วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560 13:32 น.

สัมภาษณ์

  • เจาะกลยุทธ์ “คมศานต์ จิวากานนท์”

เจาะกลยุทธ์ “คมศานต์ จิวากานนท์”

วันจันทร์ ที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 09.33 น.
เจาะกลยุทธ์ “คมศานต์ จิวากานนท์”
ปั้นแบรนด์“Luxury หมอนโรงแรม 6 ดาว” ขึ้นแทนผู้นำ
 
 
 
ทีมข่าวบ้านเมืองมีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คมศานต์ จิวากานนท์ เจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายหมอน แบรนด์ “Luxury หมอนโรงแรม 6 ดาว” ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นนักธุรกิจใหม่ที่มีแนวคิด มุมมองที่แตกต่าง ทำให้การดำเนินธุรกิจของ คุณคมศานต์ หรือคุณอาท เพียงกว่า 3 ปี มียอดขายกว่า 230 ล้านบาท ตั้งเป้าเป็น Hotel Supply
 
 
หลายคนคงสงสัยอะไรจะนักหนา “ผู้ชายขายหมอน” มียอดขายตั้ง 230 ล้านบาท เขาผู้นี้มีกลยุทธ์อย่างไร วันนี้ทีมข่าวบ้านเมืองจะเจาะประเด็นออกมาตีแผ่ให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน 
 
 
จากข้อคิดคำคมและความภูมิใจ ของคุณอาท ที่ยึดไว้เสมอว่า ในเมื่อต้นทุนชีวิตคนเราไม่เท่ากัน จงภูมิใจกับสิ่งที่เราทำสำเร็จ ดั่งเช่น ต้นทุนชีวิตมาก ก็เหมือนบ้านมือสอง ได้มาก็ทำง่าย บิวนิดหน่อยเดียวก็เสร็จ ตุ้นทุนชีวิตต่ำ ก็เหมือนที่ดินเปล่า ได้มายังไงก็สร้างนาน เหนื่อยแต่ก็เสร็จ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่มาช้า หรือมาเร็ว วัดกันที่คุณเริ่มทำมันแล้วหรือยัง? 
 
 
คุณคมศานต์ จิวากานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดีลักซ์ โฮเทล ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย หมอน ระดับ 6 ดาว เจ้าของ หมอนโรงแรม 6 ดาว แบรนด์ลักชัวรี่ (Luxury) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอายุ 36 ปี จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยทองสุข เป็นลูกคนเดียว มีฐานะค่อนข้างยากจน พ่อแม่ไม่ได้ประกอบธุรกิจและที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ไม่มีใครเรียนหนังสือหรือมีโอกาสเรียนจบปริญญาตรี
 
 
แต่ คุณอาท มีโอกาสได้เรียนเนื่องจากเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย (เป็นเด็กปั๊มน้ำมันพีทีในช่วงปิดเทอม) หนังสือตามปกติและเกเรเหมือนวัยรุ่นทั่วไปซึ่งจะค่อนไปทางติดลบ ก่อนที่จะจบระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยทองสุขนั้น เคยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาก่อน ด้วยพฤติกรรมที่เกเรจึงทำให้ถูกรีไทร์
 
 
O จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ
 
หลังจากที่จบมาได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่ง เมสเซนเจอร์ (Messenger) โดยคุณอาท คิดว่า ตำแหน่งเมสเซนเจอร์ เป็นอาชีพเดียวที่จะสามารถเข้าได้ทุกองค์กรและเข้าได้ลึก เพราะฉะนั้นจะสามารถเห็นการทำงานของแต่ละบริษัทได้ หลังจากที่ทำงานได้เป็นเวลา 1 ปี จึงลาออกจากงานและไปทำงานในบริษัทอื่น
 
 
จนกระทั่ง ได้เข้าทำงานที่บริษัทสิ่งทอ ขายเครื่องนอน ผ้าปู รายใหญ่ของประเทศ โดยทำงานในตำแหน่ง เซล ซูเปอร์ไวเซอร์ (Sale Supervisor) ซึ่งมีโอกาสเข้าบ้านลูกค้า (ระดับบน) บ่อยมาก หลังจากนั้นได้สังเกตเห็นว่าที่บ้านลูกค้ามีหมอนวางไว้บนหลังตู้จึงได้สอบถามลูกค้า และคำตอบที่ได้คือ “ซื้อหมอนมาเยอะ แต่ก็ไม่มีใบไหนดี ตอนซื้อก็ถูกแนะนำว่าดี พอใช้งานก็ไม่พึงพอใจ จึงเก็บหมอนเหล่านี้ไว้บนหลังตู้” หมอนเหล่านี้ไม่เหมือนหมอนโรงแรมที่นอนสบายแต่หาซื้อไม่ได้ ซึ่งทุกครั้งที่ไปเจอลูกค้านายคมศานต์มักจะเจอปัญหาหมอนของลูกค้าเสมอ
 
 
เมื่อทำงานได้ 3-4 ปี คุณอาทถูกไล่ออกกะทันหัน เนื่องด้วยเรื่องพฤติกรรมความเกเรของตนเอง ซึ่งขณะนั้นก็มีภาระหนี้สินเยอะ ไม่ว่าจะเรื่องบ้าน รถ รวมถึงการยืมเงินจากเพื่อนในออฟฟิศ และคิดได้ว่าตนเองไม่ควรทำงานประจำ เพราะเงินเดือนเริ่มต้นนั้นไม่สามารถประทังค่าใช้จ่ายและหนี้สินได้จนกระทั่งมีเพื่อนมาแนะนำว่าให้รับหมอนมาขาย ซึ่งเป็นขายแล้วได้เงินทันที ทำการรับหมอนมาขายได้ประมาณ 2 เดือนก็พบเจอปัญหาของลูกค้าเรื่องการซื้อหมอน ลูกค้าชอบหมอนโรงแรมแต่กลัวว่าหากซื้อไปแล้วจะไม่ดีสุดท้ายก็ต้องนำไปเก็บไว้ในตู้
 
 
จากปัญหาของลูกค้าตรงนี้ทำให้ คุณอาท ตัดสินใจเลิกรับหมอนมาขาย และได้นำเงินทุนที่มีอยู่ของตนและเพื่อนจากการขายรถ ซึ่งมีเงินทุนอยู่ 8 หมื่นบาท ถือว่าเป็นการเดิมพันครั้งแรกในการทำธุรกิจ และจากประสบการณ์การทำงานทำให้ทราบว่าลูกค้าชอบหมอนสไตล์โรงแรม ดังนั้น นายคมศานต์จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองครั้งแรกชื่อว่า “Luxury หมอนโรงแรม 6 ดาว” เป้าหมายที่ตั้งไว้คือต้องการขายหมอนสไตล์โรงแรมเท่านั้น เน้นความหรูหรา การพักผ่อนสไตล์โรงแรม ไม่มีการขายหมอนเพื่อสุขภาพหรือหมอนยางพารา ดังนั้น จึงค้นคว้าหาข้อมูลและเริ่มทำการขายในปี 2556
 
 
คุณอาท กล่าวต่อว่า กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ลักชัวรี่ คือกลุ่มลูกค้าระดับบน ที่มีความหลงใหลในการนอนหมอนสไตล์โรงแรม ดังนั้นสถานที่ขายจึงเน้นไปที่ คอมมูนิตี้มอลล์ (Community Mall) เป็นหลัก เช่น The Walk, Pure Place, Crystal Park เป็นต้นซึ่งหมอนที่ขายรับมาจากโรงงาน โดยมีการสั่งและเลือกเส้นใยที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้นมาใช้ และขายในราคา 990 บาท โดยหมอนจะมีอยู่ทั้งหมด 9 รุ่น คือ หมอนStandard มีความนุ่ม 3 ระดับ Soft Comfort และ firm หมอน Overking size มีความนุ่ม 3 ระดับ Soft Firm และ Hard หมอน Body ที่มีทรงยาวแต่ไม่กลมเหมือนหมอนข้าง และหมอน Babyjunior เป็นต้น
 
 
ครั้งแรกเริ่มขายที่ Pure Place ในวันแรกขายได้ 10 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นก็ออกบูธซ้ำและเริ่มขยายตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ไปทั่วประเทศเพื่อให้คนเห็นแบรนด์มากขึ้น และต้องการที่จะตัดวงจรการซื้อหมอนในห้าง จากที่ลูกค้าต้องเดินทางไปซื้อ แต่หมอนลักชัวรี่นี้ก็ได้ออกบูธให้กลุ่มลูกค้าเจอโดยตรง ซึ่งเป็นหมอนโรงแรมไม่วางขายในห้างสรรพสินค้า หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายตลาดไปตามออฟฟิศและตึกใหญ่ เช่น ซีพี แกรมมี่ หรือ ปตท. เป็นต้น ซื้อ-ไม่ซื้อไม่เป็นไรเพราะ เพียงต้องการให้คนจดจำ
 
 
ต่อมาได้ขยายตลาดเข้าสู่ เซ็นทรัลฯ (Central) จะเป็นงานอีเวนท์ ในตอนนี้ก็ได้ไปออกงานอีเวนท์ในเซ็นทรัลเกือบทุกสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งโรบินสันตามหัวเมืองใหญ่ ออกงานอีเวนท์ประมาณ 1 ปี ซึ่งเป็น 1 ปี ที่คุณอาท ยอมรับเลยว่าเป็นอะไรที่คาบลูกคาบดอกมาก ด้วยเงินทุนที่มีน้อย การเช่าที่ขายจึงไม่สามารถเลือกได้ และยังโดนธุรกิจหมอนรายใหญ่หลายเจ้าที่ไล่บี้ เพื่อไม่ต้องการให้ธุรกิจหมอนนี้เกิดขึ้นในวงการธุรกิจหมอน แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ด้วยการบริการและตัวสินค้า
 
 
เนื่องจาก ได้รู้สินค้าคู่แข่งแล้วว่าใช้วัสดุ เส้นใยอะไร แน่นอนว่าผู้ที่คลุกอยู่ในวงการเครื่องนอนมาก่อนย่อมรู้ดีว่าเส้นใยแบบไหนดีหรือไม่ดี แต่ เขา รู้ว่าในธุรกิจหมอนนั้นไม่ค่อยมีคู่แข่ง โดยกลุ่มลูกค้าเองก็ถูกปลูกฝังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ว่าเส้นใยที่นำมาใช้เป็นแบบไหน ดีอย่างไร ซึ่งกลุ่มลูกค้าเองก็ไม่ได้รู้ดีว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ถูกปลูกฝังว่าสินค้านั้นดีแน่นอน ดังนั้น บริษัทเหล่านี้จึงคิดว่าเมื่อไม่มีคู่แข่ง การนำเส้นใยที่มีมาตรฐานในระดับหนึ่งมาใช้ก็สามารถอยู่ในธุรกิจนี้ได้แล้ว
 
 
เมื่อ เขา เข้ามาในธุรกิจหมอน คุณอาท ต้องการสร้างความแตกต่างกับบริษัทอื่น สิ่งแรกที่ทำคือ การขายราคาหมอนแพงกว่าเจ้าอื่นเป็นเท่าตัว สิ่งที่สองคือ การใช้วัสดุ เส้นใยที่ดีที่สุดในตอนนั้นซึ่งแตกต่างกับเจ้าอื่นๆ โดย ได้รับคำแนะนำ จากทางประเทศญี่ปุ่น หลังจากขายไปได้สักพัก พ่อค้าแม่ค้าที่เห็นว่า “หมอนแบรนด์ลักชัวรี่” ขายดีในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลง ก็มีความสนใจที่จะเป็นตัวแทนการจัดจำหน่าย แต่คุณอาทยังไม่สามารถให้บุคคลอื่นเป็นตัวจัดจำหน่ายได้ ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าจึงนำ “หมอนลักชัวรี่” เข้าไปในโรงงานเพื่อสั่งทำออกมาขายเอง และทำให้เกิดหมอนแบบเดียวกันกับหมอนลักชัวรี่เพิ่มมากขึ้น คุณอาทจึงตัดสินใจที่จะสร้างโรงงานผลิตหมอนเอง
 
 
O สร้างโรงงานผลิตหมอนเอง
 
การผลิตหมอนจากโรงงานตนเองนี้ทำให้ คุณอาท คิดว่าต้องหาเส้นใยที่พิเศษขึ้น และได้มีการสอบถามจากโรงงานอื่นว่าต่างประเทศนิยมใช้เส้นใยประเภทใด ซึ่งคำตอบที่ได้คือเส้นใยตระกูลหนึ่งที่มีความละเอียดสูง นั่นคือ เส้นใยไมโครคลิ้ม ซึ่งได้รับเทคนิคและความรู้จากทางประเทศญี่ปุ่น และโรงงานใหญ่ๆ ในไทยมักจะไม่นำเข้ามาใช้เพราะเส้นใยนี้มีความละเอียดสูง เมื่อนำเข้าเครื่องจักรจะเกิดการกระจายและปลิวฟู เกิดการสูญเสียไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงได้ปรึกษากับทางญี่ปุ่นว่าควรใช้เทคนิคใดในการผลิตเพราะไม่สามารถใช้เครื่องจักรเหมือนโรงงานทั่วไปในไทยได้ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่าควรใช้เทคนิคการใช้ลม โดยให้ลมเป็นตัวกำหนดในการทำหมอน หมอนจะฟู จะแน่น หรือมีระดับต่ำ-สูงอย่างไร ตัวปัจจัยอยู่ที่ลมทั้งหมด
 
 
ที่พิเศษคือ เครื่องจักร ที่ใช้ผลิตปัจจุบัน คุณ อาท ใช้เทคนิคการผลิต เอง ของไทย งบประมาณเพียงกว่า 1 แสนบาทเท่านั้น ด้วยกระบวนการผลิตที่มีความละเอียด แน่นอนว่าหมอนลักชัวรี่จึงมีคุณภาพมากกว่าหมอนตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องด้วยกำลังการผลิตที่สามารถผลิตในภาวะปกติได้ 600 ใบต่อวัน เมื่อเทียบกับโรงงานที่ใช้เครื่องจักรทั่วไปที่สามารถผลิตหมอนได้ 3,000 ใบต่อวัน จึงทำให้โรงงานอื่นเลือกที่จะผลิตแบบปกติมากกว่า เพราะหากทำเทคนิคการใช้ลมแล้วต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มขึ้น
 
 
เมื่อเห็นโอกาส คุณอาทจึงเลือกที่จะใช้ความแตกต่าง ทั้งเรื่องเส้นใยและกระบวนการผลิตมาเป็นจุดแข็งในการขาย เมื่อมีการเปลี่ยนมาใช้เส้นใยที่ดีขึ้น ราคาหมอนจึงปรับขึ้นตาม โดยราคาอยู่ที่ 1,290-6,990 บาท แน่นอนว่าหากมีคู่แข่งเกิดขึ้นมา ทางแบรนด์ลักชัวรี่ก็จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก เพราะหากหมอนเป็นเหมือนกัน เส้นใยเหมือนกัน ราคาเท่ากัน ก็จะไม่เกิดความต่าง
 
 
“โดยโรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2557 เป็นโรงงานกึ่งโกดัง โดยใช้ทุนในการสร้างถึง 13 ล้านบาท ซึ่งเครื่องจักรในโรงงานไม่เหมือนกับเครื่องจักรโรงงานอื่นๆ เพราะเป็นเครื่องจักรที่นายคมศานต์คิดเอง และได้รับความช่วยเหลือจากพ่อตาที่มีความรู้ความสามารถเรื่องการไฟฟ้าและได้ทำการดัดแปลงมาใช้ในการผลิตหมอนสำหรับแบรนด์ลักชัวรี่โดยเฉพาะ ซึ่งคู่แข่งไม่สามารถที่จะทำซ้ำหรือเลียนแบบได้ โดยตัวเครื่องจักรจะมีราคาที่ถูกกว่าและผลิตสินค้าที่คุณภาพดีกว่าโรงงานอื่นๆ ต้นทุนเครื่องจักรอยู่ที่ 130,000 บาทเท่านั้น” คุณอาท กล่าว 
 
 
หลังจากที่สร้างโรงงานเสร็จ มีความต้องการที่จะลงสู่ตลาดใหญ่ ไม่ว่าจะงานบ้านและสวนหรืองานแฟร์ใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศ คือ เมียนมา การไปครั้งนั้นไม่ค่อยประสพผลสำเร็จเนื่องจากแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ส่วนงานบ้านและสวนหลังในครั้งแรกนั้นทำรายได้ถึง 5 ล้านบาท และครั้งที่สองถือว่าประสบความสำเร็จมากยอดขายสูงถึง 13 ล้านบาท 
 
 
อัตราการเติบโตของธุรกิจแบบปีต่อปีเรียกได้ว่าก้าวกระโดด ในปี 2556 ยอดขายอยู่ที่ 3 ล้านกว่าบาท ปี 2557 ยอดขายอยู่ที่ 120 ล้านบาท และปี 2558 ยอดขายอยู่ที่ 150 ล้านบาท และในปี 2559 นี้คาดหวังว่าจะมียอดขายถึง 230 ล้านบาท โดยยอดขาย 230 ล้านนั้น นอกจากจะขายเองผ่านตัวแทนจำหน่ายแล้ว ยังผลิตให้ เพื่อจำหน่ายผ่านแบรนด์อื่นด้วย OEM (Original Equipment Manufacturer) ผลิตหมอนสุขภาพ ที่เน้นเรื่องไรฝุ่นและภูมิแพ้ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่งให้กับทางบริษัทแน่นอน
 
 
“ขายในห้างเซ็นทรัล มีเกือบทุกสาขา ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขายในห้างโรบินสัน ตามต่างจังหวัด เดอะมอลล์ บางสาขา คอมมิวตี้มอลล์ทุกจุดทั่วประเทศ ตามตึกออฟฟิศใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ และตามศูนย์ราชการใหญ่ๆ ใน HP HW พื้นที่โปรโมชั่น งานแฟร์ เมืองทอง/ไบเทค/ศูนย์สิริกิติ์/บ้านและสวน งานแฟร์หัวเมืองหลัก กลุ่มลูกค้าโรงแรม มีฝากขายที่ ซูรูฮะ มี oem ให้กับ 1577 และ ที่อื่นๆ ด้วย ในแต่ละวัน จะมีบูธ ทั้งกรุงเทพ และ ต่างจังหวัด ประมาณ 30 บูธ ต่อวัน”
 
 
Oเป้าหมายต่อไป
 
คุณอาท กล่าวถึง เป้าหมายภายในปีนี้ว่า จะเน้นการสร้างแบรนด์“Luxury หมอนโรงแรม 6 ดาว” ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น ในทุกช่องทาง นอกจากนี้ ยังมีแผน การเปิดธุรกิจเครื่องให้เช่า เครื่องนอน กับ อพาร์ตเมนต์ ระดับ 50-60 ห้อง ที่ไม่ต้องการลงทุน ด้านเรื่องนอนเอง ซึ่งยังไม่มีบริษัทไหนทำ ทางบริษัทได้เล็งเห็นว่าการลงทุนในธุรกิจโรงแรม เจ้าของอาจจะต้องเสียใช้จ่ายไปกับค่าเครื่องนอนอย่างมหาศาล ดังนั้นจึงเล็งเห็นโอกาสที่จะช่วยแบ่งเบาภาระแก่ธุรกิจเหล่านี้ 
 
 
โดยมีการวางแผนโดยรวมคือ จะนำหมอนและที่นอนให้ผู้สนใจเช่าเป็นรายวันหรือรายปี เมื่อใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่งก็จะทำการเรียกคืนของทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อเปลี่ยนเป็นของใหม่ จึงเท่ากับว่าทางโรงแรมได้ใช้ของใหม่อยู่เสมอสำหรับที่นอนหากโครงสร้างยังดีและใช้ได้ก็สามารถเปลี่ยนผ้าคลุมแล้วนำกลับมาใช้ต่อได้ ส่วนหมอนนั้นไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ดังนั้นจึงจะนำเส้นใยของหมอนไปเข้าเครื่องเครื่องจักร และส่งออกเป็นเส้นใยมือสอง โดยจะมีช่องทางที่รับรองเส้นใยมือสองอยู่แล้ว โดยแผนงานนี้คาดการณ์ว่าจะออกมาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
 
 
ส่วนแผนงานที่สองคือ การเปิดบริการนำหมอนไปทดลองที่บ้าน ซึ่งแผนการนี้จะเป็นการลดอัตราการเปลี่ยนหมอนบ่อย กลุ่มลูกค้าจะรู้ได้เลยว่าต้องการหมอนแบบไหน หมอนไหนใช้ดี หมอนไหนใช้ไม่ดี นอกจากนี้ยังเป็นการขยายตลาดไปในตัว เนื่องจากตัวผู้ทดลองใช้เองแล้วอาจจะขยับขยายไปสู่คนในครอบครัว โดยการบริการทดลองใช้หมอนนี้จะเจาะกลุ่มไปยังผู้ที่อยู่ที่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน แน่นอนว่าแผนนี้ได้ตั้งเป้าว่าเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้การที่ต้องการจะให้แผนงานแล้วเสร็จก่อนเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม จะเป็นช่วงหน้าของขวัญ ทางบริษัทลักชัวรี่ต้องการขยับขยายสินค้าให้เป็นของขวัญ หรือสินค้าจับฉลากอันดับต้นให้ได้
 
 
นอกจากนี้ยังทำการวิจัยเรื่องเส้นใยไมโครคลิ้ม ป้องกันไรฝุ่นกับทาง สวทช.และ ITAP ร่วมด้วยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ทางบริษัทต้องการให้กลุ่มลูกค้าได้มั่นใจว่าเส้นใยที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นสามารถป้องกันไรฝุ่นได้จริง มีการรองรับโดยสถาบันต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการโฆษณาลอยลมว่าสามารถป้องกันไรฝุ่นได้ แต่ต้องสามารถทำได้จริง ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนวิธีที่จะทำให้สารเคลือบเส้นใยอยู่ได้นานที่สุด คาดการณ์ไว้ว่างานวิจัยจะสำเร็จภายในต้นปี 2560 นี้และตั้งเป้าไว้ว่าหมอนลักชัวรี่จะสามารถป้องกันไรฝุ่นได้ 2 ปี 
 
 
O เป้าหมายที่อยากเห็นในอนาคต
 
ต้องการเป็น Hotel Supply ซึ่งต้องการเป็นตัวเลือกที่สำคัญสำหรับธุรกิจโรมแรมไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า ลูกค้ามั่นใจได้เลยว่าสินค้าทุกประเภทนั้นทางบริษัทจะเป็นผู้รับประกันเอง รวมทั้งในอนาคตนั้นหลังจากที่บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งหมดแล้ว ทางลักชัวรี่ต้องการเปิดตัว Deluxe Hotel Supply ที่แรกขึ้น และตั้งใจจะเปิด Deluxe Hotel Supplyตามหัวเมืองใหญ่ เส้นทางผ่านอีสาน เหนือ หรือใต้ เรียกได้ว่าเป็นแหล่งเครื่องนอนครบวงจรตามหัวเมืองใหญ่ในประเทศ
 
 
  ด้วยวิธีการผลิตที่ใช้เทคนิคอย่างแตกต่างแล้ว หมอนลักชัวรี่นั้นผลิตจากเส้นใย ไมโครคลิ้ม (Micro Crimp) ที่มีความละเอียดสูง เป็นหมอนมีความเสถียร มีความหนึบ เส้นใยไม่ฟู เวลาที่นอนแล้วจะไม่เกิดแรงต้านและรับน้ำหนักที่ศีรษะ หากเป็นหมอนทั่วไปนั้นเมื่อเวลานอนลงไป เส้นใยจากหมอนจะฟู หมอนจะไม่ยุบลง วางศีรษะลงไปก็จะรู้สึกว่ามีแรงต้านและทำให้เกิดอาการปวดคอ
 
 
นอกจากนี้ยังสามรถนำหมอนไปซักในเครื่องซักผ้าได้ โดยที่เส้นใยหมอนจะไม่จับตัวกันเป็นก้อน หลังจากที่ซักทำความสะอาด ตากให้แห้งแล้ว หมอนก็จะกลับมาอยู่ในสภาพเดิมเพียงแค่ตบหมอนเท่านั้น เนื่องจากเส้นใยไมโครคลิ้มนั้นมีความละเอียด เล็กและสั้นคล้ายกับเมล็ดถั่วไม่มีโอกาสพันกัน ซึ่งแตกต่างจากหมอนตามท้องตลาดคือ ไม่สามารถนำมาซักทำความสะอาดได้ เพราะเส้นใยที่มีความยาวจะจับตัวกันเป็นก้อนและเสียรูปทรง ดังนั้น หมอนเหล่านี้มักจะมีป้ายบอกว่าหลีกเลี่ยงการซัก อีกทั้งยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ หมอนลักชัวรี่ไม่ทำร้อนคอหรือเหงื่ออกคอ เนื่องจากใช้หุ้มหมอนที่มีคุณภาพ
 
 
O บริการหลังการขาย
 
อัตราการเปลี่ยนหมอนที่ลูกค้าซื้อไปและบอกว่าซักหมอนแล้วหมอนจับตัวเป็นก้อนมีน้อยมากไม่ถึง 1% แต่สิ่งที่เจอคือ 5-10% ลูกค้ามีปัญหาเรื่องระดับหมอนที่สูงไปหรือต่ำไป ซึ่งนำไปสู่แผนบริการทดลองใช้หมอนที่บ้าน
 
 
ทั้งนี้ การบริการหลังการขายคือ เมื่อซื้อสินค้าเมื่อมีปัญหาระดับหมอนสูง-ต่ำไปสามารถนำมาเปลี่ยนได้ภายใน 14 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะแบรนด์ลักชัวรี่ต้องการดูแลด้านหมอนสำหรับลูกค้า ไม่อยากให้ทุกคนกลัวการซื้อหมอน หากกลุ่มลูกค้าชอบหมอนสไตล์โรงแรม ชอบการพักผ่อน หมอนลักชัวรี่จะสามารถตอบโจทย์ได้ดี และทางบริษัทต้องการให้ลูกค้านอนหมอนที่ดีตั้งแต่วันแรกและวันต่อๆ ไป 
 
 
อีกทั้งยังเพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ไปคือ หมอนรุ่น King-Queen Arthur เป็นหมอนเกรดพรีเมียมที่คัดเส้นใยในการผลิตหมอนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพราะจะมีความหนึบ แน่น และหนักกว่ารุ่น Standard มีทุกระดับความนุ่ม สามารถเปลี่ยนระดับความสูง-ต่ำของหมอนได้ภายใน 14 วันและมีประกันถึง 3 ปี 
 
 
คุณอาท ประกาศว่า เขาคือ เบอร์หนึ่งในวงการหมอน โรงแรมระดับ 6 ดาว และในเร็วๆ นี้ จะเป็นช็อปแรกอย่างยิ่งใหญ่ ที่สยามพารากอน