วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560 02:23 น.

สัมภาษณ์

อดทน...เชื่อมั่น...มุ่งมั่น...ทุ่มเท...กุญแจสู่ความสำเร็จ

วันพุธ ที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2560, 09.26 น.

อดทน...เชื่อมั่น...มุ่งมั่น...ทุ่มเท...กุญแจสู่ความสำเร็จ

 

 

           

ถาม - ในฐานะที่บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บุกเบิกและผู้พัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในรูปแบบเชิงพาณิชย์ แห่งแรกในประเทศไทย มองถึงการใช้พลังในประเทศไทยและประชาคมอาเซียนในปี 2560 และในอนาคตไว้อย่างไร

 

ตอบ - ก่อนอื่นต้องขอย้อนเล่าประวัติความเป็นมาของโครงการว่า โครงการโซลาร์ฟาร์ม เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2551-2552 ในช่วงที่ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยท่านเป็นผู้ที่สนับสนุนโครงการด้วยการออกนโยบาย “Adder” สนับสนุนโครงการพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ โดยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ของ บริษัท โซล่าร์ เพาเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอสพีซีจี ได้ยื่นขอสนับสนุนเป็นกลุ่มแรก จึงได้ 8 บาทต่อหน่วยในทุกโครงการ

 

เมื่อเราเข้าไปติดต่อกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อทำสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า เข้าไปขอ PPA (สัญญาการซื้อขายไฟฟ้า) พบว่ายังไม่มีโครงการใดเข้ามาติดต่อสักรายเดียว จึงทำให้เราสามารถขอร่วมโครงการกับการไฟฟ้าทั้งหมด 36 โครงการ แต่ได้ทำสัญญากับการไฟฟ้าจำนวน 34 โครงการ ขณะนั้นทำให้มีโครงการต่างๆ อยู่ในมือในระยะเริ่มต้นโดยที่ยังไม่รู้ว่าโครงการต่างๆ ที่เป็นเชิงพาณิชย์นั้นจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งการที่ยังไม่มีผู้ริเริ่มโครงการในเชิงพาณิชย์เลย การออกไปหาผู้ร่วมทุนหรือแหล่งเงินกู้ต่างๆ เป็นเรื่องยากมาก เพราะยังไม่เห็นทิศทางที่เป็นไปได้เท่าที่ควร ซึ่งการหา Partner หรือผู้ร่วมลงทุน รวมถึงแหล่งเงินทุนจากแหล่งต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งไปเจอธนาคารกสิกรไทยได้ให้โอกาสเราในการพัฒนาโครงการแรกด้วยโดยเงินทุน 420 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินทุนทั้งหมด

 

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่จะทำเรื่องนี้ จึงเริ่มหันมาลงทุนขายบ้าน มาเป็นทุนในโครงการแรก ก็ทำให้เรามีความเชื่อมั่นว่าการผลิตพลังไฟฟ้าสงอาทิตย์ จนประสบความสำเร็จตั้งแต่โครงการแรกจนมาถึงโครงการที่ 36 ในปี 2557 ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้าน จากเริ่มต้นที่ธนาคารให้กู้ 60% ก็ขยับมาเป็น 75% ทุนก็หาเพียง 25% จากดอกเบี้ยในโครงการแรกกว่า 10% ก็ลดเหลือเพียงแค่ 5% ในโครงการปัจจุบัน

 

ซึ่งการเข้าไปทำสัญญากับการไฟฟ้าเป็นเจ้าแรกทำให้ เอสพีซีจี สามารถเดินหน้าเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคอาเซียนในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ

           

ปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มประสบความสำเร็จ มี 3 ส่วนสำคัญ คือ เรื่องนโยบายต่างๆ เรื่องแผนการพัฒนาของบริษัทต่อการพัฒนาโซล่าฟาร์ม และเรื่องการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือรัฐบาลไทยได้บรรจุการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบของการเชื่อมโยงกับการจำหน่ายเข้าไปในแผนพัฒนาพลังงานกว่า 6,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2036 หรือนับจากนี้ไปอีก 20 ปี ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องเงินลงทุนก็คงจะประมาณ 400,000 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้นในประเทศ

 

ถือว่าเอสพีซีจีเป็นผู้คิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ การนำประโยชน์ของพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ เพื่อความมั่นคงของพลังงานและเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานที่สะอาดที่ไม่มีวันหมด ไม่มีต้นทุนในเรื่องของค่าเชื้อเพลิง แล้วเป็นพลังงานของมวลมนุษยโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเรามีความเชื่อมั่นว่าพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นพลังงานของมวลมนุษยโลกที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว

 

จากการที่ UN ยกย่องให้ตนเองรับรางวัล ในฐานะสตรีผู้นำด้านการลดโลกร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเป็นคนแรกที่เห็นโอกาส และพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทย และในประชาคมอาเซียน ที่เป็นพลังงานสะอาดปราศจากมลพิษ ช่วยลดสภาวะโลกร้อน สามารถช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่า 200,000 ตันต่อปี ตนก็ได้เดินทางไปบรรยายในกลุ่มของ UNFCCC หรือ COP 20 ที่เปรู COP 21 ที่ปารีส และ COP22 ที่โมร็อกโก โดย “บัน คี มูน” เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในขณะนั้น บอกว่าปัจจุบันน้ำแข็งละลายเป็นน้ำลงสู่มหาสมุทรมหาศาล ซึ่งหากเรายังไม่ทำอะไรอีก 80 ปี ข้างหน้า น้ำจะสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5 เมตร อุณหภูมิจะสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5 องศานั้นหมายถึงจะมีเกาะแก่งหรือประเทศหายไป เพราะฉะนั้นเรื่องของการช่วยกันในเรื่องของการลดโลกร้อนนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่ายิ่ง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนทั่วประเทศในโลกที่ต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก

 

ตรงจุดนี้ที่เอสพีซีจี เราจะต้องการนำเทรนด์ระบบการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อนำเข้าไปสู่ “โซลาร์รูฟ” หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อรณรงค์ให้ครัวเรือนทั่วโลกร่วมกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของโลก เพราะฉะนั้น SPCG จะเป็นผู้นำเรื่องนี้เพื่อลดโลกร้อนอีกด้วย

 

สิ่งที่เป็นต้นแบบความสุขที่เกิดขึ้นแล้วนั้น SPCG ต้องบอกว่าเราไม่ได้เป็นปรากฏการณ์เฉพาะในประเทศไทย วันนี้เราขยายผลของความสำเร็จไปในภูมิภาคอาเซียน ไปลงทุนในญี่ปุ่นในรูปแบบเดียวกัน เรายังมีความเชื่อมั่นว่าในโลกอนาคตไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ได้

 

แม้การพัฒนาของโลกดิจิตอลที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่มีคนพูดเยอะแยะมาก ประเทศไทยต้องเป็น 4.0 บ้าง ต้องเป็นอะไรบ้าง แต่อยากจะขอบอกว่าเราควรจะได้น้อมนำพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอะไรที่มั่นคงยั่งยืน อีกทั้งสามารถจะนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ โดยที่เราไม่ต้องไปคิดว่าประเทศไทยจะเป็น 4.0 หรือ 5.0 แต่ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือความพอดี ความสมเหตุสมผล ความมีภูมิคุ้มกันคือความไม่เสี่ยงจนเกินไป คือ 3 ข้อนี้ ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็สามารถยึดหลัก 3 ข้อนี้ได้เสมอคือ มีเหตุมีผล สมเหตุสมผล

 

สุดท้ายการกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ ก็ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไป ธุรกิจที่ได้ฝ่ายเดียวก็จะไปขัดความยั่งยืน มีอีกฝ่ายหนึ่งสูญเสียเสมอ แต่ธุรกิจที่สามารถยั่งยืนได้นั้นจะต้องเป็นธุรกิจที่ได้ด้วยกัน 2 ฝ่าย คือ วิน วิน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้บริโภคหรือส่วนร่วมอื่นๆ ทุกคนจะต้องมีความสำเร็จร่วมกัน อันนี้จะเกิดความยั่งยืนที่แท้จริง

 

“ตอนที่เริ่มทำโครงการโซลาฟาร์ม มีความมุ่งมั่นอย่างเดียวว่าเส้นทางที่เราทำนั้นรู้ว่าไม่ง่าย แต่มีความเชื่อมั่น คือสิ่งที่ใช้ในการคิด หรือแม้ว่าจะทำใดๆ ในชีวิต รวมถึงนำมาใช้เสมอในการทำธุรกิจ ทำอะไรก็แล้วแต่อันดับแรกจะต้องมีความเชื่อในสิ่งที่เราคิด เชื่อมั่นไม่พอต้องมีศรัทธาและมีการวางแผนที่ดี ต้องมีการประเมินผลปฏิบัติงานตลอด ซึ่งจะช่วยให้เรามีการทำงานอย่างรอบคอบ ประสบความสำเร็จ และทำให้เกิดความยั่งยืนได้ด้วย

 

อีกอย่างหนึ่งคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานความยั่งยืนไว้ให้กับคนไทยไว้ให้คิดได้ตลอด อาทิ พระราชนิพนธ์พระมหาชนก ที่อธิบายถึงความอดทน ความพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาทั้งปวง ไม่ต้องมีข้ออ้าง วันนี้ทำไม่ได้ วันนี้อย่างนั้น โดยหากเราจะทำอะไร เราต้องทำให้ประสบความสำเร็จ และมุ่งมั่นอย่างเต็มที่

         

ซึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในวันนี้ คือเรื่องของความเชื่อและศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะตัวเองเชื่อว่าจากการประสบการณ์การพัฒนาแสงอาทิตย์ ทำให้มองเห็นโอกาส เห็นช่องทาง และมั่นใจว่าจะพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้สำเร็จ จึงได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมอย่างหนักและเต็มที่ แม้ต้องเผชิญอุปสรรคปัญหามากมายตลอดทางก็ไม่ได้ย่อท้อ เพราะเชื่อว่าเราจะทำได้ ซึ่งหลังจากฟันฝ่าอุปสรรคมาได้และประสบความสำเร็จก็รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจ ซึ่งธุรกิจนี้จะเป็นโมเดลนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างกว้างขวางต่อไป

           

สุดท้ายนี้ เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ 2560 เป็นปีที่พวกเราทุกคนจะต้องมีความมุ่งมั่นในการสร้างความดี ทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งทุกคนก็มีหัวใจดวงเดียวกัน คือเราเห็นพระองค์ท่านตั้งแต่เกิด รักพระองค์ท่านตั้งแต่เห็น ทุกวันเราจะได้เห็นการที่พระองค์ท่านได้เสียสละทั้งพระวรกาย ทรงงานหนักควบคู่ไปกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สิ่งที่ทั้ง 2 พระองค์ได้สร้างไว้ให้ประเทศไทยของเรานั้นไม่ใช่แค่ความยั่งยืนประเทศไทย แต่เป็นความยั่งยืนในใจของคนไทยทั้งปวง

 

         

 

หน้าแรก » สัมภาษณ์