วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560 13:46 น.

สัมภาษณ์

เปิดกลยุทธ์บริหาร “เจษฎา สุขทิศ” กับมุมมองธุรกิจ Private Wealth Management

วันจันทร์ ที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 11.17 น.
เปิดกลยุทธ์บริหาร “เจษฎา สุขทิศ”
กับมุมมองธุรกิจ Private Wealth Management
 
 
 
Private Wealth Management เป็นการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ active เพื่อหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกให้กับนักลงทุน เริ่มเห็นแววอนาคตสดใสในไทย เผยพอร์ตในมือ มีตั้งแต่ 10 ล้านบาท ไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท โดย 90% เป็นลูกค้าบุคคล มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การแนะนำการลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 พันล้านบาท ขยายฐานลูกค้าองค์กร “เจษฎา สุขทิศ” เปิดมุมมอง ความต้องการลงทุน ขณะที่ 
 
 
MEEFUND อีกทางเลือกลงทุนกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เร่งสร้างการรับรู้นักลงทุน พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 10 ก.พ.59 นี้
 
 
“เจษฎา สุขทิศ” เป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจจัดการลงทุน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท INFINITI Global Investors ทำธุรกิจด้าน Private Wealth Management เป็นการจัดพอร์ตการลงทุนแบบ active เพื่อหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกให้กับนักลงทุน โดยก่อนหน้านี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน หรือ CIO ให้กับ CIMB-Principal Asset Management นอกจากนี้ ยังรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน รวมถึงเขียนบทความด้านการลงทุนให้กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ, settrade.com และเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ FundManagerTalk.com
 
 
 เทรนด์สินค้าโภคภัณฑ์ ผันผวน
 
นาย เจษฎา สุขทิศกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท INFINITI Global Investors เปิดเผยว่า หุ้นปีนี้มีแนวโน้มผันผวนตามสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าเกษตร สินค้าประเภทโลหะ สินค้าประเภทพลังงาน) สำหรับดอกเบี้ยเฟด (Fed) คาดว่าจะไม่ปรับขึ้นมากเท่าที่คนคิด โดยสามารถมองได้สองมุม ในส่วนของคณะกรรมการมองว่าดอกเบี้ยจะขึ้นเป็น 1.22-1.50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.05 หรือปรับขึ้นอีก 1% แต่ในมุมมองผม คาดว่าจะปรับขึ้นไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำสำหรับปีนี้ เพราะเริ่มจะมีสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าตลาดเริ่ม ปั่นป่วนเศรษฐกิจไม่แข็งแรง รวมทั้งจีนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองในปี 2559 เมื่อเงินหยวนอ่อนค่าลง จะสะท้อนให้เห็นว่าจีนกำลังมีปัญหา เพราะการอ่อนค่าเงินนั้น เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเรียกดุลการค้าและทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้น ซึ่งการเติบโตของจีนคิดเป็นเกือบครึ่งของการเติบโตโลก หากบอกว่าเศรษฐกิจของโลกจะโต 3.5 ประมาณครึ่งหนึ่งมาจากจีน ด้านราคาน้ำมันเองก็ลงไปแตะที่ 26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อตลาดเปิดกราฟเลยดิ่งลง ราคาน้ำมันเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นทำให้ตลาดก็เริ่มฟื้นตาม เพราะฉะนั้นปีนี้ที่มองว่าในช่วงแรกตลาดน้ำมันจะไม่ค่อยดี เพราะยังหาจุดต่ำสุดอยู่ หลังจากนั้นน่าจะปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว
 
 
 ปัจจัยภายใน-ภายนอกกระทบ
 
ผมมองว่าการเมืองยังไม่ใช่ส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันตลาดหุ้น ดังนั้นเศรษฐกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่เริ่มมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ เอสเอ็มอีที่พึ่งเริ่มกิจการหลายแห่งก็เริ่มเน้นในเรื่องของนวัตกรรมมากขึ้น ในส่วนของการลงทุนภาครัฐเองก็เริ่มดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น น่าจะทำให้ตลาดฟื้นตัวได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ความคาดหวังของตลาด ที่ปัจจุบันตลาดหุ้นปรับตัวลงมาขนาดนี้ทำให้รู้ว่าเศรษฐกิจปรับลงไปพอสมควรแล้ว น่าจะมีการเข้าไปลงทุนได้ โดยสำหรับสิ่งยังสามารถลงทุนได้ คือ หุ้นไทย การลงทุนในทอง การลงทุนในไพรเวทฟันด์ (PF) กองทุนส่วนบุคคล และหุ้นญี่ปุ่น ข้อดีของญี่ปุ่น มาจากเศรษฐกิจที่มีภาวะเงินฝืดมานาน แต่ตอนนี้เริ่มมีการฟื้นตัวบ้าง และอยู่ในภาวะที่เกิดการกระตุ้นครั้งใหญ่ มาตรการ QE ที่ญี่ปุ่นทำนั้น มีขนาดใหญ่กว่าที่อเมริกาทำ 3 เท่า ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ แม้จะมีเม็ดเงินเท่าๆ กัน แต่ไม่ได้ทำเพียงซื้อพันธบัตรตราสารหนี้เท่านั้นแต่มีการซื้อหุ้นด้วย
 
 
นายเจษฎา กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจของประเทศจีนยังไม่ค่อยดีนัก แต่ยังมีในส่วนของ H-care ที่น่าลงทุน โดยที่ไม่ลงทุนในอเมริกาเพราะเริ่มเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว ส่วนยุโรปเองก็อยู่ในช่วงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการอัดเม็ดเงินเต็มที่ ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นขึ้นมาบ้าง และอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สำหรับอินเดียเป็นประเทศที่มีการเติบโตที่สุด มีการปฏิรูปประเทศ ดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้มาก เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงของอินเดียที่ทำให้ดีขึ้น
 
 
สำหรับทองคำ ยังไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ต้องรอให้ทะลุช่วง 1,200 ดอลลาร์ไปก่อน โดยในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้มีภาวะซึมเซามานาน แต่ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมากขึ้น เช่น ปริมาณการเก็บสำรองกองทุนทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (SDBR) เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ปริมาณทุนสำรองทองคำของจีนก็เพิ่มขึ้น ในแง่ของความต้องการทองที่นำมาทำเครื่องประดับก็เพิ่มขึ้น ซึ่งอินเดียคือผู้บริโภคทองที่ใหญ่ที่สุดก็มีเศรษฐกิจที่ดี แต่จีนเริ่มผ่อนลง ภาพตลาดโลกถ้าอเมริกาไม่ขึ้นดอกเบี้ยมากอย่างที่คิด ค่าเงินดอลลาร์ก็จะไม่แข็งมากนัก โดยปกติถ้าค่าเงินดอลลาร์แข็งค่ามากทองคำจะตกลง ถ้าดอลลาร์อ่อนลงทองก็จะขึ้น รวมถึงราคาโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน
 
 
 ยึดประโยชน์ของลูกค้า 
 
ผมตั้งปณิธานกับผู้ลงทุนไว้ว่า ถ้าตลาดอยู่ในช่วงขาลงเราจะไม่ทำเด็ดขาด ตั้งมั่นแล้วว่าจะอยู่กับลูกค้ายาวๆ ผมยึดลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ได้ดูที่ขนาดการเติบโต ซึ่งพอร์ตที่ลูกค้านำมาให้ช่วยแนะนำการลงทุนนั้นมีตั้งแต่ 10 ล้านบาท ไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท โดย 90% เป็นลูกค้าบุคคล มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การแนะนำการลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 พันล้านบาท แล้วก็เริ่มมีลูกค้าองค์กรบ้าง เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มทยอยมาบ้างประมาณ 2-3 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสภาพคล้อง และใช้เงินลงทุนระยะยาว บางบริษัทต้องการช่องทางลงทุนใหม่ๆ แทนที่จะลงทุนในเงินสดอย่างเดียว จึงเพิ่มการลงทุนระยะยาวที่มีการปันผลสูงๆ มากกว่าการฝากแบงค์อย่างเดียว จำนวนเงินที่ให้มาบริหารมีขนาดประมาณหลักร้อยล้าน รวมถึงยังมีพอร์ตแนะนำว่าควรลงทุนแบบใด จะมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ รวมถึงมีการเขียนรีวิวกองทุนให้ด้วย
 
 
สำหรับพอร์ตการลงทุนของ INFINITI ยกตัวอย่างพอร์ทแบบเสี่ยงปานกลาง จะมีสัดส่วนเป็นหุ้นอยู่ 52.5% มีอายุเฉลี่ย 1-3 ปี ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อหุ้นอย่างรุนแรง ให้ดูที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสำคัญคาดการณ์ว่าจะลงไปไม่ถึง 1000 จุดแน่ๆ เพราะสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะปรับตัวขึ้น ปกติเราลงทุนในหุ้นไทยจัดสัดส่วนโดยแบ่ง สินทรัพย์เสี่ยง 60% หุ้นไทยก็น่าจะมีซักครึ่งหนึ่ง กลุ่มหุ้นไทยที่ยังพอไปได้น่าจะเป็นกลุ่มที่ลงแรงๆ ปีที่แล้ว อาทิ กลุ่มธนาคาร กลุ่มโทรคมนาคม ที่น่าลงทุน ส่วนกลุ่มพลังงานต้องดูตามสถานการณ์ตลาด 
 
 
ในส่วน Fintech เริ่มดำเนินการมาแล้วประมาณ 7-8 เดือน โดยมีเป้าหมายคือ ปัจจุบันมีบัญชีเงินของผู้ที่ฝากธนาคาร อยู่ประมาณ 70 ล้านบัญชี จะสามารถนำไปทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง และผมยังเชื่อว่าไม่มีการสัมมนาไหนในประเทศไหนนี้ที่ทำให้รวยได้ ยังจำเป็นต้องหาความรู้ ถึงจะประสบความสำเร็จได้ โดย FINNOMENA มีสโลแกนคือ Unlock your investment potential คือมีการนำผู้ที่มีความรู้มาสอนตั้งแต่พื้นฐาน ต่างกับคนอื่นตรงที่ ผมกำลังสร้าง Facebook ของนักลงทุนไทย และเป็น 1 ใน Fintech ที่มีคนตามมากที่สุด ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 3 แสนคน และมีสมาชิกหลักหมื่น ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน โดยมีการโฆษณาผ่านทางกูรูที่มาให้คำแนะนำ สิ่งที่ทำ คือให้ความรู้เป็นหลัก Financial Content เป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจอยู่แล้ว สำหรับ FINNOMENA จึงอยากคนมี think of invest คือ ถ้าคิดถึงการลงทุนต้องคิดถึงเรา
 
 
โดยในประเทศไทยมี Fintech อยู่หลายแห่งทั้ง ผลิตภัณฑ์หุ้นก็มี Stock Radars, Jitta ในเรื่องของภาษี ประกัน และกองทุน ประกันภัย payment gateway ส่วนของ Financial Content แต่ที่มีการแข่งขันกันรุนแรงคือ หุ้น เพราะบัญชีหุ้นในไทยมีอยู่ประมาณ1ล้านบัญชี ที่ active ประมาณ 3 แสนบัญชี ซึ่ง FINNOMENA ไม่ได้เน้นหุ้นอย่างเดียว เพราะบัญชีกองทุนมี 6 ล้านบัญชี LTF มีคนลงทุนเยอะกว่าหุ้นรายตัว ส่วนบัญชีเงินฝากก็มีอยู่ 70 ล้านบัญชี แสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่รู้จักการลงทุนก็ยังมีอีกเยอะ เพราะฉะนั้นสนามนี้ไม่ได้จับคนที่ลงทุน ส่วนที่สองคือ payment gateway ต่างประเทศก็มีเข้ามาบ้าง ที่เห็นการแข่งขันอยู่สำหรับประเภท Crowdfunding คือ MEEFUND กับ Asiola
 
 
สำหรับสิ่งที่ต่างกันของ MEEFUND กับ Asiola คือ MEEFUND จะยังไม่เก็บเงิน เมื่อกดให้การสนับสนุน แต่จะให้ใส่เลขบัตรเครดิต ซึ่งจะยังไม่ตัดเงิน จะตัดเงินก็ต่อเมื่อโปรเจกต์สำเร็จแล้ว สามารถระดมเงินทุนได้ครบตามที่ต้องการ โดยตอนนี้ได้เริ่มจัดการแข่งขัน มีคนส่งโปรเจกต์มาแล้ว ในอนาคตถ้าใครมีไอเดียหรือมีแนวคิดสามารถมานำเสนอได้ หากได้รับการสนับสนุนเงินทุนครบก็จะเริ่มดำเนินการ ดังนั้นเลยมีทางออกว่า ถ้า เป็นหน้าใหม่ ระดมเงินเยอะประมาณ 1 ล้าน อาจจะไม่มีคนระดมเงินให้ แต่ถ้าเริ่มต้นไม่มากประมาณ 5 หมื่น ก็อาจจะมีคนให้การสนับสนุน ทาง MEEFUND จึงเป็นเหมือนตัวกลาง สำหรับปัจจุบันยังเป็นการจ่ายโดยหักจากบัตรเครดิตอย่างเดียว ใช้ระบบ token ซึ่งอนาคตอาจมีการโอนผ่านธนาคารได้ด้วย 
 
 
อย่างไรก็ตาม MEEFUND เริ่มเปิดตัวได้ประมาณ 2 เดือน ขณะนี้มีโปรเจกต์แล้วประมาณ 40 โปรเจกต์ และกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนที่ยากคือจะทำอย่างไรให้คนรู้จัก Crowdfunding มากขึ้น และทำให้คนรู้สึกอยากให้การสนับสนุน ในอนาคต MEEFUND จะเข้าเป็น Funding Portal ของ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในระยะต่อไป รวมถึงก็จะได้ค่าธรรมเนียม จากการระดมทุน คิดเป็นเปอร์เซ็นตามแต่ละโปรเจกต์ประมาณ 5-6% ทั้งนี้ กลต. ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทางกฎเกณฑ์ และมีแนวทางที่ต้องการให้ Crowdfunding มีทิศทางเป็นแบบใด ซึ่งทาง MEEFUND จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 10 ก.พ.59 นี้
 
 
ในส่วนของ INFINITI จะเป็นการจับกลุ่มระดับบน ส่วน FINNOMENA จับกลุ่มระดับล่าง แต่ยังไม่มีการเปิดขายหน่วย ถ้าจะทำให้ Mass ต้อง Mass จริง ผมคิดว่าเริมต้นที่ 10 ล้านคนก่อน ขณะนี้มีอยู่แล้ว 3 แสนคน ขาดอีก 30 เท่า เมื่อไหร่ที่มีคน 10 ล้านคนเข้ามาใช้เว็บนี้ ผมถึงจะเริ่มพัฒนาต่อไปในโลกของดิจิตอลขอให้เราอยู่ในใจเขาให้ได้ก่อน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงใจให้สุด ทำให้สุด ผมประเมินไว้อาจจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
 
 
เรื่อง Tech startup หรือธุรกิจที่ตั้งบนฐานการพัฒนา application บนสมาร์ทโฟน หรือ website ที่ให้บริการเฉพาะ มีจำนวนมากแต่กุญแจสำคัญไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือคน คนที่รู้เรื่องว่า สิ่งที่คนต้องการคืออะไร เวลาจะทำ Tech startup จะต้องเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง ต้องมีสินค้าที่ใช่ ต้องมีปริมาณคนใช้งานมหาศาล สำหรับ FINNOMENA เข้าไปอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ของนักลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และจะกลายเป็น Fintech ทุกอย่างที่แนะนำจะกดแค่คลิกเดียว ลงทุนเสร็จเชื่อมต่อ กับทุกอย่างไว้แล้วและเป็นคำแนะนำ ให้ด้วย ในอนาคตจะนำไปเชื่อต่อกับ กับ INFINITI ในเรื่องของเงิน ซึ่ง FINNOMENA มีกูรูประมาณ 17 คน เรื่องคู่แข่งยังไม่ห่วง เพราะว่า เป็นตลาดแบบ Blue Ocean ยังเติบโตได้อีกมาก แล้วก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่มีเป้าหมายชัดเจน จะต้องจุดยืนในตลาดระยะยาวแน่นอน
 
 
ศุภมาศ ศรีขำ / รายงาน