วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560 09:24 น.

สัมภาษณ์

  • ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา มองทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา มองทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้

วันจันทร์ ที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2559, 09.32 น.
ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา 
มองทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปีนี้
 
 
 
ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา ไม่สดใสเท่าที่ควร เป็นผลกระทบจากภาคการส่งออกที่หดตัวอย่างแรง ทำให้ GDP ขยายตัวเพียง 2.5-3.0 โดยประมาณ แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐในช่วงปลายปี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน วงเงินกว่าแสนล้านบาท ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวยังขยับขยายตัวโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 สามารถประคองตัวผ่านไปได้อย่างราบรื่น
 
 
สำหรับปีนี้หลายภาคส่วนของรัฐและเอกชนต่างก็มีมุมมองและบทวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจยังต้องเผชิญภาวะเสี่ยงจากปัจจัยลบ สถานการณ์ภัยแล้ง ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ สัดส่วนหนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง มีผลทำให้อำนาจซื้อลดลง ในขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้เสียก็จะกดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลข NPL (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)
 
 
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงหลักของความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาทิ เศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน อีกทั้งจีนปรับนโยบายเศรษฐกิจโดยเน้นพึ่งพาสินค้าในประเทศ ลดการนำเข้า กดดันการฟื้นตัวภาคการส่งออกของไทย ปัจจัยลบที่สำคัญที่ตามมาคือ การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางเงินบาทอ่อนค่า อยู่ในช่วง 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งในปี 2559 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
 
 
แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่มีการอนุมัติหลายๆ โครงการในช่วงปลายปี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเริ่มก่อสร้างในปี 2559 จะช่วยเสริมให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวตามไปด้วย ประกอบกับทางภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมไปถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุน สิ่งเหล่านี้จะทำให้บรรยากาศในการลงทุนดีขึ้น
 
 
นอกจากนโยบายทางด้านการเงิน การคลัง และมาตรการการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง จนทะลุ 30 ล้านคนต่อไป ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยทดแทนภาคการส่งออกของไทย แม้ว่าทิศทางที่จะพลิกกลับมาเป็นบวกตามการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาคู่ค้าหลักของไทย โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เหลือเพียงปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเท่านั้น แต่ก็จะได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงต้นปี ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เพื่อป้อนตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน ซึ่งกำลังจะมีบทบาทในอนาคตที่ผู้ประกอบการของไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายตลาดต่อไป ดังนั้นคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปี 2559 จึงมีโอกาสที่จะขยายตัวในระดับ 3.5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะช่วยสนับสนุนให้ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวตามเป้าหมาย
 
 
ในปีหน้า 2559 ที่จะถึงนี้เป็นปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยการประกาศใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการยานยนต์ไทยหนึ่งในภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งของไทย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์การผลิตประมาณ 10% ของประเทศ มีการจ้างงานมากกว่า 500,000 คน ไม่นับธุรกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกมากมาย แนวโน้มทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน จึงต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งมีความเข้มงวดในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างรุดหน้า ภาครัฐจะต้องกำหนดนโยบายที่เหมาะสมและเอื้อต่อการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในการพัฒนายานยนต์รักษ์โลก
 
 
การจัดเก็บภาษีรถยนต์อัตราใหม่ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ใช้วิธีคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากไอเสียของรถยนต์แต่ละคันมาเป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี เพื่อสนับสนุนให้ค่ายรถยนต์ผลิตรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ปรับเปลี่ยนอัตราภาษีจากเดิมที่จัดเก็บตามปริมาตรกระบอกสูบ ประเภทรถยนต์และแรงม้า มาจัดเก็บภาษีในระบบใหม่ที่คิดอัตราตามปริมาณในการปล่อยไอเสีย CO2 ในการคิดคำนวณภาษี ถ้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ก็จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ารถที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า โครงสร้างภาษีใหม่ของภาษีสรรพสามิตที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2559 จึงเป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นผลดีต่อการพัฒนายานยนต์ของไทย ที่ผู้ประกอบการยานยนต์ต้องปรับคุณภาพรถยนต์ของตัวเองให้มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ทั้งระบบความปลอดภัย ความประหยัดด้านพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
 
 
สำหรับประเด็นอ่อนไหวที่มีผลต่อทิศทางการตลาดรถยนต์ในประเทศ จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานจริงมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า รถยนต์นั่งกลุ่มอีโคคาร์และรถยนต์ขนาดเล็ก อาจจะมีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น รวมไปถึงรถยนต์ในหมวด SUV และ MPV จะเข้ามาแทนที่รถ PPV ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก นอกจากนี้ค่ายรถยนต์จะหันมาผลิตรถที่ใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น E85 เพื่อจะได้ใช้สิทธิ์ลดภาษีสรรพสามิตอีก 5% 
 
 
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายใช้ภาษีในการผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพของสินค้ามาตลอด ผลักดันให้มีการลงทุนผลิตรถปิกอัพจนเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนที่ค่ายรถยนต์ย้ายฐานผลิตมาตั้งศูนย์ผลิตในไทย และต่อยอดถึงโครงการอีโคคาร์ที่กลายเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ของไทย ที่ดึงดูดให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนอย่างมากมาย
 
 
ความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเร่งพัฒนาต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงในสังคมโดยเฉพาะทิศทางแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รวมถึงความปลอดภัยด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงต้องมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นรถไฮบริด หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
 
 
ยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2558 ประมาณ 7.5-7.8 แสนคัน ประจวบกับเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว อันเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2559 ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2559 ประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ด้วยตัวเลขประมาณ 800,000 คัน ซึ่งในกรณีเลวร้าย หากตลาดรถยนต์ในประเทศไม่มีการขยายตัว ตัวเลขก็น่าจะอยู่ที่ 750,000 คัน โดยยังมีภาคการส่งออกที่เติบโตสูงขึ้นโดยมียอดส่งออกประมาณ 1.2-1.3 ล้านคัน ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนตัวลง และมีตลาดส่งออกใหม่ เมื่อรวมกับยอดการจำหน่ายในประเทศแล้ว มั่นใจว่าปี 2559 ทุกอย่างจะไปด้วยดี ยอดการผลิตรถยนต์โดยรวมจะกลับมาอยู่ในระดับ 2.1–2.2 ล้านคัน
 
 
สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ภายใต้สโลแกน “No Boundaries Mobility” นวัตกรรมขับเคลื่อนไร้ขีดจำกัด”เตรียมพบกับนวัตกรรมใหม่ ที่ไร้ขีดจำกัด สรรสร้างบนมาตรฐานของเทคโนโลยีเหนือระดับของทุกยนตรกรรมตอบรับทุกความต้องการบนถนนแห่งยนตรกรรมที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน 2559 แล้วพบกันนะครับ…

หน้าแรก » สัมภาษณ์