วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560 02:34 น.

เศรษฐกิจ

ออมสินกระตุ้นตลาด หั่นดอกเงินกู้เหลือ7%

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 15.07 น.

ออมสินกระตุ้นตลาด
หั่นดอกเงินกู้เหลือ7%

 


              

ออมสินกระตุ้นตลาดอีกระลอกลดดอกเบี้ยเงินกู้ MRR และ MOR เหลือ 7.00% พร้อมเสนอ "โครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย" คืนดอกเบี้ย 30% ให้ลูกค้าเงินกู้
              

 

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม โดยในครั้งนี้ ธนาคารออมสินได้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี หรือ MOR จาก 7.125% ต่อปี และ 7.10% ต่อปี ตามลำดับ ลงเหลือ 7.00% ต่อปี เท่ากัน เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และช่วยลดภาระให้แก่ลูกค้าสินเชื่อ SMEs สินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อบุคคลของธนาคารฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป

              

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวโดยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ซึ่งได้มีการปรับลดล่วงหน้ามาก่อนสถาบันการเงินอื่นครั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นปี 2560 และหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ยังคงทำให้ธนาคารออมสินมีอัตราดอกเบี้ย MRR และ MOR ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของระบบธนาคารพาณิชย์เช่นเดิมต่อไป                                                                                                                                                         
             

 

นายชาติชาย กล่าวต่อไปว่า ธนาคารฯ มีนโยบายที่จะดำเนินโครงการลดดอกเบี้ยให้ประชาชนรายย่อย สำหรับลูกค้าธนาคารฯ ที่ประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ความสามารถในการหารายได้ลดลง โดยจะช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่มีวงเงินกู้รวม รายละไม่เกิน 300,000 บาท เป็นลูกค้าที่ผ่อนชำระเงินกู้รายเดือนเป็นปกติครบถ้วนตามเงื่อนไข ซึ่งธนาคารฯ คืนดอกเบี้ยให้ 30% ของดอกเบี้ยที่ชำระมา เช่น เสียดอกเบี้ยอยู่ในอัตรา 7.0% จะได้คืน 2.1% ซึ่งนับว่ามากกว่าที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในครั้งนี้มาก โดยจะทำการโอนเงินคืนเข้าบัญชีลูกค้าในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึง มกราคม 2561 ทั้งนี้ คาดว่าจะมีลูกค้าที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าโครงการนี้ได้ประมาณ 950,000 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ก่อนจะดำเนินการต่อไป