วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560 09:08 น.

อยากรวยต้องอ่าน เศรษฐีพอเพียงปลดล็อคชีวิต

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560, 08.14 น.

อยากรวยต้องอ่าน เศรษฐีพอเพียงปลดล็อคชีวิต

 

           

ใครๆ ก็อยากเป็นเศรษฐี  แต่ใช่ว่าทุกคนที่เกิดมาจะเป็นเศรษฐีได้ บางคนเป็นเศรษฐีตั้งแต่เกิด แต่เศรษฐีบางคนก็ไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งทำให้เราต้องเริ่มต้น คิด - พิจารณา - ทบทวน - ไตร่ตรอง ให้ดีว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นเศรษฐี แล้วเราจะเป็นเศรษฐีไปเพื่ออะไร  และการเป็นเศรษฐีนั้นจะทำให้เราพบกับความสุขที่แท้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในโลกทุนนิยม ที่เงินเป็นตัวตั้ง ธรรมะกับเงินจะเดินทางควบคู่กันไปได้อย่างไร หนังสือ How to be เศรษฐีพอเพียง  มีคำตอบโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักพิมพ์ฟรีมายด์ จัดการเสวนาเปิดตัวหนังสือ How to be เศรษฐีพอเพียงขึ้น

 

โดยมี ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินมากว่า 20 ปี, ที่ปรึกษาศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้เขียนหนังสือHow to be เศรษฐีพอเพียง  ได้ให้ความหมายของเศรษฐีพอเพียงว่า คนส่วนใหญ่อยากเป็นเศรษฐี แต่ไม่รู้ว่าเศรษฐี  คืออะไร เราจะเห็นเศรษฐีอนาถามากมาย เศรษฐีอนาถาคืออะไร ก็คือคนรวยที่ไม่มีความสุข คนรวยที่อยากจะเบียดเบียนคนอื่น คนรวยที่เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเราจะเป็นเศรษฐีต้องเป็นเศรษฐีพอเพียง เพราะเราจะทำอะไรไม่เหมือนคนธรรมดา นั่นแปลว่า เราจะเป็นเศรษฐีอย่างมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน  ซึ่งปัจจัยสำคัญคือเราจะต้องสร้างสมดุลทางการเงินให้ได้ ซึ่งไม่ยาก คือการใช้ปรัชญาเศรษฐีพอเพียง ตามหลักของในหลวงรัชกาลที่ 9

 

หลายคนมักจะบ่นว่า ตัวเองทำงานหนักแต่ก็ยังไม่เป็นเศรษฐีสักที  นั่นเป็นเพราะเข้าใจความหมายของคำว่าเศรษฐีผิด ความหมายที่แท้จริงของคำว่าเศรษฐีคือ ต้องย้อนไปในสมัยพุทธกาล  ผู้เป็นเศรษฐีได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีโรงทาน คนจะมีโรงทานได้นั้น  ต้องมี  ต้องเต็ม ต้องล้น จนมาเผื่อแผ่ถึงคนอื่น เปรียบดั่งแก้ว แม้เราจะเป็นแก้วใบเล็ก แต่เรามีจนล้นไปเผื่อแผ่นคนอื่น แต่กับเศรษฐีอนาถา แก้วของเขาใส่อะไรไปเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม  และไม่คิดจะเผื่อแผ่คนอื่น คนที่ไม่รู้สึกว่าพอ จะไม่รู้จักแบ่งปันให้คนอื่นได้เลย การเป็นเศรษฐีไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่เรารู้จักแบ่งปันให้คนอื่น จะทำให้เราพบว่ายิ่งแบ่ง ยิ่งให้ เรายิ่งได้ เราจะมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีเงินมากมาย

         

การมีเงินน้อยไม่ได้แปลว่าจน เช่นเดียวกับการมีเงินมากไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขเสมอไป เรื่องความสุข ความทุกข์ ความจน และความรวย เป็นคนละเรื่อง เราต้องบริหารจัดการให้ได้ คนมักคิดว่าพอเพียง ก็แค่นี้แหละพอแล้ว ถ้าเรากำลังเข้าใจผิด คือ ถ้าหากเราใช้ความพยายามอย่างแท้จริง เราจะเป็นเศรษฐีพอเพียงได้หมด โดยเริ่มจากการตรวจสอบว่าชีวิตของเรามีความสมดุลของชีวิต และทางการเงินได้แล้วหรือยัง แล้วเราพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่นไหม 

 

คนที่จะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต ไม่ได้อาศัยความขยันเพียงอย่างเดียว แต่การขยันแต่ไม่ฉลาดนั้น ไม่รวย   ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน หัวใจเศรษฐี 4 ข้อคือ ต้องขยัน ต้องไม่ประมาทในการใช้จ่าย ต้องฉลาดในวิธีจัดการ และต้องรู้จักใช้ชีวิตพอเพียง ถ้าเราทำ 4 ข้อนี้ได้ ยังไงก็รวย แต่ข้อที่สำคัญเลยคือ ต้องใช้หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือต้องระเบิดจากข้างในออกมา

 

ในหนังสือเล่มนี้จึงกล้าใช้คำว่าพอเพียง ในทุกบทจะมีเรื่องของความพอเพียง เพราะสิ่งเหล่านี้สอดแทรกอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน คนที่จะประสบความสำเร็จในการจัดการเงิน จัดการหนี้ คือคนที่เข้าใจเรื่องของความพอเพียง แล้วนำหลักนี้ไปใช้ได้จริง ๆ สิ่งสำคัญ ตัวเองจะต้องระเบิดจากข้างในให้ได้ยกตัวอย่างของการดูโฆษณาขายเครื่องออกกำลังกาย แล้วเราอยากหุ่นดีจึงซื้อมา นี่แสดงว่าเรามีฉันทะ มีความอยากในทางที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ใช้ออกกำลังกายได้ไม่นาน เครื่องนั้นก็กลายเป็นที่ตากผ้า นั่นก็คืองานไม่เสร็จ เพราะเราไม่มีวิริยะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยขาดมาก

 

เรื่องของความวิริยะ ความเพียร เป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เน้นย้ำมาก จึงพระราชทานเรื่องพระมหาชนกมาให้คนไทยได้อ่าน เพื่อเน้นย้ำว่าคนเราต้องมีความเพียร เพราะฉะนั้น ฉันทะอย่างเดียวจึงไม่พอ จะต้องมีทั้ง วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้ครบ ซึ่งจะทำให้งานเสร็จ ประสบความสำเร็จได้ในทุกเรื่อง คนจะจัดการทางการเงินได้  จะต้องเชื่อมั่นว่าเรา ทำได้ แล้วต้องลงมือทำอย่างจริงจัง และลงมือทำทันที

 

พอเพียงคืออะไร ปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ทุกอย่างจริงหรือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้ตั้งหลัก สอง สาม สี่

 

สอง คือ ก่อนจะทำทุกอย่างให้คิดสองเรื่อง คือ เงื่อนไขคุณภาพ เงื่อนไขที่จะทำให้งานของเราเกิดคุณภาพ มีคุณธรรมนำความรู้เสมอ คือต้องรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องก่อนลงมือกระทำ และไม่สร้างผลกระทบต่อคนอื่น อย่างเรื่องการเงิน คุณธรรม คือ ต้องมีวินัย เช่น มีวินัยในการลงทุน วินัยหาเงิน วินัยในการใช้หนี้

 

สาม คือ สามห่วงประกอบไปด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พอประมาณ คือต้องกลับมาดู ตัวเรา ว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้าง  มีเท่าไหร่ มีสินทรัพย์เท่าไหร่ มีหนี้สินเท่าไหร่

 

มีเหตุผล คือ มีเป้าหมายทางการเงินเสมอ คนธรรมดาจะมีเป้าหมายว่า ฉันจะรวย ฉันจะปลดหนี้ เหล่านี้เป้าหมายทางการเงินที่ไม่ดี และจะไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะสำหรับคนพอเพียงเวลาจะตั้งเป้าหมายว่า  เพื่ออะไร  เท่าไร เมื่อไหร่ เช่น ฉันจะเก็บเงินให้ได้ สามแสนบาทเพื่อเรียนปริญญาโทให้ได้ ภายในสามปี อันนี้ คือเป้าหมายทางการเงินที่ดี เพราะเป้าหมายต้องชัดเจน ถ้าไม่ชัด จะไม่มีทางเดินหน้าได้เลย

 

มีภูมิคุ้มกัน คือ  ออมเงินก่อนใช้เงินเสมอ เก็บเงินก่อนใช้เงินเสมอ  "ออมให้พอ ที่เหลือใช้ให้เรียบ" มีเงินออมไหม ตอบเลยว่ามี มีเงินใช้ไหม ก็ตอบว่ามี เรารู้อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง เราจะรู้จักการออมที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้ ไปก่อน แล้วค่อยเอาที่เหลือมาออมที่หลัง ซึ่งจะไม่ค่อยเหลือให้เอามาออม ตรงกันข้ามกับการสอนที่เหมือนว่าจะดีคือ"ใช้ประหยัด ประหยัด ที่เหลือมาออม" ซึ่งการออมนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขก่อน คือ ต้องเหลือก่อนแล้วค่อยใช้ ไม่ใช่ ใช้ก่อนแล้วค่อยไปออม คนพอพอเพียงจะต้องประกอบไปด้วย 3 หลักการนี้สอดคล้องกันพร้อมกันเสมอ

 

สี่ ผลที่เกิดขึ้นจะสร้างสมดุลใน มิติ 4 มิติได้เอง  4 มิติที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สอนคือ สมดุลที่จะเกิดอย่างยั่งยืนคือสมดุลในมิติวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม  ยกตัวอย่างเรื่องการเงิน เราจะมองในมิติวัตถุ เช่นเราซื้อบ้านหลังใหญ่  เราต้องผ่อนเยอะหน่อย ผ่อนนานหน่อย แต่เราได้บ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีคนอยู่บ้าน หรือต่างคนต่างอยู่กันคนละห้อง ไม่ได้เจอกันเลย  นั่นแปลว่าเราไม่ได้คิดถึงมิติสังคม

         

หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นศาสตร์แห่งการบริหารที่ฉลาดปราดเปรื่อง เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลกว่าสามารถจัดการปัญหา การบริหารงาน บริหารตนเอง การพัฒนาตนเอง พัฒนางาน พัฒนาประเทศชาติ ตามศาสตร์ของพระราชาของชาวไทย ซึ่งจะสร้างความสมดุลให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน หากท่านอยากเป็นเศรษฐีที่ยั่งยืน จึงพลาดไม่ได้ที่จะต้องเปิดหนังสือ How to be เศรษฐีพอเพียง เล่มนี้อ่าน  แล้วท่านจะค้นพบรหัสที่จะปลดล็อคชีวิตสู่เส้นทางการเป็นเศรษฐีพอเพียง