วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560 20:24 น.

อาชญากรรม

ตุ๋นยกอำเภอสูญกว่า 60 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 13.13 น.

ตุ๋นยกอำเภอสูญกว่า 60 ล้าน

 

 


 

 ชาวบ้านท่าคันโทร้อง คสช. ถูกสถาบันการเงินในหมู่บ้านหลอกให้กู้เงินผ่านโครงการธนาคารฯ รายละ 200,000 บาท แต่ให้มอบอำนาจการถอนเงินเพื่อลงทุนรายละ 190,000 บาท เพื่อสร้างกำไรปั่นผลสารพัดโครงการชวนเชื่อผ่านไปไม่ถึงปีมีหนังสือทวงเงินคาดเสียหายเบื้องต้นกว่า 60ล้านบาท 

 

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10.30 น.ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผวจ.กาฬสินธุ์ มอบหมายให้ นายไชยา เครือหงส์ หน.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นายสนุน แจะหอม นิติกรประจำศูนย์ดำรงธรรมฯ นายพลานุภาพ ธนพรดำแพทย์ นายอำเภอท่าคันโท ร.ท.จักรภัทร ตระการไทย หน.ชุดปฏิบัติการกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อย กองพันทหารม้าที่ 14 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ นายจารึก ตันเจริญ พัฒนาการอำเภอท่าคันโท ร่วมกันสอบข้อเท็จจริงกรณี ชาวบ้านตำบลท่าคันโท และตำบลหนองกรุงเก่า อำเภอท่าคันโท กว่า 350 คน เชื่อว่าถูกสถาบันการเงินชุมชนบ้านท่าคันโท หมู่ที่ 9 ต.ท่าคันโท อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่ง เป็นสถานบันการเงินที่ถูกยกขึ้นจากโครงการเงินกองทุนหมู่บ้าน โดยเชื่อว่าถูกหลอกเอาเงินไปรายละ 190,000 บาท ด้วยวิธีการชวนเชื่อผ่านการปล่อยสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีความเสียหายกว่า 66,500,000 บาท

 

 

เบื้องต้นวันนี้นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่กำลังทหาร ตำรวจ ยังมีผู้ช่วยผู้จัดการของธนาคารเข้าไปร่วมรับทราบปัญหา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนได้ลงชื่อเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ที่ส่วนใหญ่การลงชื่อนั้นชาวบ้านจะได้รับถูกหนังสือทวงเงินจาก ธนาคารออมสิน สาขาท่าคันโท รายละ 190,000 บาท แต่จะแตกต่างกันไปตามหวงเวลาของการปล่อยกู้เงินจากธนาคาร

 

นายไชยา กล่าวว่า ปัญหานี้ ชาวบ้านตำบลท่าคันโท อำเภอท่าคันโท ได้เข้ามาร้องของความเป็นธรรมต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นหนังสือถึง คสช. และจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเนื่องจากมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงได้รายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งก็ได้สั่งการให้เข้ามาติดตามตรวจสอบกันในวันนี้ เบื้องต้นจากการตรวจสอบนั้น การปล่อยกู้โดยธนาคารฯได้เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นลักษณะการปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงินให้กับชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีรายบุคคลอเนกประสงค์ จะสามารถกู้เงินได้ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยจะมีผู้ค้ำประกัน 2 คน และกรณีที่ 2 เป็นการปล่อยกู้ในรูปแบบกลุ่มให้กลุ่มละ 5 แสนบาท ที่จะมีผู้ค้ำประกันเช่นกัน

 

"ในกรณีนี้ชาวบ้านอ้างว่า โครงการดังกล่าวนั้น ชาวบ้านตำบลท่าคันโท ได้กู้ออมสิน โดยใช้ สถาบันการเงินชุมชนบ้านท่าคันโท โดยมี นายไกรสวัสดิ์ แก้วคำหาญ ผอ.รร.โนนสำราญวิทย์ อำเภอท่าคันโท เป็นประธานสถานบันการเงินชุมชนแห่งนี้ และแน่นอนว่าชาวบ้านต้องเป็นสมาชิกสถานบันการเงินโดยจะทำการรวมกัน 3 คน เป็นการกู้เงินในรูปแบบที่ 1 คือรายบุคคลจากนั้นผลัดกันเซ็นค้ำประกัน ก็จะได้เงินคนละ 200,000 บาท จากธนาคารฯ จากนั้นเมื่อได้เงินมาแล้ว ผู้กู้ซึ่งมีบัญชีธนาคารหรือมีบัตรเอทีเอ็ม ทางสถานบันการเงินก็จะให้เซ็นมอบอำนาจหรือเอาบัตรเอทีเอ็มมาไว้ โดยตกลงกันว่าจะนำเงินไปลงทุน 190,000 บาท ที่จะยังคงทิ้งค้างบัญชีเอาไว้เพียง 10,000 บาท ทั้งนี้วิธีการชำระนั้น ทางธนาคารฯ ก็จะหักเงินจากบัญชีเพื่อเป็นการชำระหนี้ เดือนละ 4,260 บาท"

 

 

นายไชยา กล่าวอีกว่า การดำเนินกิจการ โดยสถานบันการเงิน ผู้เสียหาย อ้างว่า กรรมการในสถาบันการเงิน ได้เข้ามาชักชวนให้เข้ามาร่วมลงทุน โดยจะทำการปล่อยเงินกู้ในลักษณะกองทุนหมู่บ้าน ที่จะมีเม็ดเงินในการปันผลในแต่ละเดือนจำนวนมาก ส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหาย จึงได้ตัดสินใจเข้าไปกู้เงินกับธนาคารฯ แต่แล้วใช้เวลาเพียงไม่ถึงปีกลับมีหนังสือทวงเงินจากธนาคารฯ จึงเชื่อมั่นว่าตนเองถูกหลอก

 

ด้าน นายจารึก ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า เรื่องนี้ก่อนที่จะมีการร้องเรียนไปทางจังหวัด ทางอำเภอท่าคันโท ได้รับการร้องทุกข์มาแล้ว แต่เนื่องจากจำนวนเงินมหาศาล จึงได้แนะนำให้ไปร้องที่จังหวัด เบื้องต้น เท่าที่ทราบลักษณะการชักชวนเรื่องการลงทุนให้ปล่อยกู้นั้นจริง แต่ทางสถาบันการเงินบอกว่าเงินได้ปล่อยให้กู้ไปจนหมดแต่ไม่สามารถเก็บได้ ในเรื่องนี้ก็จะต้องตรวจสอบให้ลึกว่า การปล่อยกู้นั้นปล่อยให้ใครจริงหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องแนะนำให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง หากตรวจสอบว่ามีการปล่อยกู้จริง เพราะในหนี้สินการกู้เงินระหว่างธนาคารกับผู้กู้นั้นถือว่าได้ทำตามระเบียบทางการเงินของธนาคารฯ

 

ด้าน ผช.ผจก.ธนาคารฯ ได้ปฏิเสธที่จะตอบข้อซักถามในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าในหวงการทำสัญญาใครเป็นผู้จัดการ หรือแม้แต่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยให้สัมภาษณ์เพียงว่าเป็นหน้าที่ของทนายความของธนาคารและจะต้องให้ผู้ใหญ่ให้สัมภาษณ์เท่านั้น

 

ด้าน นางพร ใจทน อายุ 54 ปี กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่ถูกหลอก เพราะเงินจำนวน 200,000 บาท นั้น ได้รับคืนเหลือติดธนาคารในบัญชีธนาคารฯ เพียง 10,000 บาท ซึ่งกรณีนี้ ตนได้ถูกกรรมการสถาบันการเงินชุมชนชักชวน ซึ่งเนื่องจากการบริหารงานนั้น เดิมเป็น กองทุนหมู่บ้าน ประสบผลสำเร็จ ลูกหนี้จ่ายหนี้ดีจนได้รับการรับรองจาก ธนาคารฯ จึงได้ถูกยกฐานะ ขึ้น จนมีโครงการจากรัฐบาล ให้ธนาคารฯ ปล่อยกู้จึงตัดสินใจลงทุน เพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับเงินปันผล จึงร่วมลงทุน แต่กลับไม่ได้รับเงินปันผลแถมยังถูกทวงเงินโดยธนาคารฯ จึงเชื่อว่าถูกหลอกแน่นอน เพราะไม่เฉพาะที่ตนเองโดนเท่านั้น คนในหมู่บ้าน มากกว่า 100 คน ก็ถูกเช่นกัน และหากรวมทั้งเบื้องต้นเฉพาะที่มาวันนี้ก็มากกว่า 350 คน หากคิดเป็นเงินก็จะมากกว่า 67 ล้านบาท จึงขอความเมตตาให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบและเอาผิดด้วย

 

ด้าน ร.ท.จักรภัทร ตระการไทย หน.ชุดปฏิบัติการกองร้อยรักษาความสงบ กองพันทหารม้าที่ 14 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา ซึ่งหากจำเป็นที่จะต้องใช้ ม.44 ก็จะต้องอยู่ที่คำสั่งและความชัดเจน ซึ่งทหารพร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ความเสียหาย เริ่มขยายวงกว้างไปเกือบทั้งอำเภอ เนื่องจากมีชาวบ้านที่รู้ข่าวทยอยเข้ามาร้องทุกข์จำนวนมาก ส่วนการรวบรวมเพื่อร้องทุกข์โดยชาวบ้าน ขณะนี้มีมากกว่า 350 คน เตรียมที่จะยืนร้องทุกข์ให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงเนื่องจากคดีการฉ้อโกงมีอายุความเพียง 3 เดือน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งความเป็นบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐานเพื่อขยายเวลาในการตรวจสอบเพื่อเอาผิดต่อไป

หน้าแรก » อาชญากรรม