วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“สธ.จับมือจุฬาราชมนตรี” เตรียมพร้อมสุขภาพ

ผู้เดินทางแสวงบุญพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุฯ

 

จากรายงานปี 2554 ระบุว่าชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีปัญหาการเจ็บป่วยและเข้ารับบริการที่หน่วยแพทย์ไทยจำนวน 18,141 คน เฉลี่ยวันละ 546 คน ผู้ป่วยร้อยละ 72 เป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด มีผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาล 242 ราย เสียชีวิต 13 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจวายเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมอง

สำหรับการเดินทางไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ของชาวไทยมุสลิมในปี 2555 นั้น นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี และ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันจัดโครงการป้องกันและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดต่อขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพให้แก่ผู้ที่ต้องเดินทางไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์ ซึ่งจัดขึ้น ที่ ศูนย์บริหารกิจการอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก มีนบุรี เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีชาวไทยมุสลิมในเขต กทม.และปริมณฑลเข้าร่วมงานในครั้งนี้ประมาณ 1,900 คน

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่จะไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์ว่า ผู้ที่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ เป็นเพราะความประสงค์ขององค์พระอัลลอฮ์ เป็นคนที่พระอัลลอฮ์ทรงเลือกเท่านั้น ใช่ว่าทุกคนอยากไปแล้วจะได้ไป จึงขอให้มีความตั้งใจและมีความพร้อมที่จะเดินทางไป การเตรียมในด้านสุขภาพเป็นการเตรียมการที่จะเดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ที่สำคัญ ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้กาฬหลังแอ่นแก่พี่น้องที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เพราะสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก หากว่ามีการเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะทำให้ทำพิธีฮัจญ์ไม่ได้อย่างเต็มความสามารถ ขอให้พี่น้องที่เดินทางไปทำพิธีฮัจญ์เตรียมจิตใจให้พร้อม เตรียมใจให้บริสุทธิ์ที่ไปทำอิบาดะห์ต่ออัลลอฮ์ เพราะการทำพิธีฮัจญ์นั้นเป็นอิบาดะห์ที่ยิ่งใหญ่มากอีกขั้นตอนหนึ่ง ขอให้ได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง ขอให้มีสุขภาพที่ดีและขอให้ได้รับฮัจญ์ที่ดีเลิศ

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เพราะเป็นการเดินทางไปอยู่ในประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่แตกต่างจากประเทศไทยมาก เป็นช่วงเวลาสั้นๆ มีกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องปฏิบัติ ต้องใช้แรงกาย ความอดทน อดกลั้น และต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนที่แออัด หนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นตามถนน ในมัสยิด และสถานที่ทั่วไป ในเมืองเมกกะ เมืองมาดีนะห์ทุ่งมีนา และเมืองอาระฟะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้แสวงบุญจึงควรเตรียมพร้อมด้านสุขภาพ เพราะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในขณะที่อยู่ไกลบ้าน จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถประกอบพิธีฮัจญ์ตามที่ตั้งใจไว้ได้

ในปี 2555 นี้ มีชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 13,000-16,000 คน ด้วยความห่วงใยกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับจุฬาราชมนตรี จัดระบบการดูแลสุขภาพตาม “โครงการป้องกันและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดต่อฯ” ไว้ 3 ช่วง ได้แก่ 1.ช่วงก่อนการเดินทางด้วยการให้บริการฉีดวัคซีนแก่ผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญพิธีฮัจญ์ฟรี ตั้งแต่ 11 ก.ค.-31 ส.ค.55 เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal meningitis) ตามที่ทางการซาอุฯ กำหนด เนื่องจาก 2 โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีโอกาสเกิดขึ้นได้เมื่อมีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เพราะในแต่ละปีมีชาวมุสลิมจากหลายเชื้อชาติทุกภูมิภาคทั่วโลกไปประกอบพิธีฮัจญ์ประมาณ 3 ล้านคน และต้องอาศัยอยู่รวมกันเป็นเวลานานนับเดือน โดยกรมควบคุมโรคเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเตรียมวัคซีน และได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดคลินิกฮัจญ์เพื่อตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และดูแลยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้พร้อมก่อนเดินทาง

2.ช่วงระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ประมาณ 3 เดือน กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งหน่วยแพทย์พยาบาลไทยจำนวน 3 ทีมรวมทั้งสิ้น 35 คน ตั้งเป็นโรงพยาบาลชั่วคราวขนาด 20 เตียง ที่เมืองเมกกะ เมืองมาดีนะห์ทุ่งมีนา และเมืองอาระฟะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้บริการตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอกและฉุกเฉิน ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค แต่ละทีมจะมีทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องตรวจหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ยา เวชภัณฑ์จำเป็น โดยจะมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลของประเทศซาอุดีอาระเบีย ปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 16 ก.ย.55-30 พ.ย.55 และ 3.ช่วงหลังกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งได้มีการมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เฝ้าระวังโรคติดต่ออย่างน้อย 2 สัปดาห์

ด้าน น.พ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้น การเตรียมตัวและการรักษาสุขภาพให้พร้อมทั้งก่อนเดินทาง ขณะเดินทางและระหว่างที่อยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนการเดินทางในระยะเวลา 2-3 เดือน ควรเตรียมร่างกายให้เคยชินไว้ก่อน ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ส่วนผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพและโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต ฯลฯ ซึ่งจะต้องกินยาเป็นประจำทุกวันนั้น ควรไปหาหมอก่อนเดินทางไปแสวงบุญ เพื่อตรวจสุขภาพว่าแข็งแรงพอที่จะเดินทางหรือเปล่า ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรหารือแพทย์ว่าจะสามารถเดินทางไกลได้หรือไม่ หรือหากเดินทางได้ก็ควรเตรียมยาประจำตัวและสมุดสุขภาพเป็นภาษาอังกฤษไปด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉินจะได้มีข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง

ในวันแรกที่เดินทางไปถึงควรพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อร่างกายจะได้แข็งแรง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ผลไม้ที่ปอกเปลือกแล้ว ดื่มน้ำสะอาด ฝาขวดต้องไม่มีรอยเปิดใช้ ห้ามดื่มน้ำประปา ควรหลีกเลี่ยงน้ำแข็ง ที่สำคัญอาหารทุกชนิดต้องปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อื่นๆ ได้แก่ ยารักษาโรค ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น หมวก แว่นตา ผ้าอนามัย เครื่องสำอาง ครีมกันแดด อาหารสำเร็จรูปสำหรับคนที่รับประทานอาหารท้องถิ่นไม่ค่อยได้ เช่น บะหมี่ น้ำพริก ฯลฯ

ทั้งนี้ชาวไทยมุสลิมที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการศาสนาแล้ว สามารถรับบริการฉีดวัคซีนฟรีได้ที่สถาบันบำราศนราดูร ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าเรือกรุงเทพ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย โรงพยาบาลนวมินทร์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จังหวัดสงขลา นราธิวาส

 

 

วันที่ 18/08/2555 เวลา 7:49 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



เอาไม่อยู่! ‘นาตาลี’ เครียดจัด [16/06/2556]
“รักกับผู้ชายเจ้าเสน่ห์ ต้องทำใจเป็นธรรมดา” นาทีนี้ดารา-นางแบบสาวที่น่าเห็นใจสุดๆ ไม่พ้น “นาตาลี เจียรวนนท์” วัย 33 ปี ทายาทเจ้าของธุรกิจซีพีอันลือลั่น ที่เพิ่งเจอข่าวไม่แฮปปี้หัวใจ เมื่อแฟนหนุ่ม “ฟลุค เกริกพล” ยังไม่สิ้นลายคาสโนวา อย่างที่คิดๆ กัน