วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ธรรมนูญประชาชนจัดการตนเอง

ตอบโจทย์ลดความขัดแย้ง-เหลื่อมล้ำ

แม้ว่าประเทศไทยจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีรัฐธรรมนูญใช้มาแล้ว 18 ฉบับ ในระยะเวลา 80 ปี แต่ดูเหมือนว่า “รัฐธรรมนูญ” จะมีความหมายแค่ “ใบเบิกทาง” ให้กลุ่ม “อำนาจ” หรือ “กลุ่มการเมือง” หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ผ่านกระบวนการเลือกตั้งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารประเทศในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

ขณะที่คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่มี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน ประกาศเดินหน้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ที่ยังค้างอยู่ในรัฐสภา และวันที่ 10 ธันวาคม 2555 เริ่มรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดทำประชามติก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นกำลังจะปลุกกระแสความขัดแย้งตอกย้ำในสังคมขึ้นมาอีกครั้ง

แท้จริงแล้วความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นจนกระทั่งระดับประเทศ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่สะสมไว้ทั้งด้านแนวคิด การต่อสู้กับปัญหาความยากจน ความรู้สึกของการเป็นคนด้อยโอกาส การไม่ได้รับความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคม การขาดโอกาสในการเข้าถึงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ การจัดบริการสาธารณะและงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมและทั่วถึง ฯลฯ

ปรากฏการณ์เหล่านี้มีสาเหตุมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ระบบการบริหารประเทศ การบริหารจัดการของภาครัฐด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตอบสนองและรวมอำนาจการตัดสินใจในการบริหารประเทศไว้ที่ภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ขณะที่การบริหารประเทศของนักการเมืองที่ผ่านมาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนและชุมชนจากฐานรากอย่างแท้จริง เปรียบเหมือนการสร้างเจดีย์ที่ไม่ได้มาจากฐาน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต้องกลายเป็นเพียงผู้รองรับการพัฒนาที่กำหนดมาจากส่วนกลาง ขาดสมดุลทั้งในการจัดการการพัฒนา การจัดการสังคม การสร้างคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมของพลเมือง เกิดการรวมศูนย์การพัฒนาและนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมทางสังคมอย่างรุนแรง

ทางด้านกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือของการช่วงชิง จัดการทางอำนาจของระบบส่วนกลางและกลุ่มการเมือง ไม่สามารถสร้างวาระแห่งการสร้างประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง ขาดความเข้าใจเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่มากกว่าระบบตัวแทนหรือการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ “ธรรมนูญภาคประชาชน” จะเป็นระบบที่สามารถทำให้เกิดโอกาสในการจัดการตนเองและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ ให้ได้มากที่สุด จัดความสัมพันธ์ของระบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ เป็นการสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกัน มีประชาชนเป็นหลักในการคิด การบริหารจัดการ

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากการปรับสัมพันธภาพทางอำนาจ โดยการมุ่งเพิ่มพื้นที่สิทธิเสรีภาพของประชาชน การสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจบริหาร นิติบัญญัติกับตุลาการแล้ว การปรับโครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่นก็เป็นหลักการสำคัญเร่งด่วนที่ต้องมีการดำเนินการด้วย

ที่ผ่านมาการรวมศูนย์อำนาจอธิปไตยของรัฐส่วนกลางได้สร้างปัญหาต่อชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านการตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่ล่าช้าและผิดพลาด การพัฒนาสาธารณูปโภคที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการและประโยชน์ใช้สอย จนถึงการรับมือกับวิกฤตการณ์ ตลอดถึงปัญหาที่ไม่เท่าทันกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้การออกแบบระบบโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างการบริหารจัดการ การพัฒนาโครงสร้างงบประมาณจากบนลงล่าง หรือจากศูนย์กลางขนาดเล็กสู่พื้นที่และประชาคมขนาดใหญ่ มากกว่าที่จะเป็นวิธีคิด วิธีบริหารจัดการจากประชาชนในชุมชนท้องถิ่น จากล่างขึ้นบน สร้างระบบการจัดการที่เข้มแข็งและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจากฐานรากทุกระดับ โดยทุกพื้นที่เป็นหลักในการจัดการกับระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ระบบการเมืองส่วนกลางก็ยังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ใช้ความรุนแรง ไม่มีกระบวนการเชิงปัญญาที่เป็นทางเลือกอย่างสร้างสรรค์และเป็นสาระของประชาชนส่วนใหญ่

ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มบทบาทภาคประชาชนในการบริหารจัดการและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ด้วยการคืนอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคมและทรัพยากรธรรมชาติจากภาครัฐ คืนการเมืองกลับสู่ชุมชนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีอำนาจหน้าที่ในการคิด ตัดสินใจ บริหารจัดการโครงการของรัฐและท้องถิ่นเพื่ออนาคตชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ตามความหลากหลายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

ขณะเดียวกันก็ปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาครัฐให้เอื้อต่อการเพิ่มบทบาทภาคประชาชน มีกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในชุมชนท้องถิ่น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับชุมชนฐานรากได้กำหนดทิศทางการพัฒนาตนเองและประเทศ โดยการมี “ธรรมนูญ” ที่มาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับบริบทความต้องการของประชาชนจากฐานรากอย่างแท้จริง

ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนารัฐธรรมนูญไทยเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรม นำสังคมไทยไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขร่วมกัน

สำหรับความก้าวหน้า และทิศทางการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยที่ภาคประชาชนดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนั้น สำนักงานปฏิรูป (สปร.) รายงานว่ามีสมัชชาปฏิรูประดับจังหวัดจำนวน 64 จังหวัด และมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 จำนวน 7 จังหวัด การขับเคลื่อนส่วนใหญ่ในภาพรวม สะท้อนให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางชุมชนและสังคมที่คาดหวังไว้ว่าจะนำไปสู่ความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำลงได้ในอนาคต ประกอบด้วย

1.จังหวัดที่เน้นการขับเคลื่อนในทิศทางพื้นที่ จังหวัดจัดการตนเอง ผ่านการยกร่างกฎหมาย เช่น จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และปัตตานี ได้ยกร่างกฎหมายเฉพาะ เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. …. มหานครภูเก็ต, ร่างกฎหมาย กทม.

2.จังหวัดที่เน้นการกำหนดอนาคตตนเอง ผ่านการสร้างธรรมนูญของประชาชน ได้แก่ จ.อำนาจเจริญ ได้จัดทำ “ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางร่วมในการพัฒนาจังหวัดสู่สังคมอยู่ดีมีสุข ที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน เครือข่าย องค์กร หน่วยงานต่างๆ หลายภาคส่วน ปัจจุบันขยายธรรมนูญไปสู่ธรรมนูญตำบลใน 30 ตำบลนำร่อง

3.จังหวัดที่เน้นการขับเคลื่อนในทิศทางอนาคตตนเอง ผ่านการพัฒนานโยบาย หรือยุทธศาสตร์จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น มีการร่วมกันของหลายภาคส่วนจัดทำยุทธศาสตร์ขอนแก่นทศวรรษหน้า และมีการเสนอปฏิญญาขอนแก่นที่นำเสนอยุทธศาสตร์ขอนแก่นจังหวัดจัดการตนเอง (8 ยุทธศาสตร์) จ.เลย มีการพัฒนากลไกและวางกรอบการขับเคลื่อนไปสู่การกำหนดอนาคตคนเมืองเลย (อยู่ระหว่างการยกร่างแนวทางฯ) จ.อุบลราชธานี ได้ยกร่างนโยบายและยุทธศาสตร์จังหวัด (อนาคตเมืองอุบลฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า) เพื่อเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปกำหนดนโยบาย จ.ลำปาง ใช้สมัชชาปฏิรูปในการรวมภาคเครือข่ายและพัฒนานโยบายสาธารณะระดับจังหวัด จ.สมุทรสาคร มีการรวมตัวกันของหลายๆ ภาคส่วนจนเกิดกลไกพหุภาคีในระดับจังหวัดที่มุ่งสู่ “เมืองสมุทรสาครอยู่มีสุขในแบบของคนสมุทรสาคร” ให้เป็นนโยบายสาธารณะในระดับจังหวัด

4.จังหวัดที่กำหนดอนาคตตนเอง ผ่านการพัฒนานโยบายสาธารณะระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว และนนทบุรี พบรูปธรรมความสำเร็จในด้านตำบลจัดการตนเองในหลายๆ พื้นที่ และมีพัฒนาการตำบลจัดการตนเองในมิติต่างๆ จ.สงขลา ขับเคลื่อนผลักดันนโยบายระดับจังหวัดและท้องถิ่นภายใต้แนวคิด “สงขลาพอเพียง”

5.จังหวัดที่ขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาในเชิงประเด็น ได้แก่ จ.มุกดาหาร ขับเคลื่อนประเด็นสวัสดิการชุมชนทั้งจังหวัด ให้เป็นเครื่องมือในการรวมภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สามารถลุกขึ้นมาจัดการตนเอง จ.พิษณุโลก เกิดการรวมตัวของภาคเครือข่ายในระดับตำบลและจังหวัด พัฒนาความร่วมมือในการจัดการปัญหาน้ำท่วม โดยมุ่งหวังให้เกิดการจัดการตนเองเรื่องภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น จ.นครปฐม เกิดกลไกการปฏิรูประดับจังหวัดที่มาจากทุกภาคส่วน มุ่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในทิศทางการขับเคลื่อนเรื่อง “การจัดการภัยพิบัติ”

6.จังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกกลางในระดับจังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย เกิดการรวมกลุ่มเครือข่ายต่างๆ จากทุกภาคส่วน รวมตัวกันเป็นกลไกการปฏิรูปในระดับจังหวัดเรียกว่า “สมาคมคนฮักเชียงราย” มีการประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันมติของสมัชชาปฏิรูป

7.จังหวัดที่นำมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 1 และ 2 ไปขับเคลื่อนในพื้นที่ พบว่าจังหวัดส่วนใหญ่มีการรวมตัวของเครือข่ายต่างๆ โดยเชิญชวนภาควิชาการ ภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงสื่อท้องถิ่น มาร่วมกันจัดเวทีสมัชชาปฏิรูปในระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาให้เกิดกลไกการทำงานและนำมติสมัชชาปฏิรูปฯ ไปขับเคลื่อนตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น จ.ชัยภูมิ และ จ.สุโขทัย เป็นต้น

ทั้งนี้โดยภาพรวมการขับเคลื่อนดังกล่าวดำเนินไปตามหลักคิดบูรณาการประเทศไทย จนเกิดเป็นรูปธรรมระดับหนึ่งและเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของหลายๆ ภาคส่วน จนเกิดกระแส “พื้นที่จัดการตนเอง” ขึ้นในเกือบทุกจังหวัด

ทิศทางต่อไปจึงคาดหวังว่าจะมีการบูรณาการปฏิรูปประเทศไทยโดยใช้พื้นที่เป็นฐานของภาคียุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดพื้นที่กลางร่วมคิดร่วมทำ โดยปรับวิธีคิด วิธีทำงาน และจัดกลไกประสานงานทั้งส่วนกลางและพื้นที่เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยในอนาคต

 

วันที่ 7/12/2555 เวลา 20:45 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘อะตอม’ตูมต่อเนื่องเปลี่ยนชื่อดวงพุ่งงานเข้า-เซ็กซี่กว่าเดิม [25/10/2557]
“อะตอม-ภัคจิรา วิศววิสุทธิ์” ที่เข้าวงการแรกๆ ได้ฉายา “อั้ม พัชราภา2” มาแล้ว เพราะใบหน้า ทรงผมคลับคล้ายคลับคลาไม่น้อย แต่พอเข้าวงการมาหลายปี คนเริ่มทักน้อยลง เหตุที่เธอมีบุคลิกเฉพาะตัวเป็นของตัวเอง