งเสื้อผ้า และเครื่องประดับ
โลกของ “โยคี” เปลี่ยนแปลงไปจากคืนวันเก่าก่อนบ้าง เหตุเพราะปัจจุบันอัตลักษณ์แห่ง “โยคี” สามารถสร้างรายได้ให้กับสิ่งที่ตนเองเป็น
นั่นทำให้เราคิดถึง “นักบวช” ในศาสนาอื่น ที่ใช้ “สถานะ” เพื่อตนเอง ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ขณะที่เราเดินผ่านเหล่า “โยคี” ก็พยักหน้าทักทาย ทำท่าทางเชื้อเชิญให้ถ่ายรูป แน่นอนว่าใครต้องการถ่ายรูปกับ “โยคี” ก็ต้องจ่ายในสนนราคาที่สามารถต่อรองได้ แต่จะขอถ่ายกันฟรีๆ ดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องยาก
ไม่ผิดที่จะปฏิเสธเพราะไม่ต้องการจ่าย แต่ก็น่าเชื่อว่าหากเป็นนักถ่ายภาพ หรือแม้แต่เพียงแค่มีกล้องถ่ายรูปอยู่ในมือ สิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็ช่างน่าสนใจ และดึงดูดกล้องในมือเป็นอย่างมากจริงๆ
“วัดปศุปฏินาถ” เปลี่ยนแปลงไปจากวันวานน้อยมาก ตรงบริเวณที่เผาศพเป็นลานแคบยาวขนานไปกับแม่น้ำ มีแท่นปูนยื่นออกไปในแม่น้ำเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นที่สำหรับวางศพเพื่อทำพิธีเผา
ผู้มาเยือนสามารถเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารที่อยู่ติดกับลานเผาศพได้ แต่สำหรับเรารู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะการมองดูจากอีกฝั่งของแม่น้ำน่าจะเป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่งต่อผู้วายชนม์
บุรุษแต่งกายเป็น “หนุมาน” ตนหนึ่งเดินเฉียดเรา มีชาวฮินดูครอบครัวหนึ่งให้ลูกๆ เข้าไปถ่ายภาพด้วย ขณะที่ “หนุมาน” ลูบศีรษะเด็กๆ พร้อมกับให้พร เหล่าเด็กๆ ก็พากันหัวเราะสนุกสนาน
เราเดินออกจาก “วัดปศุปฏินาถ” พร้อมกับภาพแห่งความทรงจำที่นี่ ซึ่งนับเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดในการมาเที่ยวชม เมื่อมาถึง “กาฐมาณฑุ”
เราบอกกับคนขับรถว่า อยากหาอาหารเช้าแบบเนปาลกิน พร้อมกับชวนเขาด้วยเมื่อทราบว่าเขาก็ยังไม่ได้กินมื้อเช้าเช่นกัน ในที่สุดเขาก็นำเราไปยังร้านข้าวแกงแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของ “ชาวเนปาลี”
เรา 2 คนจึงกลายเป็นแขกแปลกหน้าของร้านที่แวะมาอุดหนุนแต่เช้า เราสั่งข้าวเปล่ากินกับแกง ซึ่งมีทั้งแกงแพะและไก่ให้เลือก และเราเลือกชิมทั้ง 2 อย่าง มื้อเช้าจึงเป็นข้าวร้อนๆ กับแกงร้อนๆ ที่แสนอร่อย
เรารู้มาว่าหากเดินทางออกไปนอกเมือง ขึ้นไปแถบ “เทือกหิมาลัย” ก็จะมีอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากทาง “ทิเบต” ด้วย เช่น “โมโม่” อาหารคล้าย “ซาลาเปา” ที่มักจะมีขายเกือบทุกร้านทั้งแบบนึ่งและทอด
เมื่อท้องอิ่ม เราก็มุ่งออกนอก “กาฐมาณฑุ” ไปยังเมืองมรดกโลกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา และเป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงมาก
จุดหมายถัดไปของเราคือ “บัคตาปูร์” หรือ “ภาทคาวัน” (Bhaktapur or Bhadgaon) เมืองซึ่งมีความวิจิตรอลังการของศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมในแบบเนปาล
กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “บัคตาปูร์” คือเมืองโบราณที่ยังมีลมหายใจอย่างแท้จริง บรรยากาศของเมืองดูเหมือนว่าเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเก่าก่อนน้อยมาก
เมื่อจะเข้าสู่ตัวเมือง เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเสียก่อน โดยเจ้าหน้าที่จะถามเราว่าอยู่กี่วัน
ค่าธรรมเนียมจะแตกต่างตามจำนวนวันที่นักท่องเที่ยวใช้เวลาในเมือง โดยภายในตัวเมืองมีที่พักขนาดเล็กรองรับนักท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับเรามาเพียงเที่ยวชมไม่ได้พักค้างแรม
“บัคตาปูร์” มีขนาดกว้างใหญ่พอสมควร สามารถใช้เวลาเพียงวันเดียวก็อาจจะเดินในย่านตัวเมืองเก่าได้ถ้วนทั่วแบบผ่านๆ ได้
แต่เชื่อว่าเมื่อใครมาถึงที่นี่ ได้เห็นบรรยากาศชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในเมือง จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้วางแผนมาพักค้างแรม และนั่นหมายรวมถึงเราด้วย
ดังนั้นจึงอยากฝากถึงคนอื่นๆ ถ้ามีโอกาส ให้เตรียมตัวมาค้างที่ “บัคตาปูร์” สักหนึ่งคืนเป็นอย่างน้อยก็น่าจะดีมาก ซึ่งเราได้เสียโอกาสนั้นไปแล้ว
ในเขตเมือง “บัคตาปูร์” จะแบ่งแยกเป็นย่านต่างๆ ตามอาชีพของผู้คน อาทิ ย่านปั้นหม้อ ย่านแกะสลัก ตึกโบราณจำนวนมากยังคงปรากฏกายอยู่ตรงที่ซึ่งมันเคยอยู่มา
แม้บางหลังจะทรุดโทรมบ้าง บางหลังจะถูกทิ้งร้างไปแล้ว แต่ทุกหลังก็ยังคงเปี่ยมเสน่ห์อย่างยิ่ง
ภายในมีทั้งวังเก่า พิพิธภัณฑ์ เจดีย์โบราณ ร้านกาแฟ และร้านอาหารน่านั่งมากมาย รวมไปถึงมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพ เฉกเช่นที่เคยเป็นมาแต่โบราณ
“บัคตาปูร์” สามารถทำให้ผู้มาเยือนหลงใหลตั้งแต่แรกพบได้อย่างไม่ยากเย็นนักในความรู้สึกของเรา
วิธีการสำรวจเมืองทำได้เพียงประการเดียวคือ ใช้สองขาของเราย่ำไปตามถนนสายแคบๆ ซอกซอนเข้าออกตามตรอกซอกซอยต่างๆ แม้ว่าจะมีแผนที่ก็ยังเล่นเอาสับสน หลงทางได้ง่ายๆ
แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก เพราะเมื่อเดินวนเวียนไปมา ในที่สุดทางเดินก็มักจะนำกลับมาเจอ “ดูร์บาร์ สแควร์” แห่ง “บัคตาปูร์” อันเป็นศูนย์กลางของเมืองอยู่ดี
หากอยากจะชมวิวทิวทัศน์ของนครกาฐมาณฑุ นักท่องเที่ยวมักเลือกเดินทางไปยัง “มหาเจดีย์สวยมภูนาถ” (Swayambhunath Stupa) ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกกันอีกชื่อว่า “วัดลิง”
ตัววัดและเจดีย์นั้นตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นตัวเมือง “กาฐมาณฑุ” ได้เกือบทั้งหมด
แต่เราเลือกปิดท้ายวัน ด้วยการมุ่งหน้าไปยังมหาเจดีย์ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของนคร “กาฐมาณฑุ” และ “เนปาล” นั่นคือ “มหาเจดีย์โพธินาถ” (Boudhanath Stupa)
“มหาเจดีย์โพธินาถ” โดดเด่นด้วย “ดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า” (Wisdom Eyes) ขนาดใหญ่
รอบๆ วัดเป็นชุมชนของชาวทิเบตนิกายมหายาน ซึ่งอพยพเข้ามาที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 และยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน “มหาเจดีย์โพธินาถ” เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2522
ที่แห่งนี้นับเป็นศาสนสถานที่เปี่ยมคุณค่าและมีความหมายต่อชาวพุทธ ตัวเจดีย์ถูกประดับประดาไว้ด้วย “ธงมนต์” ที่ถูกดึงขึ้นเป็นเส้นสายระโยงระยาง ธงมนต์ทั้งห้าสีปลิวไสวตามกระแสลมที่พัดผ่าน
นอกจากนั้นเกือบทั่วทั้งบริเวณยังเต็มไปด้วยนกพิราบที่บินว่อนไปมาเต็มไปหมด และทุกวันจะมีผู้มาเยือนไม่ขาดสาย ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญชาวทิเบต
“มหาเจดีย์โพธินาถ” ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ “เนปาล” และ “นครกาฐมาณฑุ” ที่ผู้คนเกือบทั่วโลกคุ้นเคย โดยเฉพาะ “ดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า” ที่ราวกับกำลังมองดูสรรพสิ่งในโลก
“กาฐมาณฑุ” ยังมีสถานที่น่าสนใจให้เที่ยวอีกมากมาย แต่เรามีเวลาเพียงหนึ่งวันกับหนึ่งคืน เพื่อเตรียมตัวสู่จุดหมายใหม่ เราเดินวนรอบเจดีย์หนึ่งรอบ ยืนสงบนิ่งสวดมนต์ และอธิษฐานขอพรให้กับการเดินทางครั้งใหม่
เพราะชีวิตคือการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด หากแต่ทุกชีวิตล้วนไปสู่ปลายทางเดียวกันในที่สุด…
วันที่ 16/07/2555 เวลา 7:33 น.
[13/05/2556]บ้านเขมรฝั่งใต้
[6/05/2556]ชะอำอิ่มหนำของดี
[22/04/2556]ยโสธรเมืองหมอนขวานผ้าขิด
[15/04/2556]เยือนภูพานน้อมสักการพระธาตุ
[9/04/2556]ภูผายักษ์-ภูพยัคฆ์
[1/04/2556]ล่องเรือเพลงแม่น้ำนครชัยศรี
[25/03/2556]ตามคาราวานเอเชีย2013
[18/03/2556]“เขาดินวนา” เสน่ห์ “ช้างไทย”
[11/03/2556]ดงบัง หมู่บ้านสมุนไพร
[4/03/2556]เที่ยวเมืองสองแคว
[6:17 น.]กรุงเทพฯมีเมฆเป็นส่วนมาก
[9:28 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[5:46 น.]กรุงเทพมีฝนร้อยละ30
[17:53 น.]ปิดตลาดหุ้นมูลค่าซื้อขาย
[14:49 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[14:38 น.]คลังปลื้มโกยรายได้
[13:50 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ
[13:32 น.]มาร์คชี้ กม.ปรองดอง
[13:29 น.]มาร์คหวั่นโครงการจัดการน้ำ
[12:55 น.]ราคาซื้อขายทองคำ ณ

‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541











