วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561 08:10 น.

กทม-สาธารณสุข

รับสั่งองคมนตรีดำรงสถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 09.31 น.
รับสั่งองคมนตรีดำรงสถาบัน
พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ
ก่อนเข้ารับหน้าที่ทั้งคณะ
 
 
 
พสกนิกรยังหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ เดินทางมารอคิวเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ “ในหลวง ร.9” เบื้องหน้าพระบรมโกศอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน ขณะเจ้าหน้าที่เปิดจุดคัดกรองตั้งแต่ตี 4 ด้านจิตอาสาแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม ด้าน กอร.รส.พอใจบริหารจัดการให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพได้รวดเร็ว แนะประชาชนที่อยู่ใกล้ ทยอยมาในช่วงบ่าย ไม่ต้องรอคิวนาน และไม่แย่งคิวคนต่างจังหวัด
 
 
บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ
 
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 ธ.ค.59 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร จำนวน 8 รูป
 
 
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย แล้วทรงกราบที่หน้าพระโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จากนั้น ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำประชนมวารหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เมื่อคืนที่ผ่านมา แล้วประทับที่พระราชอาสน์ เมื่อพระภิกษุสงฆ์รับพระราชทานฉันเช้าเสร็จแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์จากนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบราบที่หน้าพระโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงกราบพระพุทธรูปประจำประชนมวาร หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนกระบะมุขหน้าเตียงพระพิธีธรรม เพื่อสวดพระอภิธรรมชุดแรกของวัน
 
 
โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ ได้ขึ้นมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อกราบถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล อีกด้วย
 
 
โปรดเกล้าฯ พระราชทานอาหาร
 
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่มาสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เบื้องหน้าพระบรมโกศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน
 
 
สำหรับเมนูอาหารพระราชทานแจกจ่ายประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. เกี๊ยวน้ำลูกชิ้นปลา 1,500 ถ้วย กาแฟบาริสต้า 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวันเวลา 11.00 น.ข้าวมันไก่ไรซ์เบอรี่ 1,500 จาน ข้าวพะแนงหมู 1,500 จาน ขนมจีนน้ำยากะทิลูกชิ้นปลา 1,000 จาน มื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง ซาลาเปาหมูแดง-หมูสับ 1,000ลูก เฉาก๊วย 1,000 ถุง ขนมหวาน 1,000 ถ้วย มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวไข่พะโล้ กุนเชียง 3,000 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 700 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน
 
 
เจ้าหน้าที่แจ้งว่า วันนี้สำนักนายกรัฐมนตรีได้นำนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา จำนวน 10 คน และครูอีก 3 คน มาช่วยปรุงและจัดอาหารพระราชทาน โดยมีเชฟจากสมาคมเชฟแห่งประเทศไทยมาควบคุมการปรุงอาหาร พร้อมกับช่วยสอนนักเรียนที่ถือโอกาสมาเรียนรู้การปรุงอาหารด้วย เรียกว่านอกจากจะได้ถวายงานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วยังได้ประโยชน์หลายอย่าง เป็นการบูรณาการการทำงาน
 
 
พสกนิกรทยอยเข้าสักการะพระบรมศพ
 
ขณะที่บรรยากาศการเข้าถวายบังคม พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง พบว่ามีประชาชนทยอยเดินทางมารอคิวอย่างต่อเนื่อง จากการสอบถามพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมารอตั้งแต่ในช่วงกลางคืน ซึ่งมีทั้งประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดรวมถึงประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มาปักหลักรอจนจุดคัดกรองเปิดให้เข้าในเวลา 04.00 น. โดยจุดคัดกรองที่ 8 และ 9 ที่ตั้งอยู่ฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์เป็นจุดคัดกรองที่มีประชาชนใช้เป็นประตูผ่านเพื่อเข้าไปยังบริเวณท้องสนามหลวงจำนวนมาก เนื่องจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นำประชาชนที่มาจากส่วนภูมิภาค มายังจุดรับส่งที่ 4 ตรงข้ามกองสลากฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ ที่เป็นทางเชื่อมกับจุดคัดกรองที่แปดและจุดคัดกรองที่เก้า พร้อมกันนี้ จุดรับส่งดังกล่าวนี้ ยังเป็นจุดจอดรถบัสสำหรับกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งมีท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรอง ได้กำชับให้ทุกคนแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือ พาสปอร์ต ก่อนผ่านเครื่องสแกนโลหะ และตรวจสัมภาระ เพื่อความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทางด้าน หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ที่มาเป็นจิตอาสาต่างมาจัดเตรียมพื้นที่สำหรับแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อให้บริการประชาชน ตั้งแต่ในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน
 
 
ขณะที่ นายสมใจ อ่อนภิรมย์ หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง กล่าวว่า วันนี้มีทั้งประชาชนจากต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานครบางส่วน โดยกลุ่มที่เข้าไปแล้ว อาทิ ประชาชนจาก จ.พิจิตร ประชาชนจาก จ.เชียงราย ที่นำมาโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และประชาชนทั่วไปที่มาเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว ซึ่งได้เปิดให้เข้าชุดแรกในเวลา 05.00 น. ทางประตูวิเศษไชยศรี จนถึงเวลา 08.00 น. เปลี่ยนมาเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ ผ่านวัดพระแก้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการประจำจุด มีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง 40 คน รวมกับเจ้าหน้าที่ทหาร เทศกิจ รวมแล้วประมาณ 80 คน ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันพัก ตามเวลาของแต่ละจุด โดยบรรยากาศตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเรียบร้อย ประชาชนให้ความร่วมมือดี
 
 
กอร.รส.พอใจผลบริหารจัดการ
 
ด้าน พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แถลงผลการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ว่า ภาพรวมการบริหารจัดการของ กอร.รส.ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.) หลังจากผ่านช่วงวันหยุดยาว พบว่ามีประชาชนมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นจำนวนมากกว่า กว่า 35,943 คน แต่เนื่องจากมีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ทุกคนได้เข้าไปกราบพระบรมศพอย่างรวดเร็วขึ้น
 
 
“เป็นที่น่าดีใจ ที่ประชาชนมาจากจังหวัดไกลๆ แล้วได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ จนสามารถขึ้นกลับบ้านได้ ภายในเวลาไม่เกินเที่ยง จากที่เมื่อก่อนประชาชนจะทยอยเดินทางกลับ หลังตีสองไปแล้วก็มี ถือเป็นการบริหารจัดการที่ดีขึ้น” พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว พร้อมแนะนำให้ประชาชนที่อยู่ไม่ไกลมากนัก หรือที่ขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมง ทยอยมาในช่วงบ่าย จะไม่ต้องเสียเวลารอคิวนาน และไม่ต้องแย่งคิวคนจากต่างจังหวัดในช่วงเช้า
 
 
ส่งคนเร่ร่อนสนามหลวงกลับบ้าน
 
น.ส.ยุพเรศ วงศ์บุญมี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แถลงภาพรวมสรุปผลการแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนไร้ที่พึ่ง ในพื้นที่สนามหลวง ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายนถึง 1 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า พม.ได้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทหาร ตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยทั้งหมดได้ร่วมกันลงพื้นที่อย่างเข้มแข็งและสรุปผลการดำเนินการว่ามียอดรวม 571 ราย ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ที่รอถวายสักการะพระบรมศพ 216 ราย คนต่างด้าว 12 รายและคนไร้ที่พึ่ง 343 ราย
 
 
น.ส.ยุพเรศ กล่าวว่า ในจำนวนคนไร้ที่พึ่ง 343 ราย มีการนำส่งเข้ากระบวนการของบ้านมิตรไมตรี 326 ราย ส่งต่อให้หน่วยงานตามสภาพปัญหา 15 ราย และส่งสถานคุ้มครองเพื่อการคุ้มครองตามกฎหมาย 2 ราย ทั้งนี้ตามกระบวนการของบ้านมิตรไมตรีจะมีการให้ที่พักอาศัยชั่วคราว สืบค้นประวัติและติดตามญาติ ให้คำปรึกษาแนะนำสวัสดิการ ดูแลสุขภาพกายใจ และฟื้นฟูจัดหาอาชีพ
 
 
ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า จำนวนคนไร้ที่พึ่ง 326 รายที่เข้ากระบวนการบ้านมิตรไมตรี ขณะนี้ถูกส่งกลับภูมิลำเนาเดิม 254 ราย มีครอบครัวมารับกลับ 9 ราย ส่งต่อโรงพยาบาล 10 ราย ส่งต่อสถานคุ้มครอง 23 ราย ส่งทำงานในสถานประกอบการ 21 ราย และยังคงเหลืออยู่ในกระบวนการอีก 9 ราย ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ
 
 
ชาวมหาสารคามทำบุญถวาย
 
วันเดียวกันที่สะพานอนุสรณ์มหาสารคาม 150 ปี วัดป่าอศิราวาสเกาะเกิ้ง ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม พุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคามจำนวนกว่า 1,000 คน พาครอบครัวบุตรหลานเดินทางมาทำบุญตักบาตรบนสะพานไม้ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนานัปการ นอกจากนี้ยังเป็นการทำบุญตักบาตรเปิดสะพานไม้เกาะเกิ้งตามชื่อเรียกเดิมที่นักท่องเที่ยวรู้จัก เป็นสะพานอนุสรณ์มหาสารคาม 150 ปี พร้อมกันนี้ยังเป็นการทำบุญเสริมสิริมงคลให้แก่ครอบครัว โดยมีพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา นำพระสงฆ์จำนวน 149 รูป ออกมารับบิณฑบาต
 
 
สำหรับสะพานวัดป่าเกาะเกิ้งเป็นสะพานไม้ที่สร้างขึ้นมาใหม่เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อให้ชาวบ้านที่จะมาทำบุญที่วัดป่าเกาะเกิ้งสามารถข้ามไปมาได้สะดวก มีความยาวประมาณ 145 เมตร เดิมชาวบ้านจะข้ามด้วยเรือ ซึ่งไม่สะดวกและอันตราย พระในวัดจึงได้ร่วมกับชาวบ้าน, นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม และมูลนิธิต่างๆ ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้น โดยไม้ที่นำมาสร้างเป็นสะพานนั้นส่วนใหญ่ได้มาจากผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาค พระภิกษุสงฆ์ และชาวบ้านช่วยกันสร้างและบูรณะซ่อมแซมจนสวยงามแข็งแรง เพื่อรองรับญาติโยมที่จะมาทำบุญและปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้ ต่อมาได้มีพุทธศาสนิกชน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นจำนวนมากจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวจังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับจังหวัดมหาสารคามได้ครบรอบวันสถาปนา 150 ปี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2558 จังหวัดมหาสารคามจึงร่วมกับวัดป่าอศิราวาสเกาะเกิ้ง เปลี่ยนชื่อสะพานเกาะเกิ้งเป็น สะพานอนุสรณ์มหาสารคาม 150 ปี

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข