วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562 19:57 น.

เศรษฐกิจ

ปตท.สผ.จ่อทบทวนแผนลงทุน5ปี

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 23.07 น.


ปตท.สผ.จ่อทบทวนแผนลงทุน5ปี
 

 

ปตท.สผ.เตรียมทบทวนแผนลงทุน 5 ปี มั่นใจยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 3.44 แสนบาร์เรล/วัน ระบุคาดรายได้ปีนี้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 16%  หลังเข้าซื้อ "เมอร์ฟี่ ออยล์"ในมาเลเซีย 

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เปิดเผยว่า เตรียมทบทวนแผนลงทุน 5 ปี (ปี 62-66) ใหม่ จากเดิมที่อยู่ระดับ 16,105 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังการเข้าซื้อกิจการเมอร์ฟี่ ออยล์ ครั้งนี้ และการได้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ในโครงการบงกชและเอราวัณ รวมถึงการจะเริ่มลงทุนพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ  โดยคาดว่าแผนลงทุนใหม่จะประกาศได้ในช่วงกลางปีนี้ ทั้งในส่วนของงบลงทุน ,ปริมาณขายปิโตรเลียม และแผนทางการเงิน

นายพงศธร กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการของเมอร์ฟี่ ออยล์(ผู้ผลิตปิโตรเลียมในสหรัฐ )ในมาเลเซีย ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2/2562 ก็จะทำให้คาดว่าปริมาณขายปิโตรเลียมเข้ามาในปีนี้เพียง 24,000 บาร์เรล/วัน จากแต่ละปีจะรับรู้ปริมาณขายรวม 48,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณขายปิโตรเลียมของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 344,000 บาร์เรล/วัน จากเป้าหมายเดิมที่ประมาณ 320,000 แสนบาร์เรล/วัน  และคาดว่ากำลังผลิตของเมอร์ฟี่ ออยล์ คาดว่าจะเพิ่มระดับการผลิตเพิ่มขึ้นในปี 63 ซึ่งเมื่อคิดตามสัดส่วนร่วมทุนก็จะทำให้ปริมาณขาย เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 บาร์เรล/วันในปี 63 จาก 48,000 บาร์เรล/วันในปัจจุบัน
"เมอร์ฟี่ออยล์ ยังประกาศขายกิจการในบรูไนและเวียดนาม ซึ่ง ปตท.สผ.ขอพิจารณาความเหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ตาม การซื้อกิจการในมาเลเซีย จะส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ,ภาษี ,ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 16% จากระดับ 3,860 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว  รวมถึงจะทำให้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของบริษัทเพิ่มเป็น 6 ปีจากเดิม 5 ปี" นายพงศธรกล่าว


นายพงศธร กล่าวว่า  การลงทุนครั้งนี้คาดว่าจะสร้างอัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ให้กับบริษัทในช่วง 10-15% โดยสามารถสร้างกระแสเงินสดให้กับบริษัทราว 300-500 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ขณะที่โครงการของเมอร์ฟี่ ออยล์ มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน 300-400 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี 
สำหรับแผนทางการเงินนั้น บริษัทได้ใช้เงินสดที่มีประมาณ4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อกิจการของเมอร์ฟี่ ออยล์ ในมาเลซีย จำนวน 2,127 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้คงเหลือเงินสดประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยขณะนี้บริษัทมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำราว 0.16 เท่า จากนโยบายที่จะมี D/E ไม่เกิน 0.5 เท่า ทำให้ยังมีศักยภาพในการกู้3,000-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนใหม่ ๆจะเข้ามาหลังยังมองโอกาสการลงทุนใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรอบประเทศ ทั้งในไทย ,มาเลเซีย และเมียนมา


อย่างไรก็ตามความคืบหน้าการประกาศการตัดสินใจขั้นสุดท้าย (FID) ในโครงการโมซัมบิกนั้น คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ค.  ส่วนความคืบหน้าธุรกิจโรงไฟฟ้า (Gas to Power) ในเมียนมา คาดว่าจะมีความชัดเจนในปลายไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ปีนี้