วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 07:55 น.

เศรษฐกิจ

ขู่ล้างคุกรอฉวยขึ้นราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.38 น.

ขู่ล้างคุกรอฉวยขึ้นราคา

พณ.สั่ง จนท.ตรวจเข้มหลังปรับค่าจ้างทั่วประเทศ

 

พาณิชย์ขู่ล้างคุกรอฟันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า-บริการหลังการปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ แจงปรับค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท มีผลต่อต้นทุนสินค้าสูงสุดแค่ 1.02% ด้านนักวิชาการชี้ค่าแรง 300 บาท กระทบตลาดแรงงาน

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกสำรวจตรวจสอบเข้ม ดูราคาสินค้า ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการประกาศ ค่าแรงเพิ่ม รวมทั้งขอความร่วมมือร้านค้าอย่าถือโอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากกระทบต้นทุนน้อยมาก เพราะการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวโดยรวมจะมีผลต่อต้นทุนเพียงร้อยละ 0.01 -1.02 ยกตัวอย่างค่าอาหารและเครื่องดื่ม ปรับค่าแรงแล้วมีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น 0.02-0.3 หมวดของใช้ประจำวัน มีผลต่อต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05 -0.44 ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประกอบการอย่าใช้โอกาสนี้ขึ้นราคาสินค้าเกินจริงซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้มีการตรวจเข้มทั่วประเทศ

         

สำหรับการจัดสายตรวจออกตรวจกำกับราคาสินค้าค่าครองชีพนั้น มีการออกตรวจเป็นประจำ โดยมีระดับผู้บริหารกรมและกระทรวงเป็นหัวหน้าสายออกตรวจ ที่ผ่านมาตั้งแต่ ม.ค.-ต.ค.59 มีการร้องเรียนสถิติการจับกุมดำเนินคดีเรื่องราคาสินค้าแล้ว จำนวน 260 ราย ปรับเป็นเงิน 456,400 บาท ปรับเรื่องเครื่องชั่งไม่ตรง ไม่มีใบรับรองแล้ว 342 ราย เป็นเงิน 5 ล้านบาท

         

ด้านบทลงโทษเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากพบร้านค้าไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายสินค้าควบคุมสูงกว่าราคาควบคุม โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท จำหน่ายสินค้าสูงเกินควร จงใจทำให้เกิดความปั่นป่วนของราคาสินค้าหรือกักตุนสินค้า จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ. มาตราชั่ง ตวง วัด ที่มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ทั้งนี้ตามที่ ครม.มีมติรับทราบ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาท เพื่อเป็นการปรับรายได้ให้คนงานดำรงชีพได้ดีขึ้น โดยจะมีผลวันที่ 1 มกราคม 2560 ใน 69 จังหวัดนั้น เพื่อเป็นการดูแลและป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งอาหารปรุงสำเร็จ

 

นอกจากนี้ ทางกรมการค้าภายในได้เพิ่มระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลเรื่องค่าครองชีพ และขอให้ประชาชนที่พบเห็นร้านค้าที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา รวมทั้งที่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินความเป็นจริง แจ้งข้อมูลมาที่สายด่วนหมายเลข 1569 ซึ่งกรมการค้าภายในจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบและดำเนินการทันที

 

ด้านนายดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์กลุ่มงานการศึกษาประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการวิจัยนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ทำให้ต้นทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 และมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่หากมองในมุมการลดความเหลื่อมล้ำ ถือว่ามีผลในการลดช่องว่างดังกล่าวได้และครอบคลุมแรงงานที่ได้ปรับขึ้นค่าแรงกว่าร้อยละ 80 แต่ขณะเดียวกันกลับมีแรงงานบางส่วนที่ไม่รับการปรับเพิ่มประมาณร้อยละ 10 ในช่วงแรกของการดำเนินนโยบาย และเร่งตัวขึ้นในช่วงปี 2556 ที่มีผลกระทบต่อแรงงานกลุ่มหนุ่มสาวที่ไม่ได้รับการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 30-40

 

ทั้งนี้ หลังผ่านการดำเนินนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงช่วง 1 ปีครึ่ง มีผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานที่ลดลงไม่มาก เนื่องจากมีการปรับตัวช่วงก่อนการใช้นโยบายประมาณ 3 ไตรมาส แต่หากลงไปดูรายละเอียดถือว่ามีผลกระทบต่ออัตราการจ้างงานสูง เนื่องจากทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงาน โดยเน้นการจ้างงานจากแรงงานที่มีความสามารถสูงและค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้แรงงานที่ไม่มีคุณภาพออกจากระบบแรงงาน จึงทำให้ตัวเลขการว่างงานไม่ได้สะท้อนผลกระทบและอัตราตัวเลขการว่างงานไม่เร่งตัวขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวนั้นยอมรับว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่ก็มีผลกระทบมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งนี้ มองว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรเป็นไปตามอัตราเงินเฟ้อและสอดคล้องกับค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งไม่ควรนำมาเป็นนโยบายหาเสียง เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ