วันพุธที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2557

“มศว” เปิดงานวิจัยโปรแกรมลดน้ำหนัก

ปรับพฤติกรรมใช้ประโยชน์กลุ่มเสี่ยงโรค

 

 

รศ.ดร.อังศินันท์ อินทรกำแหง อาจารย์จากสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ทำงานวิจัยเรื่องการปรับพฤติกรรมสุขภาพ 3 self & PROMISE Model เปิดเผยว่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะกับบุคคลที่ต้องการลดน้ำหนักหรือกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ใช้เวลา 3-5 เดือนนั้น ทางสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ยึด 2 แนวคิดคือ 3 Self (โมเดลสำหรับกลุ่มเสี่ยง) โดยต้องออกแบบชุดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเสี่ยง โปรแกรมการลดน้ำหนักหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้กลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันหรือคอเลสเตอรอล ตระหนักและเกิด 3 self คือ Self-efficacy จะเกิดได้จากบุคคลได้รับรู้ผลการกระทำจากต้นแบบหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใช้การเสริมแรง การพูดจูงใจ การกระตุ้นอารมณ์ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเห็นผลดีของการกระทำนั้นโดยผ่านกระบวนการทางปัญญาด้วยการคิดของตัวเองก่อนแล้วถึงจะเชื่อและลงมือปฏิบัติตาม Self-regulation เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กลุ่มเสี่ยง ได้สังเกตตัวเองผ่านผลการประเมินภาวะสุขภาพของเขาในปัจจุบัน โดยใช้ผลการตรวจร่างกาย ผลเลือด ผล BMI ให้กลุ่มเสี่ยงสังเกตว่ามีความเสี่ยงต่อโรคใดบ้าง จากนั้นต้องใช้แรงจูงใจให้เขาได้เข้ามาดูแลตัวเองตามหลักของ Self-regulation นั้นเริ่มจากการสังเกต ตั้งเป้าหมายหรือทำสัญญา ที่จะลดความเสี่ยงของปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ภายใน 3 เดือนหลังสิ้นสุดโปรแกรม น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม

ส่วนเป้าหมายระยะสั้นก็มีพฤติกรรมที่ต้องกระทำหรือหลีกเลี่ยงคือ ช่วงวันหรือใน 1 สัปดาห์จะไม่กินขนมจุบจิบ จะออกกำลังกายทุกช่วงเย็นวันละ 10 นาที หรืออาจจะมากกว่านั้น โดยสิ่งสำคัญต้องให้กลุ่มเสี่ยงวางแผนและออกแบบกิจกรรมในการปฏิบัติด้วยตนเองให้บรรลุเป้าหมายที่กลุ่มเสี่ยงตั้งใจไว้ ซึ่งนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องทำใบงานให้กลุ่มเสี่ยงเขียน หรือวางแผนกิจกรรมแนวทางที่ตนเองต้องปฏิบัติและประเมิน เช่น ชั่งน้ำหนักด้วยตัวเองทุกวัน บันทึกอาหารพลังงานที่กินที่ใช้ไปเป็นประจำทุกวัน อาจทำเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลก็ได้ การจะปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นนั้น ต้องเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยแบ่งเนื้อหาให้ความรู้ประมาณ 10-20% ทำกิจกรรมเกมเพื่อปรับความคิดทางปัญญาด้วยความสนุกและชวนให้เขามาทำกิจกรรมทุกครั้งประมาณ 30% เน้นฝึกทักษะโดยลงมือปฏิบัติทุกครั้งประมาณ 40-50% เพื่อให้เกิด Self-care อย่างถูกต้อง “งานวิจัยการปรับพฤติกรรมสุขภาพบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต ผู้ที่มีไขมันสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง สามารถนำงานวิจัยชิ้นนี้ไปใช้ได้หรือแม้กระทั่งกลุ่มเสี่ยงจะนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองก็สามารถนำไปใช้ได้ ในส่วนของผู้ที่อยู่ในกลุ่มของนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ต้องมีหลัก PROMISE Model (โมเดลสำหรับผู้จัดกิจกรรม) ต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี ต้องกำหนดตัวชี้วัดมุ่งผลสัมฤทธิ์ของโครงการปรับพฤติกรรมที่วัดได้ มีเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ต้องสร้างแรงจูงใจภายในของกลุ่มเสี่ยงให้เกิดขึ้นทุกระยะของช่วงที่จัดกิจกรรม เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงมีพลังในการดึงศักยภาพตนเองออกมาทำกิจกรรมด้วยตัวเอง อาจใช้วิธีการพูดคุยสัมภาษณ์เพื่อชี้ให้ตระหนักในปัญหาและรู้ว่ากลุ่มเสี่ยงเป็นคนมีความสามารถ หรือการตั้งรางวัล ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจภายนอกก็ได้ ต้องใช้วิธีการเสริมแรงทางบวกโดยการชื่นชม ให้รางวัลเมื่อพฤติกรรมเกิด เมื่อกลุ่มเสี่ยงปฏิบัติพฤติกรรมนั้นได้ผลสำเร็จ กลุ่มเสี่ยงจะเกิดความภาคภูมิใจ เกิดการเห็นคุณค่าในตัวเอง ผลลัพธ์ทางสุขภาพเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมพบว่า มีจำนวน 70% จากกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดที่มีพฤติกรรม 3 self มีค่าดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันชนิดดี ไขมันชนิดร้าย ความดันเลือดอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม”

รศ.ดร.อังศินันท์ กล่าวอีกว่าพฤติกรรมสุขภาพจะเปลี่ยนได้นั้น จะต้องเกิดความสมัครใจของกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ถ้ากลุ่มเสี่ยงยังไม่สมัครใจ หน้าที่ของนักปรับพฤติกรรม ต้องให้ข้อมูลพร้อมคำแนะนำ ให้การยอมรับนับถือ ให้เห็นคุณค่า ให้ความไว้วางใจ ให้งบประมาณ ให้วัสดุอุปกรณ์เสริมและให้การสนับสนุนทางสังคม เพื่อนช่วยเพื่อน หรือจากคนในครอบครัว

 

 

วันที่ 11/02/2557 เวลา 9:41 น.



ฤดูฝนปีนี้ไปเที่ยวไหนกันดี

View Results

Loading ... Loading ...



น้ำตาลหวานสมชื่อ [30/08/2557]
สาวหน้าหวาน สวยแทงใจ อยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นสายตา “แมวมอง” อย่าง “น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์” วัย 22 ปี