วันจันทร์ที่ 28 กรกฏาคม พ.ศ. 2557

สาปสาง ตอนที่ 1

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557

บทประพันธ์ โดย วาทินีย์ โอฬาร์กร

บทโทรทัศน์ โดย วาทินีย์ โอฬาร์กร

กำกับการแสดง โดย กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์

อำนวยการสร้าง โดย ช่อง 8 ในเครืออาร์เอส

ผลิต โดย บริษัท บี -แฮปปี้ ทูเก็ทเธอร์ จำกัด

 

“ดาราลัย” โรงละครเก่าแก่ของครูอาภากำลังประสบปัญหาตามกระแสของสังคมยุคใหม่ ทำให้เกิดการเสพละครในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างไปจากการแสดงของอาภา แม้เธอจะพยายามฝืนสู้แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระแสสังคมได้ และในอีกไม่ช้าดาราลัยคงต้องปิดตัวลง นอกจากนั้นแล้วปัญหาใหญ่อีกอย่างของดาราลัยก็คือ การถูกรุกรานด้วยเหล่าคนที่ต้องการที่ดินผืนนี้ ดาราลัยไม่ได้เผชิญแต่ปัญหาภายนอก ช่อเอื้อง ไท และแพรว คือสามตัวละครเอกของคณะละคร แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นกลุ่มเพื่อนที่รักกัน แต่ลึกๆ แล้วซ่อนไว้ด้วยความชิงชังและริษยา เพราะความรักที่ไม่สมหวัง แพรวชิงชังและอิจฉาช่อเอื้อง ทั้งเรื่องละครและเรื่องส่วนตัว เพราะแพรวหลงรักกรณ์ ลูกชายของครูอาภา ในขณะที่กรณ์ก็รักและชอบพอกับช่อเอื้อง ส่วนไทที่แอบหลงรักช่อเอื้องอย่างเงียบๆ เฝ้าเจ็บแค้นใจที่เขาไม่มีอะไรสู้กรณ์ได้เลย ทั้งฐานะและหน้าตา ความแค้นต่างๆ บ่มอยู่ในใจไทมาตลอด และสักวันเขาจะต้องเอาชนะกรณ์และเป็นเจ้าของช่อเอื้องให้จงได้ ความรักของกรณ์และช่อเอื้องเริ่มต้นตั้งแต่แรกเจอ ช่อเอื้องรักกรณ์ แต่เพราะความถ่อมตนของช่อเอื้อง ทำให้เธอไม่กล้าอาจเอื้อมรักลูกชายคนเดียวของครูอาภา ในขณะที่กรณ์เปิดเผยความรักที่เขามีต่อช่อเอื้องอย่างชัดเจน เขามีความตั้งใจที่จะทำให้ช่อเอื้องยอมเปิดใจรักเขาให้ได้ เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาริษยาของแพรวและไท ขณะที่คณะละครกำลังจะเปิดแสดงอีกครั้ง ช่อเอื้องถูกครูอาภาคัดเลือกให้ได้รับบทนางเอก ผลการคัดเลือกสร้างความไม่พอใจให้กับแพรวเป็นอย่างมาก

กลางดึกคืนหนึ่ง ที่บ้านครูอาภา ครูอาภากำลังวางพวงมาลัยไหว้ครูละครที่หิ้งบูชาซึ่งมีหัวครอบครูละครหลายหัวตั้งอยู่ ทันใดนั้นไฟก็ลุกท่วมหิ้งบูชา ครูอาภาตกใจที่อยู่ๆ ไฟก็ไหม้ควันโขมง ครูอาภาวิ่งออกจากห้อง เห็นไฟไหม้ไปทั่วบ้าน ช่อเอื้องวิ่งออกมาเห็นครูอาภายืนตกใจอยู่

กลางดึก ที่ห้องนอนช่อเอื้อง ช่อเอื้องตกใจตื่นจากฝัน “ครู!”

ที่ห้องนอนครูอาภา ภายในบ้านครูอาภา ครูอาภาสะดุ้งตื่นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อตั้งสติได้ว่าเป็นเพียงความฝันก็โล่งใจ “ฝันหรอกเหรอ…..ทำไมถึงฝันร้ายแบบนี้…มันต้องเป็นลางไม่ดีแน่ๆ”

ครูอาภาเริ่มเป็นกังวล

วันใหม่ ที่โรงละคร ทุกคนกำลังดำเนินการซ้อมละครอยู่ โดยมีครูอาภากับกรณ์นั่งดูอยู่ด้านหน้า

กรณ์จับจ้องดูช่อเอื้องอย่างตั้งอกตั้งใจ ไทกับช่อเอื้องอยู่กลางเวที นั่งลงคุกเข่า ยกมือพนม “แม่ฟ้า แม่พสุธา โปรดเป็นสักขีพยาน หากวันใดลูกคิดทรยศหมดรักในตัวแม่นาง ขอให้ฟ้า ขอให้ดิน จงเอาชีวิตของลูกไปเสีย” ช่อเอื้องหันมาคว้ามือไทไว้ “อย่าสาบานเช่นนั้นเลยพี่จ๋า ข้าไม่อยากเห็นพี่ต้องมีภัย” “พี่ต้องมีภัยก็สมควรแล้ว แก้วตาอย่าได้คิดห้ามเลย” “พี่จ๋า” ช่อเอื้องร้องไห้ ไทดึงร่างช่อเอื้องมากอด แล้วฉากละครถัดๆ มาก็เริ่มแสดง “เจ้าสิ้นรักข้าแล้วไซร้ ใยจึงผิดคำสาบาน” ช่อเอื้องท่องตามบท “สาบานใดที่เจ้าเอ่ย ข้ามิเคยรู้” ไทกล่าวตอบ “ความลุ่มหลงบดบังตาเจ้า ใจเจ้า เจ้าถึงได้ลืมสิ้นแม้แต่คำสาบาน” แพรวเอ่ยขึ้น “เจ้าอย่ามัวอ้างสาบานอยู่เลย ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่อาจทนนิ่งเฉยฟังวาจากล่าวอ้างของเจ้าได้อีกต่อไป” “เจ้าจะทำอะไรข้า” แพรวดึงกริชออกมาจากเหน็บเอว “ข้าจะเอาเลือดเจ้ามาล้างสาบานให้สิ้นซาก”

ฉากใหม่ ช่อเอื้องอยู่คนเดียวกลางเวที มือกุมท้องที่ถูกแทงด้วยกริช “หากกูไม่สมในรัก ด้วยเลือดทุกหยด ด้วยกายทั้งกาย ด้วยใจทั้งใจ กูจะขอสาปขอแช่ง อย่าให้พวกมึงได้สมรัก อย่าให้มึงได้สมสู่ อย่าให้มึงได้ครองคู่ ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์!” ขาดคำ ช่อเอื้องก็ฟุบลงไปกับพื้นเวที กรณ์ลุกขึ้นปรบมือให้ช่อเอื้องอย่างออกนอกหน้า จนครูอาภาต้องเหลือบตามองแล้วอมยิ้มอย่างรู้ทันก่อนปรบมือตาม “รู้สึกว่าจะถูกใจเสียเหลือเกินนะตากรณ์” กรณ์ว่า “ก็….เขาแสดงเก่งนี่ครับ” “แน่ใจเหรอว่าแค่เรื่องการแสดง ปรบมือซะขนาดนี้ แม่กลัวว่าจะมีเรื่องอื่นด้วยน่ะสิ” กรณ์ยิ้มเขิน ไม่กล้าสบตาแม่ หันไปมองช่อเอื้องบนเวที ช่อเอื้องมองมาสบตากันพอดี เอียงอาย หลบตาไปแต่ก็แอบอมยิ้ม แพรวเหลือบตามองช่อเอื้องสลับกับมองกรณ์อย่างรู้ทัน รีบกระซิบบอกไท “จะทำอะไรก็รีบทำซะ ไม่อย่างนั้นนายหมดหวังแน่!” แพรวเดินไป ไทมองตามแพรวไปด้วยสีหน้างงๆ

ขณะที่ช่อเอื้องก็รู้สึกไม่สบายใจเรื่องความฝันที่เธอฝันถึง กรณ์จึงพาช่อเอื้องไปทำบุญที่วัด ช่อเอื้องพบชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาทักว่าเธอกำลังจะตาย ช่อเอื้องตกใจมาก แต่พอดีกับที่หลวงพ่อเข้ามาเตือนสติ ทั้งๆ ที่หลวงพ่อก็เหมือนจะเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างของช่อเอื้อง “อย่าไปเอาอะไรกับคำพูดของคนอื่นเลย จงมีสติและทำใจให้สงบเป็นปัจจุบัน จะได้ไม่เครียด ไม่คิดมาก” กรณ์กับช่อเอื้องกล่าวขอบคุณ แล้วทั้งสองก็ไหว้ลาหลวงพ่อ

วันใหม่ ครูอาภานำพระพิฆเนศมาให้กรณ์ โดยบอกว่าเธอรักและบูชาพระพิฆเนศมาก อยากให้กรณ์เก็บรักษาไว้ให้ดี กรณ์จะปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็รับไว้เพราะคำพูดของแม่ “สร้อยพระพิฆเนศเส้นนี้ ครูของแม่ให้มาตั้งแต่แม่ฝากตัวเป็นศิษย์ละครของท่าน แม่ใส่ติดตัวมาตั้งแต่สาวๆ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่แม่จะส่งต่อให้คนที่จะสืบทอดงานของแม่ แม่ทำงานด้านศิลปะ นอกจากบูชาครู แม่ก็บูชาท่าน ตอนนี้กรณ์อาจจะบอกว่าตัวเองทำไม่ได้ แต่แม่เชื่อว่าเชื้อจะไม่ทิ้งแถว” กรณ์มองสร้อยพระพิฆเนศ เขายิ้ม ยังไม่รู้อนาคตว่าจะสืบทอดได้หรือไม่ “ไม่รู้สิฮะ แต่ที่ผมรู้ตอนนี้คือ สิ่งใดที่แม่ให้มา ผมจะรักษาให้ดีที่สุดครับแม่” ครูอาภายิ้ม ดึงกรณ์เข้ามากอด กรณ์กอดแม่ มองสร้อยพระพิฆเนศที่อยู่ในมือ กรณ์ตัดสินใจบอกครูอาภาเรื่องช่อเอื้อง “คือ….ผมมีเรื่องอยากจะเรียนให้คุณแม่ทราบน่ะครับ” “มีอะไร ทำไมพูดซะเป็นงานเป็นการ” “ก็มันเป็นเรื่องสำคัญนี่ครับ” ครูอาภาว่า“มีเรื่องอะไรก็ว่ามาสิ” กรณ์สูดลมหายใจเข้าก่อนจะพูด “เอ่อ..เรื่องผมกับช่อน่ะครับ” ครูอาภายิ้ม“อ๋อ คิดว่าเรื่องอะไร” กรณ์อึ้ง“นี่คุณแม่ทราบเหรอครับว่าผมกับช่อ……” ครูอาภาแทรกขึ้น “โรงละครนี่เป็นของแม่ ไม่มีอะไรที่นี่ที่จะลอดสายตาแม่ไปได้หรอก แล้วอีกอย่าง เราก็ออกนอกหน้าซะขนาดนั้น คงไม่ใช่มีแต่แม่หรอกที่รู้ คนอื่นๆ ก็คงดูออกกันหมดน่ะแหละ ว่าแต่มีเรื่องอะไร จะเลิกกันรึไง” กรณ์ส่ายหน้า“เปล่าครับ ไม่เลิกครับ….คือว่า อีกไม่นานผมก็ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกแล้ว คงไม่ได้เจอช่ออีกหลายปีผมเลยอยากขออนุญาตคุณแม่ ขอหมั้นช่อไว้ก่อนน่ะครับ ที่ต้องขอกับคุณแม่ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่ของช่อเสียไปแล้วน่ะครับ ช่อเองก็ตัวคนเดียวไม่มีใคร” ครูอาภาบอก“ก็เอาสิ ช่อเองก็เป็นเด็กดี นี่ถ้าไม่ใช่ช่อเอื้อง แม่ไม่ยอมง่ายๆ แบบนี้หรอกนะ” กรณ์ยกมือไหว้“ขอบพระคุณครับคุณแม่” ครูอาภาถาม “แล้วจะหมั้นสาวน่ะ มีแหวนแล้วรึยัง” กรณ์ยิ้ม ไม่ตอบ ครูอาภาเดินออกไป กรณ์มองตามงงๆ สักพักครูอาภาก็ออกมาพร้อมกล่องใส่แหวน ครูอาภาเปิดกล่องออกมา แหวนเพชรเก่างดงามประกายแสง “แหวนวงนี้เป็นแหวนมรดกของย่าที่ให้พ่อสวมให้แม่ในงานหมั้น แม่เก็บไว้ให้กรณ์ น่าจะพอดีกับช่อนะ” กรณ์ก้มมองแหวน “สวยจังเลยครับ ขอบคุณครับแม่” “แล้วเรื่องพิธีการล่ะ จะเอายังไง” กรณ์บอก “รอให้ละครคุณแม่จบลงก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่านะครับ ช่วงนี้กำลังยุ่งๆ ผมไม่อยากรบกวนทั้งคุณแม่ทั้งช่อ” ครูอาภาพยักหน้า “ก็ดี ละครจบแล้วค่อยว่ากัน”

ที่มุมหนึ่ง แพรวมาแอบยืนฟังอยู่ สีหน้าโกรธแค้นจนน้ำตาไหล วิ่งหนีออกไป แพรวเล่าเรื่องราวให้ไทฟัง ไทที่กลัวจะเสียช่อเอื้องไปก็คิดหาทางขัดขวาง เขากับแพรวจึงร่วมมือกันขัดขวางไม่ให้ช่อเอื้องกับกรณ์ได้แต่งงานกัน แพรวเองก็ไม่อยากเสียกรณ์ไป ทั้งแพรวและไทจึงลอบวางแผนกันอยู่เงียบๆ โดยมีจุดประสงค์เดียวกันคือ การแย่งชิงของรักของตนเองคืนมา แพรวไปขอร้องอนงค์ แม่ของเธอให้พาไปหาพ่อปู่ ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของแพรว โดยที่พ่อปู่รู้จุดประสงค์ของแพรวดี ขณะที่อนงค์นั้นไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยพ่อปู่รู้ว่าแพรวมีเรื่องร้อนทั้งตัวร้อนทั้งใจ เพราะไฟริษยากำลังเผาไหม้ พ่อปู่บอกแพรวว่า จิตมืดของแพรวจะเป็นตัวช่วยแพรวเอง ให้แพรวสบายใจได้ ทำให้แพรวมั่นใจมากขึ้นที่จะจัดการช่อเอื้อง

กลางคืน ที่ห้องนอนแพรว แพรวยิ้มอย่างสมใจ เดินไปที่โต๊ะ ดึงรูปถ่ายของช่อเอื้องออกมา

“แกเสร็จฉันแน่ นังช่อ” แพรวฉีกรูปทิ้งแล้วกระทืบๆ “แกไม่มีวันเอาชนะฉันได้หรอก” แพรวเริ่มร่ายรำในบทช่อเอื้องดูน่ากลัว “กูจะขอสาปขอแช่ง! อย่าให้พวกมึงได้สมรัก! อย่าให้มึงได้สมสู่! อย่าให้มึงได้ครองคู่! ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน! ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์! ฉันนี่แหละ จะเป็นคนสาปส่งแกเอง!”

 

 

วันที่ 17/02/2557 เวลา 7:45 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



แมทคบไฮไซแพท 11ปี [26/07/2557]
นางเอกสาวสุดเพอร์เฟกต์ สวย เก่ง หุ่นดีถึงขั้นคนให้ฉายา “แอน ทองประสม 2” ไม่ใช่ใคร “แมท-ภีรนีย์ คงไทย” สาวลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ วัย 24 ปี เธอเข้าวงการมา 9 ปี เป็นกลุ่มนักแสดงพาวเวอร์ทรีรุ่น 2 มีผลงานละครช่อง 3 เกือบ 20 เรื่อง