วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าสากล อ.แพทย์จุฬาฯ แนะเทคนิคการพัฒนาการ


ในโลกยุคปัจจุบันที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องยอมรับว่าเด็กรุ่นใหม่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เทคโนโลยี จนกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิตไปแล้ว ในทางกลับกัน ขณะที่ยุคดิจิตอลกำลังรุ่งเรืองนั้น มีกระแสสร้างความตื่นเต้นให้กับสังคมไทยกับสถิติที่น่าวิตกกังวลใจที่มีงานวิจัยชี้ว่า “เด็กไทยมีค่าเฉลี่ยไอคิวต่ำกว่าระดับสากล”

ไอคิว ย่อมาจาก Intelligence Quotient คือ ระดับสติปัญญา หรือความสามารถในการทำงานของสมองในการเรียนรู้ คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา เด็กที่มีไอคิวสูงจะสามารถเรียนรู้และต่อยอดได้เร็ว แต่สำหรับเด็กที่มีไอคิวไม่สูงก็ต้องทำซ้ำๆ บ่อยๆ ซึ่งคนเราจะฉลาด มีไอคิวสูง มีความสามารถ หรือด้อยความสามารถนั้น ขึ้นกับการทำงานของสมองทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้คุณพ่อคุณแม่จึงควรหันมาใส่ใจและทำความเข้าใจกับการพัฒนาสมองให้มากขึ้น สมองของเราเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเซลล์นับแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่ถูกใช้งาน เซลล์สมองจะค่อยๆ ถูกทำลายโดยธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่จึงมีหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ เพื่อให้เซลล์สมองส่วนต่างๆ เกิดการเชื่อมโยงให้ได้มากที่สุด โดยเปิดโอกาสให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย เพราะเมื่อเซลล์สมองเชื่อมโยงเครือข่ายกันได้มาก ลูกก็จะเรียนรู้ได้มากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ซึ่งการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นใยสมองตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ เทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก หากใช้ไม่ถูกทาง เช่น ปล่อยให้เด็กเล่นแต่คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือดูโทรทัศน์เป็นเวลานานๆ ตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้เด็กขาดโอกาสฝึกฝนการสื่อสารพูดคุยออกเสียง หรือโต้ตอบ ขาดโอกาสในการฝึกฝนเรียนรู้ทักษะด้านอื่นๆ เพราะเด็กจะหลงใหลในภาพ แสง สี เสียงที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนหน้าจอ ทำให้เด็กสมัยนี้กลับมีพัฒนาการหลายๆ ด้านล่าช้ากว่าปกติ เช่น พูดช้า ทักษะทางสังคมบกพร่อง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ และระดับสติปัญญาของเด็กในอนาคต

พ.ญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงการพัฒนาไอคิวของเด็กในยุคปัจจุบัน “เด็กจะมีไอคิวสูงหรือต่ำ ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ พันธุกรรม และสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู ถ้าพ่อแม่ฉลาด ลูกก็จะฉลาด ถ้าพ่อแม่ไม่ฉลาด ลูกก็จะไม่ฉลาดตามไปด้วย แต่การจัดสภาพแวดล้อมและส่งเสริมพัฒนาการตามวัยอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกพัฒนาและมีความสามารถดีกว่าพ่อแม่ได้ มีผลงานวิจัยออกมาแล้วว่า การส่งเสริมพัฒนาการโดยการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็กตั้งแต่เล็กๆ สามารถเพิ่มระดับไอคิวลูกได้ถึง 20-30 คะแนน ในทางตรงข้าม ถึงแม้พ่อแม่ฉลาด แต่ลูกถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลให้สมองไม่พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และมีผลต่อระดับไอคิวได้”

“นอกจากนี้การดูแลให้ลูกมีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรค และได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตามวัยก็จะมีผลดีต่อพัฒนาการของสมองด้วย“ โภชนาการที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดสำหรับเด็กทารกคือ นมแม่ และเมื่อลูกโตขึ้นคุณแม่ควรให้ลูกได้รับอาหารครบ 5 หมู่ ครบ 3 มื้อ เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาสมองอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตาดู หูฟัง ลิ้นรับรส จมูกรับกลิ่น กายรับสัมผัสที่อบอุ่น และการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงจะช่วยทำให้กระบวนการเรียนรู้ครบทุกมิติ เช่น นำผลแอปเปิ้ลมาให้เด็กได้เรียนรู้ เด็กก็จะสามารถเรียนรู้เรื่องสี ขนาด น้ำหนัก กลิ่น จนไปถึงการได้ชิมรสชาติ สมองของเด็กก็จะเกิดการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นใยสมองออกไปในหลายมิติ

พ.ญ.จันท์ฑิตา แนะนำเทคนิคการส่งเสริมพัฒนาการทางสมองเพื่อเสริมสร้างไอคิวว่า “คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่า ในช่วงนั้นลูกมีพัฒนาอย่างไร เพื่อหาทางจัดกิจกรรมส่งเสริมให้หลากหลายและรอบด้าน เช่น การสื่อสารแบบสองทางจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาที่ดี การพูดคุย ยิ้ม สบตากับลูกบ่อยๆ จะช่วยเรื่องทักษะการฟังการเล่นเสียง เมื่อลูกเล่นเสียงควรล้อเสียงเด็ก ใช้โทนเสียงที่หลากหลายและพูดคำที่มีความหมาย การให้เด็กสบตา มองหน้า มองปากจะช่วยให้เด็กพูดชัดและเรียนรู้ภาษาท่าทาง เมื่อเด็กเริ่มพูดได้เป็นคำเดี่ยวๆ ก็ให้พ่อแม่เติมคำให้ยาวขึ้น พัฒนาการทางภาษามีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญา ความฉลาด และแสดงถึงศักยภาพของสมอง เด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาเร็ว ช่างซักถามจะสามารถต่อยอดการเรียนรู้ได้เร็ว การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น เล่านิทาน อ่านหนังสือ ทัศนศึกษา จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ เป็นต้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตว่าลูกมีความถนัดด้านใด และหาทางสนับสนุนให้เต็มศักยภาพ”

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาสมองเด็กไทยในยุคดิจิตอลนั้น พ.ญ.จันท์ฑิตา กล่าวเสริมอีกว่า “สื่อผ่านจอทุกประเภทเปรียบเหมือนดาบ 2 คม เพราะถ้าใช้เป็น ก็ถือเป็นคุณอนันต์ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย แต่ถ้าใช้ไม่เป็น ก็จะให้โทษมหันต์เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่อาจภูมิใจว่าลูกสามารถเล่นอุปกรณ์เหล่านี้ได้คล่องแคล่ว โดยอาจลืมไปว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ขาดทักษะการสื่อสาร 2 ทาง ในปัจจุบันการดูทีวีและการใช้สื่อผ่านจอทุกประเภทเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก พ่อแม่จึงต้องรู้เท่าทันสื่อ รู้จักเลือกสรรรายการที่เป็นประโยชน์ และสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ลูกน้อยมากขึ้น พ่อแม่ควรให้คำชี้แนะอยู่ข้างๆ และต้องกำหนดเวลาการใช้สื่อเหล่านี้ให้ไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้เหลือเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์เช่นกัน และเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ยังไม่ควรดูทีวี” คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจเรื่องไอคิว ก็สามารถไปร่วมกิจกรรม “Enfa Brain Expo” วันที่ 31 สิงหาคม-9 กันยายน 2555 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ และวันที่ 4-8 ตุลาคม 2555 ณ คอนเวนชั่นฮอลล์ เซ็นทรัล ขอนแก่น

วันที่ 1/08/2555 เวลา 3:57 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541