วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เอนเนอร์จี รีฟอร์ม โชว์เหนือ

ใส่ก๊าซ 2 ระบบ ในรถไฮบริด


ในสถานการณ์ราคาน้ำมันไม่แน่นอน คนใช้รถยนต์ต่างพยายามหาทางออกในการลดค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้รถยนต์ประหยัดพลังงาน ปัจจุบันรถยนต์ที่เรียกว่าไฮบริด หรือรถที่ใช้เครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อีกฟากฝั่งหนึ่งก็เหลือบไปหาระบบก๊าซรถยนต์ ซึ่งราคาเชื้อเพลิงถูกกว่า อย่างไรก็ดีมีปัญหาอีกว่า แล้วจะเลือกระบบก๊าซรถยนต์อะไรดีระหว่าง LPG หรือ NGV

เอนเนอร์จี รีฟอร์ม ผู้ให้บริการติดตั้งระบบก๊าซรถยนต์ ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ด้วยการจับเอารถยนต์ไฮบริด มาติดตั้งระบบก๊าซ และไม่เพียงแค่ระบบเดียวแต่งานนี้ มีทั้งระบบก๊าซ LPG และ NGV ซึ่งเท่ากับว่า รถยนต์คันนี้ใช้พลังงานถึง 4 ประเภทด้วยกันคือ เครื่องยนต์น้ำมันเบนซิน, มอเตอร์ไฟฟ้า, ระบบก๊าซ LPG และ ระบบก๊าซ NGV โดยตั้งชื่อระบบใหม่นี้ว่า The Innovation of Gas Technology 4 in 1 หรือ ENERGY 4.0

แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเลยทีเดี่ยว เมื่อก๊าซ 2 ระบบรวมอยู่ในรถคันเดียว แถมรถที่ว่านี้เป็นรถยนต์ไฮบริดเสียอีก จากการสอบถามทีมวิศวกรของเอนเนอร์จี รีฟอร์ม เกี่ยวกับการออกแบบรถดังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะคุณสมบัติของก๊าซ LPG และ NGV ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นการจะให้ระบบทั้ง 2 สามารถทำงานบนเครื่องยนต์ในรถคันเดียวกันนั้นต้อง มีการปรับค่าปริมาณก๊าซเข้าห้องเผาไหม้ให้เป็นกลางที่สุด ซึ่งปกติการปรับแต่งค่าก๊าซชนิดเดียวในรถแต่ละคันก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว

สำหรับรถยนต์ไฮบริดคันแรกที่ถูกนำมาติดตั้งระบบ ENERGY 4.0 คือ โตโยต้า พรีอุส รถยนต์ไฮบริดขนาดคอมแพ็กต์ ราคาค่าตัวก็ประมาณ 1 ล้านบาทต้นๆ ถูกติดตั้งถังก๊าซ LPG แบบโดนัท ที่ผลิตจากยุโรปขนาด 34 ลิตร วางแทนที่ยางอะไหล่ ส่วนถังก๊าซ NGV เป็นแบบแคปซูล ประเภท Type ขนาด 27 ลิตร ติดตั้งอยู่ด้านหลังเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง

ท่อก๊าซจากทั้ง 2 ถังจะถูกเชื่อมต่อไปยังชุดหม้อต้มของแต่ละระบบ และต่อไปยังชุดกรองก๊าซของทั้ง 2 ระบบแยกกันก่อนที่จะวิ่งไปที่ท่อร่วม เข้าสู่รางหัวฉีดก๊าซร่วมกันและเข้าสู่ห้องเผาไหม้ต่อไป โดยเอนเนอร์จี รีฟอร์มติดตั้งก๊าซระบบหัวฉีดจากอิตาลี รุ่น Advanced OBD สามารถปรับจ่ายก๊าซได้เอง

ขณะเดียวกันภายในห้องโดยสารก็จะติดตั้ง Auto Switch ไว้ 1 ตัวสำหรับปรับเลือกการทำงานของระบบก๊าซว่าจะให้ขับเคลื่อนด้วย LPG หรือNGV ซึ่งปกติระบบก๊าซทั่วไป Switch 1 ตัวจะใช้กับ 1 ระบบ เพื่อบอกระดับแก๊ส และบอกชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งหากมี 2 ระบบก็น่าจะมี Auto Switch ถึง 2 ตัว แต่เอนเนอร์จี รีฟอร์ม ได้พัฒนาให้ ENERGY 4.0 มี Auto Switch ไว้เพียวตัวเดียวเพื่อความสะดวกในการใช้งานนั่นเอง

สำหรับการใช้งานนั้น เอนเนอร์จี รีฟอร์ม การันตีว่า โตโยต้าพรีอุส ที่ติดตั้ง ENERGY 4.0 แทบจะไม่แตกต่างจากพรีอุสปกติทั่วไป ตั้งแต่เริ่มสตาร์ท ซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่มอเตอร์ไฟฟ้า แต่เมื่อใดที่เครื่องยนต์เริ่มทำงาน ในขณะที่น้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์มีอุณหภูมิมากกว่า 45 องศาเซลเซียส ระบบจะทำการปรับไปใช้เชื่อเพลิงแก๊สโดยอัตโนมัติ งานนี้จะเป็นแก๊สอะไรก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับเลือกปรับที่ปุ่ม Auto Switch

แต่หากกรณีแก๊สระบบใดระบบหนึ่งเกิดหมดขึ้นมา ก็สามารถปรับไปใช้แก๊สอีกระบบได้ทันที โดยเครื่องยนต์ไม่ดับ ยกเว้นกรณีที่ถอนคันเร่ง ซึ่งเป็นปกติของ เครื่องยนต์ไฮบริดของโตโยต้า ที่เครื่องยนต์จะดับทันที พร้อมกับการชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ หรือหากแก๊สทั้ง 2 ระบบหมด เครื่องยนต์ก็กลับไปใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงอัตโนมัติ

สำหรับเรื่องการบำรุงรักษานั้น นอกจากการตรวจเช็ครถยนต์ตามระยะที่กำหนดแล้ว ในส่วนของระบบแก๊สก็ควรจะต้องเข้าตรวจเช็คเพิ่มเมื่อวิ่งถึง 20,000 กิโลเมตรและ 50,000 กิโลเมตร ขณะที่การบำรุงรักษาส่วนอื่นๆ ก็เป็นปกติเหมือนรถยนต์ใช้แก๊สทั่วไป เช่นน้ำมันเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ใช้แก๊ส ขณะที่ระบบความปลอดภัยนั้น ระบบก๊าซทั้ง LPG และ NGV มีระบบนิรภัยเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ซึ่งน่าจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของราคา ซึ่งเอนเนอร์จี รีฟอร์ม เองยังไม่เปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการสำหรับการติดตั้งก๊าซทั้ง 2 ระบบ ในรถยนต์ไฮบริด แต่ถ้าจะคำนวณกันคร่าวๆ ผู้ต้องการติดก๊าซเพิ่มเติมอาจจ่ายเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นบาท สำหรับ ENERGY 4.0 (LPG ประมาณ 3 หมื่นบาท และ NGV ประมาณ 4-5 หมื่นบาท)

เพราะฉะนั้นอาจต้องไปคำนวณดูความคุ้มค่ากันอีกว่า สำหรับรถยนต์ไฮบริด แล้วจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีถังก๊าซอีก 2 ลูก และระบบก๊าซอีก 2 ระบบ สำหรับการขับในชีวิตประจำวัน

 

วันที่ 21/09/2555 เวลา 5:23 น.



เที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ที่ไหนกันดี ?

View Results

Loading ... Loading ...



‘ชมพู่’ เซ็กซี่เปล่งปลั่งสุดๆ [19/05/2556]
นาทีนี้เอ่ยถึงดาราสาวที่ฮอตตลอดศก เพอร์เฟกต์เพียบพร้อมไปด้วย “ความสำเร็จ” ในทุกๆ ด้าน คงไม่พ้น “ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต” เธอเริ่มฉายแววจากเวทีประกวด “มิสมอเตอร์โชว์” ปี 2541