วันศุกร์ที่ 25 กรกฏาคม พ.ศ. 2557

เที่ยว “เมืองสองแคว” งานสมโภช “พระพุทธชินราช”

 

“นครพระพิษณุโลกสองแคว” ชื่อนี้ปรากฏในภาพยนตร์หรือละครอิงประวัติศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง

เพราะเหตุที่ว่า เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ เก่าแก่ และมีความสำคัญมาตั้งแต่โบราณ

แล้วในที่สุด เราก็ได้โอกาสเยือนอย่างเป็นทางการเสียที เมื่อได้เห็นป้าย “งานสมโภชพระพุทธชินราช” ประจำปี และตัดสินใจเข้าเยี่ยมชม หลังจากที่ได้แต่ขับรถผ่านไปและกลับ โดยไม่ได้แวะอยู่เสมอๆ

“วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร” ตั้งอยู่ริม “แม่น้ำน่าน” ชาวพิษณุโลกนิยมเรียกว่า “วัดใหญ่” เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” หรือ “หลวงพ่อใหญ่”


เมือง “พิษณุโลก” ถูกเรียกว่า “สองแคว” เพราะเดิมตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่าง “แม่น้ำน่าน” กับ “แม่น้ำแควน้อย” แต่ปัจจุบัน “แม่น้ำแควน้อย” เปลี่ยนทางเดินออกห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กม.

วันนี้ เราเดินทางมาถึงวัดในช่วงเย็น แต่ก็ยังถือว่า ทันเวลา เพราะทางวัดขยายเวลาปิด “พระวิหารหลวง” จาก 6 โมงเย็นเป็น 3 ทุ่ม เปิดโอกาสให้ผู้สัญจรผ่านทาง ได้แวะเวียนมาสักการะกันมากขึ้น

พวกเราจอดรถฝั่งตรงข้ามวัด ในพื้นที่ที่รับฝากจอดรถ โดยเสียค่าจอด 60 บาท ขณะที่ถ้าจอดริมถนน จะเสียค่าจอด 30 บาท จากนั้น ก็เดินข้ามถนนผ่านเข้าประตู “วัดนางพญา” ซึ่งอยู่ติดกันและจัดงานเช่นกัน

เสียงประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญ ในรูปแบบต่างๆ ดังไม่ขาดระยะ ขณะที่พื้นที่บริเวณวัดทั้งสอง ก็กลายเป็นพื้นที่ขายของ แบบ “งานวัด” ที่คุ้นตา

เพื่อนรุ่นน้องซึ่งเคยแวะเวียนมาสักการะ “พระพุทธชินราช” อยู่บ่อยครั้ง ทำหน้าที่นำทางจาก “วัดนางพญา” เข้าสู่ “วัดพระศรีฯ” เพื่อสักการะ “พระพุทธชินราช” เป็นลำดับแรก ตามความตั้งใจของทุกคน

“พระพุทธชินราช” เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สูง 7 ศอก หล่อในสมัย “พระมหาธรรมราชาที่ 1” หรือ “พญาลิไท”

เพียงผ่านพ้นธรณีประตู “พระวิหารหลวง” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” แสงสว่างสีทองที่สะท้อนกับองค์พระ ก็กระทบสัมผัสให้เรานิ่งไปครู่ขณะ พร้อมกับความสงบที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดนั้น

ว่ากันว่า “พระพุทธชินราช” เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะ งดงามที่สุดในประเทศไทย

ภายในพระวิหารหลวง ทางด้านซ้ายมือ ตั้งไว้ด้วยพระบรมรูปของ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช-สมเด็จพระเอกาทศรถ-พระสุพรรณกัลยา” ซึ่งเคยปกครอง “เมืองพิษณุโลก” ให้รุ่งเรืองมาแต่ครั้งอดีต

ใกล้ๆ กัน ยังมี “นพรัตน์สังวาล” ของ “พระพุทธชินราช” ที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

อีกทั้งยังเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อทดแทน “พระมหาสังวาลนพรัตน์” สังวาลเดิมที่มีประวัติการสร้างมาตั้งแต่ในสมัย ร.1 แต่ได้สูญหายไป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากนั้น พวกเราก็เดินตามป้ายบอกทาง เพื่อไปสักการะ “พระพุทธชินสีห์” และ “พระศรีศาสดา” ซึ่งเป็นองค์จำลอง ตั้งอยู่ในบริเวณ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช”

ตามประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ว่า พระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ สร้างขึ้นพร้อมกันกับ “พระพุทธชินราช” โดย “พระพุทธชินสีห์” ประดิษฐานในวิหารเล็กทางทิศเหนือ ขณะที่ “พระศรีศาสดา” ประดิษฐานทางทิศใต้

ปัจจุบันองค์จริงของทั้ง “พระพุทธชินสีห์” และ “พระศรีศาสดา” ประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหารฯ

ระหว่างที่เดินไปตามทางเพื่อสักการะพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์นี้ เราสังเกตเห็น “โบราณวัตถุ” ล้ำค่าจำนวนมาก จัดแสดงอยู่บริเวณ “ระเบียงคด” และภายใน “วิหารเล็ก” ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์

นี่อาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง ของพุทธศาสนาในเมืองนี้ มาแต่ครั้งอดีตกระทั่งถึงห้วงเวลาปัจจุบัน ที่แม้รูปแบบการบำรุงสืบทอดจะเปลี่ยนไป แต่แรงศรัทธาก็ยังปรากฏให้เห็นไม่เสื่อมคลาย

เรายังได้รู้ด้วยว่า ในการสร้างพระคราวเดียวกันนั้น “พญาลิไท” ยังให้นำเศษทองที่เหลือจากการหล่อ พระพุทธชินราช, พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา มาหล่อเป็นพระพุทธรูปอีกหนึ่งองค์

พระพุทธรูปดังกล่าว คือ “พระเหลือ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอกเศษ

และเศษทองที่เหลือต่อจากนั้น ก็ยังได้หล่อพระสาวกยืนอีก 2 องค์อีกด้วย

ปัจจุบัน “วิหารพระเหลือ” ตั้งอยู่ด้านหน้า “วิหารพระพุทธชินราช” บริเวณ “ต้นมหาโพธิ์” หรือ “โพธิ์สามเส้า” ซึ่งในวันที่เราไปถึง ด้านหน้า “วิหารพระเหลือ” เป็นพื้นที่สำหรับให้บูชาพระประจำวันเกิด

แต่ที่ถือว่าเป็นความโชคดียิ่งกว่าก็คือ ในช่วงที่วัดจัด “งานสมโภชพระพุทธชินราช” ประจำปี จะมีการเปิดให้ขึ้นสู่ “พระปรางค์” เพื่อสักการะ “พระบรมสารีริกธาตุ” ซึ่งจะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น

เราแหงนหน้าขึ้นสู่ยอดปรางค์ เห็นได้ถึงความสูงชันและแคบของบันได ที่เล่นเอาเหงื่อตก แต่แรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ก็มุ่งมั่นไม่มีถอย และต่างก็เข้าคิวแถวยาว เพื่อขึ้นสู่ “พระปรางค์”

เช่นเดียวกับเรา ที่ปีนบันไดขึ้นไปเพื่อเก็บภาพความศรัทธา ขณะเดียวกันก็ชื่นชมทัศนียภาพมุมสูง

หลังการสักการะเสร็จสิ้น เราลงมาจาก “พระปรางค์” พร้อมกับขาที่ถึงกับสั่นเล็กน้อย จากนั้น ก็ได้เวลาเที่ยว “งานวัด” และ “ทำบุญ” อาทิ การบริจาคปัจจัยสนับสนุนวิทยาลัยสงฆ์พระพุทธชินราช และ ฯลฯ

บริเวณรายรอบวัด ณ เวลานั้น แปรสภาพจากพื้นที่เงียบสงบ เป็นลานบริการประชาชน ที่แวะเวียนมาจับจ่ายซื้อหาของกิน ของใช้ ที่มีให้เลือกหลากหลาย ราวกับเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่เลยทีเดียว

เพื่อนของเราแวะซื้อ “ยาสมุนไพร” ที่ตั้งแผงขายอยู่หลายร้าน แถมยังมีให้เลือกนานาสรรพคุณ ขณะที่เราก็เลือกซื้อหาของกินเล่น พร้อมกับเดินชมสารพัดสิ่งของไปเรื่อยๆ กระทั่งย้อนสู่ “วัดนางพญา” อีกครั้ง

เราถือโอกาสเข้าไปสักการะ “พระสมเด็จนางพญาเรือนแก้ว” ซึ่งเป็นพระประธานของวัด ขณะที่ด้านหน้าก็มีเสียงประกาศเชิญชวนญาติโยม ให้ร่วมทำบุญกับทางวัด ดังให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดสาย

เล่ากันว่า “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ “พระนางวิสุทธิกษัตริย์” พระราชชนนี ของ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ในประวัติศาสตร์ไทย

ขณะที่ในปัจจุบัน วัดนี้ก็มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในด้านพระเครื่อง นั่นคือ “พระนางพญา” หนึ่งในชุด “เบญจภาคี” ที่มีชื่อเสียงด้านเมตตามหานิยม โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง ที่เป็นนักปกครองและหัวหน้างาน

หลังกราบพระแล้ว เราก็ได้พบกับ “คนแจกตุ๊กตา” ที่คอยเดินแจกตุ๊กตาให้กับเด็กๆ ที่เดินผ่านไปมาในงาน โดยมีจุดเด่นคือแขวนตุ๊กตาไว้รอบตัว ทำให้ใครหลายๆ คน อดไม่ได้ที่จะยกกล้องเก็บภาพประทับใจ

พวกเราสนุกสนานกับการเดินเล่นงานวัด ในงานสมโภช “พระพุทธชินราช” ประจำปี แห่งเมือง “พิษณุโลกสองแคว” พร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน

“พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา”

แล้วเราก็พบว่า คำร่ำลือของเมืองเก่าแก่แห่งนี้ งดงามไม่ผิดไปจาก “คำขวัญ” ที่ว่านี้จริงๆ…

ออนอาร์ต

 

วันที่ 4/03/2556 เวลา 13:31 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘เจนี่’นิ่ง!สยบเตียงร้าว [20/07/2557]
มรสุมความรักถาโถมกระหน่ำรับฤดูหน้าฝนเทพอดิบพอดี “มาดามเจนี่ อัศวเหม” กับสามีนักการเมืองคนดัง “เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม”