วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

‘ดุสิตโพล’ ขอโทษหน้าเเหกศึกผู้ว่าฯโทษเกมส์การเมืองทำพัง

พท.ปัดวุ่น ‘จตุพร’ ทำแพ้ ‘อดุลย์’ รับกลับพงศพัศ

สวนดุสิตโพลขอโทษทำโพลเพี้ยน “สุขุม” ยอมรับขาดความรอบคอบ อ้างไม่ทันเกมการเมือง จ่อปรับโครงสร้างเรียกความเชื่อมั่นคืน ส่วน กกต.รอถกก่อนไฟเขียวรับรอง “สุขุมพันธุ์” นั่งผู้ว่าฯ กทม. ด้านจอมร้องโผล่อีก “เรืองไกร” บุกยื่น กกต.สอบ ปชป.ออกนโยบายหาเสียงเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ ด้าน “คุณชายหมู” ประเดิมงานแรกลุยติด CCTV 27,000 ตัวแก้ปัญหาจราจร รับหนักใจคัดรองผู้ว่าฯ มีตัวเต็งกว่า 20 ราย มั่นใจ 12 มี.ค.เปิดชื่อได้ ส่วน “ชวนนท์” ตอก พท.เลิกโทษคนอื่นทำพ่ายเลือกผู้ว่าฯ ด้านนักวิชาการแนะ “พงศพัศ” ไม่ควรกลับเป็น ตร. หลังเลือกข้างแล้ว ถ้ากลับต้องไม่อยู่ในฝ่ายกระบวนการยุติธรรม ด้าน “อดุลย์” ยอมรับ “พงศพัศ” ขอกลับรับราชการตำรวจ นั่ง รอง ผบ.ตร. ตามเดิม ส่วน “ณัฐวุฒิ” ป้อง “จตุพร” ไม่ใช่ต้นเหตุทำพ่าย ขณะที่ “ปลอดประสพ” ซัด “จูดี้” แพ้เพราะทำตัวเป็นพระเอกเกินไป

“สุขุม” ยอมรับผิดโพลเพี้ยน

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.56 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ส่งจดหมายลงชื่อ รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล ชี้แจงถึงกรณีผลสำรวจการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยเฉพาะประเด็นคะแนนนิยมของผู้สมัครที่สวนดุสิตโพลได้จัดทำ กรณี Entry Poll เมื่อเทียบกับผลคะแนนจริงในวันที่ 3 มี.ค.ผ่านมา มีความผิดพลาดนั้น คณะทำงานสวนดุสิตโพลได้ประชุมวิเคราะห์และประเมินผลการจัดทำ Entry Poll ดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 มี.ค.56 สรุปผลได้ดังนี้ 1.คณะทำงาน “สวนดุสิตโพล” ยอมรับในความผิดพลาด กรณีการทำนายผลคลาดเคลื่อน และขอรับผิดชอบ โดยกราบขอโทษประชาชน สื่อมวลชน และโดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากผลการสำรวจในครั้งนี้ สวนดุสิตโพลจะนำผลการวิเคราะห์และประเมินความผิดพลาดนี้ไปปรับปรุง และพัฒนา การทำโพลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.คณะทำงานได้ประเมิน กระบวนการจัดทำโพลครั้งนี้ สรุปได้ว่า 1.การวางแผนและการปฏิบัติงาน จะต้องรัดกุม และดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด มีการประชุมถี่มากขึ้น เพิ่มการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ฯลฯ 2.การเก็บข้อมูล ต้องมีการตรวจสอบซ้ำทุกข้อมูล (Double Check) ในภาคสนาม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น ควบคุม ดูแลให้จัดเก็บข้อมูลตามแผนที่ (Mapping) อย่างเคร่งครัด การเข้าถึงในทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และภาคโทรศัพท์ การสุ่มกระจายในแต่ละเขตทั้ง 50 เขต ควรละเอียดรอบคอบกว่าที่เป็นอยู่ 3.การวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องควบคุมตัวแปร โดยเฉพาะพฤติกรรมการให้ข้อมูลของคนกรุงเทพฯ กระแสความนิยมที่ก่อให้เกิดการเลื่อนไหลของข้อมูลตามกัน การแข่งขันอย่างดุเดือดของฝ่ายที่แข่งขัน รวมทั้งฐานเสียงของแต่ละฝ่าย ฯลฯ 4.การประเมินผล นักวิจัยทั้ง 27 คนจะต้องควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้งภาคสนาม และโทรศัพท์ นับตั้งแต่การวางแผน การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์และประมวลผลตามพื้นที่ที่นักวิจัยรับผิดชอบ (คนละ 2 เขต) ในลักษณะ QC ที่ครบวงจร การปฏิบัติงานตามกระบวนการในการทำโพลครั้งนี้ แม้จะดำเนินการตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม แต่ยังขาดความรอบคอบในการควบคุมตัวแปรที่คณะทำงานต้องทันกับเกมการเมือง ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ดังนั้น คณะทำงานจึงสรุปได้ว่า ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นความผิดพลาดของคณะผู้จัดทำโพล ที่มี รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ เป็นประธานดำเนินงาน ที่ไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ออกมาในโพลได้ เพราะมีจุดบกพร่องในกระบวนการจัดทำโพลตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น

3.แนวทางในการดำเนินงานของสวนดุสิตโพล (จะต้องทำอย่างเร่งด่วน) 1.การปรับโครงสร้างสวนดุสิตโพล โดยมีการจัดหน่วยงานและบุคลากร เพื่อไม่ให้เกิดจุดบกพร่องอีก โดยเฉพาะหน่วยงานโพลสาธารณะ 2.การกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงาน โพลสาธารณะ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 3.สร้างความเชื่อมั่น เรียกความเชื่อมั่นกลับมา โดยมีการสำรวจเชิงลึกในส่วนที่เกี่ยวกับประชาชน และสื่อมวลชน ในรูปแบบประเมินตนเอง (คนทำโพล) แล้วนำผลที่ได้มากำหนดแนวทางปฏิบัติที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากรายงานสรุปทั้ง 3 ประเด็นใหญ่นี้ เป็นมติของที่ประชุมที่ให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ (5 มีนาคม 2556) เป็นต้นไป และขอให้มีการติดตามและประเมินผลทุกเดือน คณะทำงานสวนดุสิตโพลขอกราบขอบพระคุณในความคิดเห็นของทุกฝ่าย โดยเฉพาะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้สวนดุสิตโพล ต้องรับฟัง ตระหนัก และให้ความสำคัญเพื่อให้สวนดุสิตโพล สามารถดำเนินการอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะสืบไป

กกต.เริ่มถก 2 คำร้อง “ชายหมู”

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังการประชุม กกต.ว่าที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจาก กกต.กทม.เพิ่งเสนอเรื่องมายังไม่ได้มีการบรรจุลงในวาระ แต่ กกต.ได้มีการพูดคุยกันว่าอาจจะมีการพิจารณาในการประชุมวันที่ 6 มี.ค. โดยองค์ประชุมจะมี กกต.เพียง 4 คน เนื่องจากนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ติดภารกิจไปศึกษาดูงานของหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 4-7 มี.ค.นี้ และจะมาทำงานในวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. ดังนั้นองค์ประชุม กกต.ทั้ง 4 คนก็จะต้องมีการหารือกันก่อนว่าจะพิจารณาประกาศรับรองผลหรือจะรอประธาน กกต.กลับมาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรอประธาน กกต. การประกาศรับรองผลจะทันหรือไม่ เพราะตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครกำหนดให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง นายภุชงค์ กล่าวว่า ต้องรอดูความชัดเจนของที่ประชุม กกต.ในวันพรุ่งนี้ (6 มี.ค.) ก่อน โดยในเรื่องของการประกาศรับรองผล ต้องยึดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 32 ที่ให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 7 วันหากไม่มีเรื่องร้องเรียน แต่ถ้ามีเรื่องร้องเรียนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ถ้าไม่แล้วเสร็จให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน ซึ่งในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ นั้นมีเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ 2 เรื่อง ดังนั้นจึงอยู่ที่การสืบสวนและดุลพินิจของ กกต. ที่หากเห็นว่าเรื่องที่มีการร้องเรียนนั้นไม่มีความรุนแรง และงานของกรุงเทพมหานครมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องรีบเข้าไปสะสางแก้ไข ก็อาจจะมีการประกาศรับรองผลไปก่อนครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้

“เรืองไกร” โผล่ร้อง กกต.สอบ

วันเดียวกันที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธาน กกต.ขอให้ตรวจสอบ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายอภิสิทธิ์ นายอภิรักษ์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ออกนโยบายหาเสียงว่าจะตั้งให้มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 31 คน ที่พร้อมจะทำงานร่วมกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หากได้กลับไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย ว่าเข้าข่ายเป็นการสัญญาว่าจะให้เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ตามความมาตรา 57 (1) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ เนื่องจากนโยบายหาเสียงที่จะตั้งที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว เป็นการตั้งประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษา และคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 49 (3) ที่มาตรา 57 กำหนดไว้ว่า ตำแหน่งดังกล่าวจะมีจำนวนรวมกันทั้งหมดเกิน 9 คนไม่ได้

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า อีกทั้งการออกนโยบายดังกล่าวยังขัดต่อประกาศ กกต. เรื่องวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2551 ข้อ 5 (6) ที่กำหนดว่า ต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนด เช่น ตำแหน่งรองนายก เลขานุการ เป็นต้น โดยให้เสนอได้ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ และต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่และให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยส่งเอกสารหลักฐานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบ ดังนั้น การออกนโยบายหาเสียงเสนอตั้งกลุ่มบุคคลดังกล่าวจำนวนกว่า 30 คน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 9 คน จึงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และไม่เป็นไปตามเงื่อนไขประกาศของ กกต. อาจถือว่ามีการออกนโยบายหาเสียงที่ฝ่าฝืนบทกฎหมายตามมาตรา 57 (1) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จึงขอให้ประธาน กกต.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

“สุขุมพันธุ์” ลุยงานแรกติด CCTV

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่น้อยใจที่คนกรุงเทพมหานคร อาจเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เลือกที่ตัวบุคคล พร้อมยืนยันว่าจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของทุกคน ทั้งผู้ที่ลงคะแนนให้และผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้ และสิ่งแรกที่จะทำหลังเข้ารับตำแหน่ง คือการติดตั้งกล้อง CCTV จำนวน 27,000 ตัว ซึ่งยืนยันว่าเป็นนโยบายที่สามารถเดินหน้าได้ทันที ส่วนการแก้ไขปัญหาจราจร ยอมรับว่าภายใน 4 ปีข้างหน้าคงยังไม่สามารถแก้ไขได้ อาจทำได้เพียงบรรเทาปัญหาเท่านั้น เนื่องจากปริมาณรถในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มมากขึ้น และมีการก่อสร้างการขนส่งระบบราง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ได้หารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เกี่ยวกับการพิจารณาบุคคลที่จะมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.และตำแหน่งอื่นบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยมีการเสนอรายชื่อผู้เหมาะสมมา 20 กว่ารายชื่อ ซึ่งต้องคัดเลือกให้เหลือ 18 รายชื่อ

“เราจะเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้หนักใจในการคัดเลือกคนที่จะมาดำรงตำแหน่งต่างๆ เพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักกันดีทั้งนั้น แต่ต้องยึดงานเป็นหลัก และเมื่อเปิดเผยรายชื่อแล้วคนที่ไม่ได้ตามที่ต้องการก็ต้องเข้าใจ ไม่คิดว่าคนที่ผิดหวังจะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะหากบริหารจัดการที่ถูกต้องและทำความเข้าใจกับผู้ที่คาดหวังว่าจะได้แล้วไม่ได้ด้วยเหตุผลใด โดยเฉพาะตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. 4 คน เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครเพราะต้องนำชื่อมาลงขันดูในภาพรวมก่อน และรองผู้ว่าฯ คนเดิมก็สามารถกลับมาเป็นรองผู้ว่าฯ ได้อีก เช่นเดียวกับผู้ทรงคุณวุฒิ 31 รายที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ ก็มีโอกาสเช่นกัน รวมถึงรายชื่อ 4 คน ที่สื่อมวลชนนำเสนอเป็นข่าวด้วย โดยคาดว่าจะเปิดเผยรายชื่อได้ในวันที่ 12 มี.ค. หาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 11 มี.ค. และไม่กังวลกับการที่ กกต.ระบุว่ามีเรื่องร้องเรียน 2 เรื่อง แต่ขอให้ว่ากันตามเนื้อผ้า” ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ปชป.ลั่นลุยนโยบายตามหาเสียง

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณคน กทม. ที่ให้โอกาส ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำตามนโยบายหาเสียง เร่งรัดเรื่องเร่งด่วนเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ส่วนคะแนนที่ทุบสถิตินั้นเราก็ยินดีแต่ไม่อยู่ในความประมาทเพราะต้องทุ่มเททำงานเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่มในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่พรรคยืนยันว่าจะทำงานเป็นผู้ว่าฯ กทม.ของประชาชนทุกกลุ่มทุกสี ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคเท่านั้น แต่จะรับฟังคนที่เห็นแตกต่างเพื่อประโยชน์คนกรุงเทพฯ โดยรวม

นายชวนนท์ กล่าวด้วยว่า ไม่สบายใจที่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พยายามโทษปัจจัยต่างๆ ที่มีการหยิบยกมาอ้างเหตุผลความพ่ายแพ้ของตนเอง พรรคเพื่อไทยควรขอบคุณประชาชนมากกว่าออกมาตีโพยตีพาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากคนกรุงเทพฯ ไม่น้อย และหากความกลัว ถ้ามีจริง ไม่ได้เกิดจากวาทกรรมของพรรคหรือประชาชนกลุ่มใด แต่เกิดจากพฤติกรรมของคนในพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เกิดความหวาดกลัวถ้าพรรคเพื่อไทยจะบริหาร กทม.จนแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้บริหาร กทม.อีกสมัยหนึ่ง เพราะวาทกรรมสร้างเรื่องหลอกใครไม่ได้ แต่คนกรุงเทพฯ เคยเห็นสภาพ กทม.โดนเผาหลายสิบจุดกลางเมืองหลวง จนฝังใจคนกรุงเทพฯ พรรคไม่ได้สร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมา หรือแม้แต่คำว่า ยึดเมืองหลวง ก็สะท้อนจากพฤติกรรมในอดีตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคำพูดของ นายขวัญชัย ไพรพนา ที่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ย้ายนายตำรวจกระทั่งคนกรุงเทพฯ ฉุกคิด แม้แต่ นายจตุพร ก็ให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จะได้เป็น ผบ.ตร.จากนั้นจะกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนตัวตนบุคลากรในพรรคเพื่อไทย ลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ปฏิเสธและรับไม่ได้ จึงอยากให้มองพฤติกรรมของตัวเองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะคนกรุงเทพฯ แสดงออกแล้วว่าไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นอีก 4 ปีข้างหน้าควรปรับปรุงตัวเองแก้ไขในสิ่งที่คนไม่เห็นด้วย แข่งขันด้านนโยบายจะเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากกว่า สำหรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.นั้นอยู่ในระหว่างการหารือกันของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยยืนยันว่าจะเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่ตรงกับสายงาน พร้อมทำงานให้คนกรุงเทพฯ โดยไม่ยืนยันรายชื่อที่ปรากฏในข่าวว่าจะได้เป็นรองผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่

เย้ยกลับรับโบนัสตำแหน่ง ผบ.ตร.

ส่วนที่มีข่าวว่า พล.ต.อ.พงศพัศจะกลับไปเป็นรอง ผบ.ตร. และมีข่าวว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.ในปีหน้านั้น นายชวนนท์เห็นว่า แม้จะเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้พรรคเพื่อไทย และ พล.ต.อ.พงศพัศรักษาน้ำใจคนที่เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ เพราะแพ้ไม่ถึง 2 วัน ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนามาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เปรียบเสมือนเป็นโบนัสได้ก็ดีไม่ได้ก็กลับไปทำงานและได้รับการสนับสนุนให้เป็นเบอร์ 1 ขององค์กรตำรวจ พล.ต.อ.พงศพัศควรพูดให้ชัดว่าที่หาเสียงตลอดกว่า 40 วัน เป็นเพียงแค่การสร้างภาพเพื่อรอรับบำเหน็จในตำแหน่ง ผบ.ตร.หรือไม่ จึงอยากให้พรรคเพื่อไทยใช้ความจริงใจแข่งขันทางการเมืองเพื่อดูแล กทม. สำหรับพรรคจะเดินหน้าทำต่อในสิ่งที่ประชาชนเห็นด้วย ส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงหัวหน้าพรรคและบุคลากรทุกคนยินดีน้อมรับคำตำหนิติติงเพื่อให้การทำงานดียิ่งขึ้น

“สุขุม” ชี้ “จูดี้” ไม่ควรกลับเป็น ตร.

นายสุขุม นวลสกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นกรณี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคเพื่อไทย อาจจะกลับไปรับราชการตำรวจ ว่า ตนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะการกลับไปทำงานสายบัญชาการ เพราะการมาลงสมัครผู้ว่าฯ สังกัดพรรคเท่ากับประกาศตัวแล้วว่าอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง หากกลับไปเป็นตำรวจซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งการทำหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรม จะเป็นที่หวาดระแวง

“แม้คุณพงศพัศจะมีสิทธิ์ขอกลับไปได้ แต่ผู้บังคับบัญชาก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธได้ ทางที่ดีท่านควรจะอยู่ในเส้นทางการเมืองไปเลย เพราะถือว่าตัดสินใจแล้วว่าเลือกเดินอีกหนทาง หากกลับไปอีกก็เท่ากับกันท่าคนอื่น เพราะคนอื่นก็หวังความก้าวหน้าเหมือนกัน” นายสุขุม กล่าวและว่า หาก พล.ต.อ.พงศพัศ จะกลับไปเป็นข้าราชการ ก็ควรจะโอนย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม

เตือนอย่าจับปลา 2 มือ

ด้านนายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเส้นทางอนาคตของ พล.ต.อ.พงศพัศ หลังจากที่ได้รับความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา ว่า การตัดสินใจทั้งหมดคงจะต้องขึ้นอยู่กับตัวของ พล.ต.อ.พงศพัศเองว่าจะตัดสินใจที่จะเลือกอนาคตและเส้นทางชีวิตอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีความชัดเจน เพราะหากจะเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตราชการตำรวจเหมือนเดิมนั้น ตนเห็นว่า พล.ต.อ.พงศพัศ จะต้องมีความชัดเจน และจะสลัดสีเสื้อของนักการเมืองออกไปให้ได้

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ จะต้องมีความชัดเจนไม่ควรจับปลาสองมือ คืออยากกลับข้าราชการประจำ แต่ไม่ยอมสลัดภาพนักการเมืองออกไปให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้มันจะส่งผลกระทบต่อการทำงานข้าราชการประจำได้ เพราะมันจะมีภาพเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าอิงการเมือง ซึ่งหาก พล.ต.อ.พงศพัศจะเลือกแบบนี้จริง ผมเชื่อว่าจะส่งกระทบต่อการทำงานในอาชีพข้าราชการตำรวจได้ โดยเฉพาะการดูแลประเด็นเรื่องมวลชนที่อาจจะยังมีความขัดแย้งทางการเมืองดังเช่นในปัจจุบัน” นายไชยันต์ กล่าว

“อดุลย์” เผย “พงศพัศ” ขอกลับที่เก่า

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จะกลับเข้ามารับราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร. หลังจากลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคเพื่อไทย ว่า ได้มีการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.พงศพัศ แล้วและได้รับคำยืนยันว่าจะยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ทันที หาก กกต.กทม.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนก็จะรับเรื่องไว้เพื่อนำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ว่าเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหาก ก.ตร.เห็นชอบก็จะนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ต่อไป โดยฝ่ายอำนวยการจะพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายและลำดับอาวุโส ส่วนจะสามารถนำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ภายในเดือนนี้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ กกต.จะประกาศผลเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ทาง ตร.ก็พร้อมจะดำเนินการรับ พล.ต.อ.พงศพัศกลับเข้ามาเป็นตำรวจทันที โดยทุกหน่วยพร้อมเสมอที่จะรับลูกพี่กลับมา ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ออกมาแสดงความเป็นห่วงเรื่องความเป็นกลางของ พล.ต.อ.พงศพัศที่จะกลับเข้ามารับราชการตำรวจอีกครั้งนั้น ตรงนี้ขอยืนยันไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจหรือข้าราชการอื่นๆ ที่ลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งระดับชาติหรือท้องถิ่น ก็สามารถเข้ามารับราชการตามเดิมได้ปกติ ไม่มีปัญหา ตามระเรียบก็ต้องมีการลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้ว ทั้งนี้เชื่อว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ในฐานะผู้มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ คงรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฉะนั้นตรงนี้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

“ณัฐวุฒิ” ชี้เพื่อไทยต้องปรับยุทธศาสตร์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ทำให้พรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า เคารพการตัดสินใจของประชาชน และไม่ได้เป็นเพราะการออกมาปล่อยข่าวว่ามีรายชื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ถูกวางตัวให้เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. แต่เป็นเพราะคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นในส่วนของพรรคเพื่อไทย จะต้องมาร่วมกันวิเคราะห์รอบด้าน ถึงผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นว่า จะต้องทำงานผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อสื่อสารให้คน กทม.เข้าใจ ให้เกิดความไว้วางใจได้อย่างไร ซึ่งหลังจากที่ได้ทราบผลการเลือกตั้ง ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด ขณะที่ นายณัฐวุฒิ เลี่ยงตอบกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ ถึงคลิปวีดีโอบนเวทีปราศรัยใหญ่ช่วย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคเพื่อไทย หาเสียงบนเวทีปราศรัยใหญ่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุ พล.ต.อ.พงศพัศ ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้น ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกัน แล้วแต่ใครจะวิจารณ์ ซึ่งผู้แพ้ก็ได้แต่ยิ้มรับ พร้อมยืนยันว่า การปราศรัยใหญ่บนเวทีนั้นเป็นข้อเท็จจริง ส่วนจะมีการประเมินผลสำรวจโพลของพรรคหรือไม่นั้น ทุกสำนักโพลขณะนี้ก็จะต้องทำการประเมินตัวเองอยู่แล้ว

“ปลอด” ซัด “จูดี้” ทำตัวเป็นพระเอกเกิน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงสาเหตุที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า เกิดจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เลือกใช้ความกลัวในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งมีทั้งการกล่าวโจมตีประเด็นการเผาบ้านเผาเมือง นอกจากนี้ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีกันต่างๆ นานา เรื่องดังกล่าวถือเป็นการหลอกประชาชนว่าผีมีจริง ทั้งที่ผีไม่มีจริง อย่างไรก็ตามสำหรับการทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม.กับรัฐบาลนั้น หากเห็นว่าเป็นเรื่องดี รัฐบาลก็พร้อมที่ทำงานด้วย

นายปลอดประสพ ได้กล่าววิเคราะห์สาเหตุที่แพ้เลือกตั้งอีกว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยมีความเป็นลูกผู้ชาย หรือแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอย่างมากเกินไป เพราะไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีอย่างไร ทางพรรคก็ไม่มีการตอบโต้ ทั้งนี้ตนคิดว่าต่อไปทางพรรค และ พล.ต.อ.พงศพัศ ไม่ควรเป็นสภาพบุรุษทำตัวเป็นพระเอกมากนัก และเมื่อถูกโจมตีก็ควรออกมาโต้บ้าง เพื่อสร้างความกระจ่างแก่ประชาชน เมื่อประชาชนพบว่าสิ่งที่ ปชป.พูดไม่เป็นความจริง ความนิยมในพรรคก็จะกลับมา อย่างไรก็ตาม ขอทำนายว่าอีก 4 ปีข้างหน้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.แทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอีก 2 ปีข้างหน้าจะเห็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลาออกจากผู้ว่าฯ แล้ว เพราะดูดีมีชาติตระกูลที่สุดแล้ว ลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรค ปชป.เพื่อสู้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่

 

วันที่ 5/03/2556 เวลา 22:02 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘ตาล กัญญา’เต็มสาวโชว์หวิวเยอะขึ้น [13/09/2557]
ดาราสาวหน้าหวาน “ตาล-กัญญา รัตนเพชร์” วัย 24 ปี นาทีนี้เธอเลิกเหนียม สลัดฉายา “เซ็กซี่เบบี๋” ทิ้งไปเรียบร้อย