วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561 05:44 น.

ข่าวสังคม

กสม.ติวเข้ม“รัฐวิสาหกิจไทย”ทำธุรกิจไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันพฤหัสบดี ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.46 น.

กสม.ติวเข้ม“รัฐวิสาหกิจไทย”ทำธุรกิจไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

ประธาน กสม.เปิดหลักสูตรติวเข้ม “รัฐวิสาหกิจไทย” ทำธุรกิจไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

วันที่ 6 ธ.ค. ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสำหรับรัฐวิสาหกิจ ตอนหนึ่งว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจของไทยมีจำนวน 56 แห่ง มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 6 ล้านล้านบาท สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศกว่า 2.7 ล้านล้านบาท และทำกำไรกว่า 2.3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามในรอบหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของไทยเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะในประเด็นบรรษัทข้ามชาติที่มีธุรกิจอันหลากหลาย ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งในประเด็นการจ้างงาน สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นต้น

 

นายวัส กล่าวว่า การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่ดีและสร้างความชัดเจนตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงแนวทางปฏิบัติขององค์กร โดยคำนึงถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนและเชื่อมโยงกับแนวคิดอื่น ๆ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและความยั่งยืนในอนาคต ขณะที่การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่สวนทางและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างอย่างร้ายแรงได้เช่นกันปัจจุบันยังมีประเด็นที่ท้าทายอีกจำนวนมาก เช่น การคุ้มครองสิทธิแรงงาน การเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในกลุ่มธุรกิจSMEs, Supply Chains และภาคประชาชน การคำนึงถึงผลกระทบในพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  รวมถึงการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการเข้าถึงการเยียวยา  เป็นต้น

 

“วิธีการสำคัญที่จะทำให้เกิดความตระหนักในธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน คือ การสร้างการรับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ โดยมุ่งเน้นการนำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ไปดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดความตระหนัก ตลอดจนการมีแผนปฏิบัติการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน มีการติดตามและประเมินผล รวมทั้งมีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี เกิดการหนุนเสริมให้มีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างกันโดยมุ่งหวังว่าเราทุกคนจะร่วมมือกันในฐานะหุ้นส่วนเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้คำมั่นที่จะไม่ทอดทิ้งบุคคลใดไว้เบื้องหลัง หรือ Leaving no one behind ”

หน้าแรก » ข่าวสังคม