วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 03:42 น.

เศรษฐกิจ

TMA มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

วันพุธ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.27 น.

TMA มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เปิดเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากทุกภาคส่วน

 

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2018 เรื่อง Powering Thailand Competitiveness through Digital Transformation เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไอเอ็มดี ผู้บริหารภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแนวทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคปัจจุบัน  โดยรมว.คลัง ชี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างสังคมไร้เงินสด ช่วยประเทศเข้มแข็ง ชี้อีอีซี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2018 ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย(TMA) ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้จัดให้เรื่องนี้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะต้องมีการดำเนินการแก้ไข เพราะยอมรับว่า หากไม่ดำเนินการใดๆ เลย จะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ในอนาคต

 

ทั้งนี้ ในปัจจุบันขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย ถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งการศึกษาของ สถาบัน IMD World Competitiveness Center  ได้ประเมินประเทศไทยในหลายๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องของภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยทำได้ดี  ขณะที่ด้านประสิทธิภาพของเอกชน อยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวมองว่า ภาคเอกชนน่าจะทำได้มากกว่านี้ เพราะมีข้อมูลที่ใกล้ชิดประชาชนได้มากกว่ารัฐ  ซึ่งในอนาคตก็ต้องการที่จะประสานความร่วมมือกันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาความรู้และงานวิจัยต่างๆ

 

ส่วนด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ได้คะแนนอยู่ในระดับกลางๆเช่นกัน โดยมีประเด็นที่ถูกว่า ประเทศไทยจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง จนส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ซึ่งในอนาคตทางภาครัฐจะมีการพัฒนาในส่วนนี้และทำการปฏิรูประบบภาษี สร้างความสมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

และด้านสุดท้าย ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ที่ถูกจัดอันดับไว้ค่อยดีมากนัก ซึ่งก็ต้องยอมรับในส่วนนี้  เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยหยุดลงทุนในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานมายาวนานเป็น 10 ปี  แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก  โดยได้มีการลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่  รถไฟฟ้าความเร็วสูง รวมถึงการสร้างถนนใหม่ๆ เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์  นอกจากนี้ยังมีการลงทุน พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา  ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ  เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ทางด้านโลจิสติกส์ ของกลุ่มประเทศ CLMV (คือประเทศ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เป็นประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่องและยังมีแร่ธาตุทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และยังมีค่าจ้างแรงงานไม่สูงนัก)

 

จากนี้ รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบ National e payment  หรือที่รู้จักในนามพร้อมเพย์  รวมถึงได้มีการนำระบบการชำระเงิน ด้วย QR Code เป็นประจำมาใช้เป็นประเทศแรกๆของอาเซียน ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านโครงสร้างทางการเงินในภูมิภาคนี้ จากนี้จะยังคงพยายามผลักดันให้ลดการใช้เงินสด โดยได้จัดทำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการของรัฐ  ซึ่งเชื่อว่าการผลักดันมาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดปัญหาการคอรัปชั่นของภาครัฐ การใช้งบประมาณจัดพิมพ์เงินสดลงลง   ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้  ที่สำคัญภาครัฐก็ยังจะอำนวยความสะดวกในการสร้างระบบการชำระภาษีออนไลน์ ที่ต่อไปจะช่วยอำนวยความสะดวกภาคเอกชนในการชำระภาษี ซึ่งจะช่วยให้เอกชนทำงานได้ดียิ่งขึ้นและลดต้นทุน

 

 

 

 นายอภิศักดิ์ ยังระบุเพิ่มอีกว่า รัฐบาลยังได้มีการเร่งโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศไทย นอกจากนี้ยังพยายามช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ให้มีความเข้มแข็ง รวมถึงยกระดับภาคเกษตร ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ มีความเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ทั้งการจ้างงานและการสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อทำให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

 

ด้านสุดท้ายการพัฒนาคน ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ทางคณะรัฐมนตรี เพิ่งมีการปรับโครงสร้างกระทรวงโดยให้มีกระทรวงใหม่ กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยพัฒนาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่า ในส่วนนี้จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ให้กับประเทศได้อีกมาก

 

“ไทยเรานั้น เข้าสู่ยุคดิจิทัลไปพร้อมๆกับประเทศอื่น ทำให้เราไม่ได้เสียเปรียบหรือตามหลังเขามาก หากเราพัฒนาได้ดี เอกชนร่วมมือทำงานอย่างเข้มข้น มีการจัดการที่ดี เชื่อว่า เรามีโอกาสยกระดับขีดความสามารถไปอยู่ระดับต้นๆของโลกได้ ไม่ใช่ตามหลังเหมือนในอดีต ทุกคนต้องร่วมมือกัน” นายอภิศักดิ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ เกือบ 20 ปี ที่ทาง TMA มีบทบาทในด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้ดำเนินโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Programโดยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการได้กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ  ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ จึงจัดงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference  2018  ภายใต้คอนเซปต์ Powering Thailand Competitiveness through Digital Transformation  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเทคโนโลยีของโลกที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลและภาคธุรกิจ  โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ  ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เห็นความสำคัญเข้ามามีบทบาทร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างคับคั่ง