วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

ฝนถล่มปราจีนฯ อพยพหนี น้ำไม่ลด-ท่วมซ้ำ

สุรินทร์-บุรีรัมย์น้ำเจิ่งนอง อุทุมพรฯจ๊ากไอ้เข้ไล่งับ

ถ.อยุธยา-บางปะอินถล่ม พิษหวู่ติ๊บอีสาน-เหนือจม

“หวู่ติ๊บ” ทำพิษ ปราจีนฯ ฝนตกหนักทำน้ำท่วมถนนทุกสาย บางจุดสูงถึง 30-40 ซม. น้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีทะลักท่วมเขตเศรษฐกิจ-ชุมชนตลาดเทศบาลเมือง ส่วนถนนหน้า รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรถูกท่วมสูง 20 ซม. ทางด้านสุรินทร์ยังอ่วมน้ำท่วมหลายหมู่บ้านถูกตัดขาด ชาวบ้านอุทุมพรพิสัยหนีกระเจิง เจอจระเข้ไล่งับ ส่วนที่บุรีรัมย์ “ลำน้ำมาศ” ล้นทะลักท่วมถนนสายลำปลายมาศ-ห้วยแถลง สูงกว่า 50 ซม. ชาวบุรีรัมย์นับ 1,000 ครัวเรือนเดือดร้อน ขณะที่พิษณุโลกอ่วม พนังกั้นน้ำวังทองแตกอีก น้ำทะลักท่วมรวดเร็วสูง 1 ม. ชาวบ้านทางลัดอพยพวุ่น ทางด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยาวิกฤติหนัก ฝนถล่มน้ำทะลักเข้าท่วมเมืองอ่างทองสูง 30-50 ซม. ด้านกรุงเก่าผวาถนนอยุธยา-บางปะอิน ทรุดตัวหายไป 1 ช่องทาง ลึก 1 เมตร ยาว 10 ม. หวั่นน้ำทะลักท่วมเกาะเกิด อ.บางปะอิน ด้าน 2 นิคมอุตฯ บางปะอิน-บ้านหว้าไฮเทคเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่รับมือฝนตกหนัก นายกฯ สั่งจับตาพร้อมรับมือพายุหวู่ติ๊บ ด้าน “นายกฯ ปู” ลงตรวจน้ำท่วมศรีสะเกษ สั่ง กบอ.เร่งระบายน้ำ อุตุฯเตือน “หวู่ติ๊บ” เข้าไทย 1 ต.ค. 13 จว.อีสาน-เหนือตอนล่างรับมือฝนตกหนัก

“หวู่ติ๊บ” ทำพิษ ปราจีนฯ ฝนเทซ้ำ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมาทำให้น้ำป่าทะลักสมทบแม่น้ำปราจีนบุรีล้นท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจ และชุมชนตลาดเทศบาลเมืองปราจีนบุรีขั้นวิกฤตรวม 3 อำเภอ คือ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ ประจันตคามระดับน้ำสูงกว่า 50 -60 ซม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับฝั่งตลาดล่างหน้าศาลพระหลักเมืองทั้งหมด ตลาดประสิทธิ หน้าที่ทำการเทศบาลเมืองปราจีนบุรี สถานีขนส่ง จ.ปราจีนบุรี สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี บ้านพักข้าราชการตำรวจ 126 หลัง ขนส่งจังหวัดปราจีนบุรี ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ก็ถูกน้ำสูงกว่า 50 ซม. ชาวบ้านและร้านค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะที่ถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลน้ำท่วมเกือบทุกสาย คือ ถนนราษฎรดำริ หน้าเทศบาลจนถึงทางเข้า บขส.ปราจีนบุรี ถนนเทศบาลดำริตลิดเลียบแนวริมแม่น้ำปราจีนบุรีทั้งหมด และถนนปราจีนอนุสรณ์ฝั่งหน้าศูนย์การศึกษาหน้าวิทยาลัยเทคนิค โรงเรียนปราจีนกัลยาณี โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุงถึงโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรน้ำท่วมสูงกว่า 60 ซม.แต่รถยังวิ่งได้ นอกจากนี้ถนนรอบนอกสายหลักถนนสายสุวรรณศร หรือ 33 (ประจันตคาม-ปราจีนบุรี) ตั้งแต่แยกห้วยขื่อถึงบ้านต้น ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม น้ำท่วมสูงกว่า 50 ซม.เป็นทางยาวเกือบ 3 กม.การสัญจรไปมาได้แต่เคลื่อนช้า ไม่แตกต่างกับถนนสายปราจีนตคาม (ประจันตคาม-ปราจีนบุรี) ตั้งแต่แยกห้วยขื่อถึงสะพานคลองบางไผ่ จุดระบายน้ำทุ่งโคกมะกอกน้ำท่วมขังเป็นทะเลกว้างกว่า1,000 ไร่ น้ำท่วมลึกกว่า 2.00-3.00 เมตร ได้ล้นหลากถนนยาวกว่า 2 กม.สูงเกือบ 60 ซม. สัญจรไปมาได้แต่เคลื่อนตัวได้ช้า

สุรินทร์ยังอ่วมน้ำท่วมหลายหมู่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ว่า ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายหมู่บ้านในพื้นที่ ต.เกาะแก้ว ต.กระออม อ.สำโรงทาบ ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัด ยังถูกน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะที่บริเวณถนนทางเข้าหมูบ้าน ระดับน้ำท่วมสูง 30-50 เชนติเมตร บางหมู่บ้านถนนเป็นดินเหนียว การสัญจรเข้าออกหมู่บ้านเป็นไปด้วยความลำบาก ต้องใช้รถออฟโรดเดินทางเข้าออกหมู่บ้าน ขณะที่ต้นข้าว ต้นอ้อย ถูกน้ำท่วมขังนาน และเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว ทั้งนี้ชมรมนักวิทยุและโทรทัศน์จังหวัดสุรินทร์ มีสมาชิกผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ และสถานีวิทยุกระจายเสียง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในจังหวัด ได้รวบรวมเครื่องอุปโภค บริโภค นำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์

ชาวบ้านผวาเจอจระเข้ไล่งับ

ขณะเดียวกัน ที่หอประชุมที่ว่าการ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นางขันทอง ไตรยา กำนัน ต.ก้านเหลือง อ.อุทุมพรพิสัย เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายแม๊ก บุตรดี ชาวบ้านหนองเหล็ก หมู่ 9 ต.ก้านเหลือง อ.อุทุมพรพิสัย ว่า วันที่ 27 ก.ย. ขณะที่ตนกับเพื่อนบ้านนำเอาตาข่ายไปดักจับปลาในทุ่งนาบ้านหนองเหล็ก หมู่ 9 ที่ถูกน้ำท่วม ปรากฏว่าโดนจระเข้ที่มากับน้ำท่วมไล่กัด ต้องพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เป็นจระเข้ตัวใหญ่มาก ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะลงไปหาปลาในน้ำที่กำลังท่วมไร่นาอยู่ วันเดียวกันนายโฮม เรืองศรี ชาวบ้านธาตุน้อย หมู่ 10 ต.ก้านเหลือง แจ้งว่าได้พบจระเข้ที่บริเวณคอกไก่ จึงได้ประกาศทางหอกระจายข่าวของหมู่บ้าน เตือนชาวบ้านให้ระมัดระวังจระเข้ ขอฝากเตือนให้ประชาชนชาวศรีสะเกษ โดยเฉพาะชาว อ.อุทุมพรพิสัย ได้ระมัดระวังอันตรายจากจระเข้ด้วย หากไม่จำเป็นไม่ควรลงไปในน้ำที่กำลังท่วมไร่นาอยู่”

“ลำน้ำมาศ” ทะลักท่วมถนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.บุรีรัมย์ ยังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดน้ำจากลำปะเทีย และเขื่อนลำนางรอง ได้ไหลลงมารวมกันลงลำน้ำมาศ ทำให้ระดับน้ำมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมถนนทางหลวงหมายเลข 226 สายลำปลายมาศ – ห้วยแถลง บริเวณสะพานข้ามลำน้ำมาศ ช่วงบ้านหนองคู ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รอยต่อกับ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และน้ำได้ท่วมผิวถนนสูงกว่า 50 ซม.เป็นระยะทางยาวกว่า 1 กม. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัครรักษาดินแดนและหน่วยกู้ภัย ต้องคอยอำนวยความสะดวกในการระบายรถที่สัญจรผ่านไป-มาบริเวณเส้นทางดังกล่าว เพราะรถยนต์สามารถวิ่งได้เพียง 1 ช่องทางจราจร จาก 4 ช่องจราจร เนื่องจากไหล่ทางมีน้ำท่วมสูงและไหลเชี่ยว เกรงว่าผู้สัญจรจะได้รับอันตรายจากกระแสน้ำ ทำให้การจราจรล่าช้ารถติดขัดเป็นอัมพาต ยาวกว่า 1 กม. ตลอดทั้งวัน และระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ นอกจากนั้น น้ำยังได้เอ่อท่วมในพื้นที่ 6 ตำบล 50 หมู่บ้าน ที่ติดกับลำน้ำมาศ ได้แก่ ต.หนองคู, ต.บ้านยาง, ต.หนองโดน, ต.โคกกลาง, ต.หินโคน และ ต.ลำปลายมาศ ท่วมพืชส่วน ไร่นากว่า 10,000 ไร่ ท่วมวัด 2 แห่ง โรงเรียน 1 แห่ง ถนน 5 สาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนร่วม 1,000 ครัวเรือน แต่ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม

ทางด้าน นายสุรพล ลีลาเลศแล้ว นายอำเภอลำปลายมาศ ได้นำเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบออกให้บริการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้สัญจรผ่านไป-มาบนเส้นทางดังกล่าวที่ถูกน้ำท่วม พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศให้ประชาชนผู้ที่จะสัญจรเส้นทางหลวงหมายเลข 226 สายลำปลายมาศ- ห้วยแถลง ให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 24 สายโชคชัย-เดชอุดม แทน เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางดังกล่าวแล้ว

ชาวนาพิมายจำใจเร่งเกี่ยวข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ต่างพากันลงไปเกี่ยวข้าวในนาซึ่งถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.5 เมตร จนมองเห็นแต่ยอดต้นข้าว ภายหลังจากน้ำจากหลายพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมา ไหลมารวมกันที่ลำน้ำมูลในเขตอำเภอพิมาย ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำมูลเอ่อล้นมาท่วมนาข้าวของชาวบ้านหลายพื้นที่ในเขต อ.พิมาย หลายพันไร่ ซึ่งข้าวส่วนใหญ่อยู่ระหว่างออกรวงใกล้จะได้เก็บเกี่ยว ซึ่งมีระดับน้ำลึกกว่า 1.5 เมตร โดยใช้เรือไฟเบอร์กลาสไปบรรทุกข้าวที่เกี่ยวขึ้นมาบนบก เพื่อใส่รถบรรทุกนำไปตากแห้งป้องกันไม่ให้ข้าวเน่าเสีย

ขณะเดียวกัน นางปิยะฉัตร อินสว่าง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว 20 อำเภอ 112 ตำบล 889 หมู่บ้าน โดยมีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 100,249 ไร่ ซึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลส่งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

น้ำป่าสักทะลักท่วมเมืองเพชรบูรณ์

ที่ จ.เพชรบูรณ์ แม่น้ำป่าสักในเขต อ.เมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับน้ำป่าที่ไหลหลากมาจากเทือกเขาท่าพลได้ไหลเข้าหนุน ส่งผลให้แม่น้ำป่าสักที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เกิดการเอ่อทะลักออกจากตลิ่ง และเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำใน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชน 8 และชุมชน 9 ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา ต่อมาทางเทศบาลได้ระดมเจ้าหน้าที่นำกระสอบบรรจุทรายมาวางเป็นแนวสกัดกั้นกระแสน้ำบนถนนเพชรรัตน์เป็นระยะทางราว 200 เมตร เพื่อป้องกันกระแสน้ำไม่ให้ไหลผ่านข้ามไปยังพื้นที่ชุมชนชั้นใน ในขณะที่ราษฎรซึ่งมีที่พักอยู่ติดตลิ่งแม่น้ำป่าสัก และถูกน้ำท่วมต่างแสดงความไม่พอใจ ทางนายสุรชัย พวงมณี ชาวชุมชน 8 กล่าวว่า หากระดับน้ำสูงกว่านี้คงต้องรื้อแนวกระสอบทรายออก เพื่อระบายน้ำไปยังจุดอื่น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ระดับน้ำที่ท่วมลดระดับลงบ้าง แต่ระดับน้ำที่เข้าท่วมบ้านพักในขณะนี้ยังพอรับได้อยู่

อพยพวุ่น พนังกั้นน้ำวังทองแตกอีก

ที่ จ.พิษณุโลก น้ำในแม่น้ำวังทองยังคงล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หลายหมู่บ้านในหลายตำบล ตั้งแต่ ต.ไชยนาม ต.ดินทอง ต.วังทอง และมาหนักสุดที่ ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ท่วมขังพื้นที่นาข้าวและพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนจนเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะที่ทำนบกั้นน้ำแยกวังประดู่ หมู่ 14 บ้านวังฉำฉา ต.วังพิกุล อ.วังทอง หลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำวังทองทลายทำนบพัง ชาวบ้านได้รวมพลังก่อกระสอบทรายกั้น แต่ก็ยังไม่เป็นผล เพราะน้ำยังคงเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่หมู่ 14 หมู่ 2 หมู่ 8 วังพิกุล และยังเป็นจุดที่น้ำท่วมสูงจุดหนึ่ง นอกจากนี้ ที่วัดวังสำโรง หมู่ 8 ต.วังพิกุล อ.วังทอง ยังคงถูกน้ำท่วมขังบริเวณวัด พระสงฆ์ได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก ต้องอาศัยเรือออกมารับบิณฑบาตจากญาติโยม แม้ว่าน้ำที่ท่วมบริเวณวัดจะลดระดับลงไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ท่วมของสูงอยู่

ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความแรงของแม่น้ำวังทอง ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนของประชาชนในเขตพื้นที่ ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก อีกจุดหนึ่ง โดยที่บ้านทางลัด หมู่ 5 ต.วังพิกุล พนังกั้นริมฝั่งแม่น้ำวังทองฝั่งซ้ายพังเป็นทางยาว ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำวังทองที่มีระดับสูงมาก ได้ไหลเข้าสู่พื้นที่บ้านทางลัดเป็นอย่างรวดเร็ว สร้างความโกลาหลให้กับประชาชนบ้านทางลัดอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำวังทอง ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไหลเข้าท่วมบ้านประชาชนในระดับสูงเกือบ 1 เมตร ชาวบ้านต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของภายในบ้านพักขึ้นมาไว้ริมถนนและชั้นสองของบ้านพักเป็นการเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มหมูของนายวิรัตน์ มั่นสายทอง อายุ 40 ปี เลขที่ 99 หมู่ 5 บ้านทางลัด ต.วังพิกุล ที่อยู่ติดกับแม่น้ำวังทอง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และลูกหมูจำนวนกว่า 100 ตัว ที่ต่างปีนป่ายขึ้นบนหลังคา ร้องส่งเสียงดัง ชาวบ้านได้ระดมแรงช่วยกันขนย้ายหมูขึ้นสู่ที่สูง ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก

“หวู่ติ๊บ” ทำฝนถล่มอ่างทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา จนกระทั่งเช้าวันที่ 30 ก.ย.ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักหนักในพื้นที่ จ.อ่างทอง เนื่องจากอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “หวู่ติ๊บ” ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังกลางเมืองอ่างทองหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณถนนบริเวณสี่แยกไฟแดงอ่างทอง ถนนอ่างทอง-โพธิ์พระยา-ท่าเรือ และถนนในเขตเทศบาลหลายเส้นมีน้ำท่วมขังสูง 30-50 ซม. ทำให้ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอ่างทองต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่เร่งสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุดยังคงเลยจุดวิกฤติ โดยล่าสุด เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอยู่ที่ 2,195 ลบ.เมตร/วินาที ทำให้ระดับน้ำที่ไหลผ่านสถานีโทรมาตร C7A หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทองอยู่ที่ 2,208 ลบ.เมตร/วินาที ระดับน้ำสูง 8.19 เมตร/รทก. ระดับตลิ่ง 9.32 เมตร ส่งผลให้พื้นที่ราบลุ่มในเขต ต.บ้านอิฐ ต.บ้านแห ต.จำปาหล่อ อ.เมืองอ่างทอง และ ต.โผงเผง ต.นรสิงห์ ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 500 หลังคาเรือนแล้ว

ถ.อยุธยา-บางปะอินทรุดยาว 10 ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถนนสายอยุธยา-บางปะอิน ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดทรุดตัวพังทลายเป็นแนวยาว จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่าช่วงบริเวณโค้งหน้าวัดพระยาญาติ ถนนทรุดตัวหายไป 1 เลน ลึกประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร อีกทั้งยังมีการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยมีสาเหตุน่าจะมาจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดคืนที่ผ่านมา สำหรับถนนดังกล่าวเป็นถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา และหลังจากปี 2554 ได้มีการยกระดับพื้นผิวถนนให้สูงขึ้นพร้อมกับทำพนังกั้นน้ำไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลข้ามถนนเข้าไปยังทุ่งนา ใน ต.เกาะเกิด และขณะนี้พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำพระยา มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระดับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ อ.บางปะอิน ต้องรับน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบ จนทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และล้นตลิ่งเข้าท่วมแล้วบางส่วนในพื้นที่ ต.เกาะเกิด ต.วัดยม ต.บางประแดง และทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าถนนจะทรุดตัวเพิ่มมากขึ้น จนทำให้น้ำไหลเข้าท่วมทุ่งเกาะเกิด

2 นิคมอุตฯ บางปะอิน-บ้านหว้าผวา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืนใน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้มีน้ำฝนท่วมขังบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี (ทุ่งหันตรา) สูงประมาณ 10 ซม. และน้ำฝนที่ตกลงมายังทำให้น้ำในบ่อภายในสวนสาธารณะอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี เอ่อล้นท่วมถนนบางส่วน เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งทำการสูบน้ำออกไป รวมทั้งฝนที่ตกหนักในพื้นที่ อ.บางปะอิน โดยสถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน ตรง อบต.บ้านหว้า วัดได้ถึง 147 มิลลิเมตร ถือว่ามากที่สุดในภาคกลาง ทำให้พื้นที่ปิดล้อมป้องกันน้ำท่วม เช่น นิคมอุตสาหกรรมต้องเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนด้วย ขณะที่ระดับน้ำภายในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ปริมาณยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้มีระดับเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 5-10 ซม. ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่ติดสองฝั่งแม่น้ำปริมาณน้ำได้ท่วมบริเวณชั้นล่างของบ้านเรือนประชาชนแล้ว

นายวีระชัย นาคมาศ นายอำเภอบางปะอิน ได้กล่าวว่า สำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มีการเดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลังทุกเครื่อง เพื่อสูบน้ำฝนจากบ่อพักน้ำ และลำรางระบายน้ำภายในนิคม ออกสู่คลองจิกและลงแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป ส่วนนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้าไฮเทค พบว่ามีปริมาณน้ำฝนตามท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำจำนวนมาก จนต้องเร่งสูบน้ำออก แต่ด้วยเครื่องสูบน้ำมีกำลังแรงสูง ทำให้น้ำที่สูบออกไปกระทบต่อชุมชนหลังนิคม จนต้องลดการเดินเครื่องสูบน้ำเหลือ 3 เครื่องจาก 5 เครื่อง โดยรวมแล้วทั้ง 2 นิคม จะสูบน้ำฝนออกจากพื้นที่ได้ทั้งหมดในอีก 2 ชั่วโมง

นายกฯ สั่งพร้อมรับมือพายุหวู่ติ๊บ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ กองบินที่ 6 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวก่อนเดินทางลงพื้นที่ถึงการเตรียมพร้อมรับมือพายุ “หวู่ติ๊บ” ว่า ยังรอดูและติดตามสถานการณ์อยู่ อย่างไรก็ตาม เราเองอยากให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมไว้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง ให้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ซึ่งจากการลงตรวจพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็เห็นว่าทุกส่วนราชการได้บูรณาการร่วมกัน และพร้อมที่จะปฏิบัติการในการดูแลประชาชน อีกทั้งให้รัฐมนตรีทุกกระทรวง กระจายลงไปในพื้นที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า ภาพรวมของการระบายน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ภาพรวมของการระบายน้ำถือว่าดีขึ้น และในแต่ละส่วนก็เร่งระบายอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ในบางพื้นที่ที่เป็นปัญหาเฉพาะกิจได้ให้กรมชลประทานเป็นเจ้าภาพ ในการดูเรื่องการระบายน้ำ โดยให้นำเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำมาช่วย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะกิจ ให้เร่งระบายน้ำโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ต้องมองเรื่องประสิทธิภาพในการรับน้ำด้วย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบ

ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า พายุ “หวู่ติ๊บ” จะส่งผลกระทบต่อภาคอีสานตอนเหนือ คือ จ.นครพนม หนองคาย มุกดาหาร อุดรธานี จะได้รับผลกระทบ แต่ไม่มาก และทำให้มีการกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ

ปลอบขวัญศรีสะเกษจมบาดาล

ต่อมาเวลา 13.10 น. นายกฯ พร้อมคณะเดินทางถึงหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ พร้อมพบปะให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย และได้มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 2,000 คน โดยมีนายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ บรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วม ว่า ได้รับผลกระทบ 160 ตำบล 1,552 หมู่บ้าน และมีประชาชนเสียชีวิต 9 ราย ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 6 ราย

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เราต้องการระบายน้ำโดยเร็วที่สุด โดยมอบให้กรมชลประทานร่วมกับ กบอ.ประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อหาแนวทางการระบายน้ำ ส่วนการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลจะเร่งสำรวจพื้นที่ความเสียหายต่างๆ เพื่อดูแลประชาชน นอกจากนี้ในถนนหรือเส้นทางต่างๆ ที่เสียหาย จะมอบให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดูแล และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะนำกำลังทหารเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ด้วย สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวเห็นด้วยกับที่ผู้ว่าราชการศรีสะเกษได้เสนอมาแล้ว โดยจะมีการสำรวจความเห็นของประชาชนด้วยว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ว่าฯ อย่างไร ก็ขอบคุณพี่น้องด้วยที่แม้น้ำจะท่วมแต่ก็ยังเดินทางมาให้กำลังใจ

เตือน 13 จว.อีสาน-เหนือฝนตกหนัก

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 17.00 น. นายวรพัฒน์ ทิวถนอม อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 30 กันยายน 2556 เรื่อง พายุ “หวู่ติ๊บ” ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (30 ก.ย.56) พายุไต้ฝุ่น “หวู่ติ๊บ” (WUTIP) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 250 กิโลเมตรทางตะวันออกของจังหวัดนครพนม กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขึ้นฝั่งเหนือเมืองเว้ ประเทศเวียดนามแล้ว จากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน และพายุดีเปรสชั่นตามลำดับ โดยจะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดนครพนมในวันพรุ่งนี้ (1 ต.ค.56) และคาดว่าจะอ่อนกำลังลงอีกเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณรอยต่อของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ด้านตะวันออกและตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคเหนือด้านตะวันออกมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก บางแห่งกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณจังหวัดนครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ระวังอันตรายจากภัยธรรมชาติดังกล่าวไว้ด้วย โดยจะเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้นทางด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังการเดินเรือในระยะ 1-2 วันนี้ ไว้ด้วย

วันที่ 1/10/2556 เวลา 6:12 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



‘ตาล กัญญา’เต็มสาวโชว์หวิวเยอะขึ้น [13/09/2557]
ดาราสาวหน้าหวาน “ตาล-กัญญา รัตนเพชร์” วัย 24 ปี นาทีนี้เธอเลิกเหนียม สลัดฉายา “เซ็กซี่เบบี๋” ทิ้งไปเรียบร้อย