วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 17:34 น.

การเมือง

นายกฯ โอ่ความสำเร็จ 6 ข้อ บังคับใช้กฎหมายทำสังคมน่าอยู่

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 20.15 น.

นายกฯ โอ่ความสำเร็จ 6 ข้อ บังคับใช้กฎหมายทำสังคมน่าอยู่

 

นายกฯ ชูความสำเร็จ 6 ข้อ บังคับใช้กฎหมายทำให้สังคมเป็นที่ยอมรับสากล เน้นสร้างความรู้ความเข้าใจแบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องไร้ข้อสงสัย รับรู้สิทธิพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมถือเป็นวาระของชาติ

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 12 มกราคมว่า การบังคับใช้กฎหมาย และการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำให้สังคมน่าอยู่ เป็นที่ยอมรับของสากล และนานาประเทศ เป็นอีกงานหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีผลการดำเนินงานตามภารกิจด้านกระบวนการยุติธรรม คือ 1.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่รัฐบาลและ คสช.ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง สถิติใน 9 เดือนแรกของปี 2560 สามารถจับกุม และดำเนินคดีผู้ต้องหาได้ถึง 2 แสนกว่าราย ทั้งการป้องกันที่ต้นเหตุและการปราบปรามเพื่อระงับเหตุ

 

2.การสร้างความปลอดภัยและสงบสุขในสังคม พบปี 60 รับแจ้งคดีอาญาลดลงจากปี 59 ร้อยละ 10 โดยฝ่ายความมั่นคงได้เน้นการป้องกันที่ต้นเหตุ อาทิ การสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กและเยาวชนไม่ให้กระทำผิดทางอาญา ไม่มั่วสุมแข่งรถ ไม่รวมกลุ่มตีกัน รวมถึงสนับสนุนสถานศึกษา ทำงานร่วมกับเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยร่วมกันป้องกันการทำผิดของเยาวชน การแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูผู้กระทำผิดร่วมกันอย่างยั่งยืน ด้วยการให้ฝึกอาชีพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น โครงการประชารัฐพัฒนาผู้ต้องขังสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการติดตาม ช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง    เหล่านี้นอกจากจะสามารถช่วยลดการกระทำผิดซ้ำแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพลเมืองดีให้บ้านเมืองด้วย  ช่วยให้โอกาสกันด้วยนะครับ ช่วยกันดูแล ช่วยกันให้โอกาสคนเหล่านี้ไว้ด้วย

 

3.การยกระดับการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยในปี 59 ไทยมีดัชนีหลักนิติธรรมอยู่ในลำดับที่ 46 จาก 113 ประเทศ โดยแม้ว่าเราจะมีคะแนนสูงสุดในด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย แต่ยังคงต้องปรับปรุงในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมด้านประสิทธิภาพของระบบและกลไกการดำเนินการ โดยเฉพาะด้านคดีอาญา ที่ผลการประเมินอยู่ที่ลำดับที่ 11 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินหน้าลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำให้ได้ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังสนับสนุนและผลักดันให้มีการประกาศใช้พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นโจทก์ หรือจำเลย ก็จะมีทุนรอนในการดำเนินคดีต่างๆ เช่น มีเงินประกันตัว เพื่อกลับมาดูแลครอบครัว มีเงินจ้างทนาย ไว้ปรึกษาเรื่องคดีความ รวมถึง หาหลักฐานอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงของตัวเองในชั้นศาลโดยในปี 2560 มีผู้ได้รับการอนุมัติให้ใช้เงินทุนจากกองทุนยุติธรรม จำนวน 2,500 กว่าราย  รวมถึงจัดตั้งคลินิกยุติธรรม

 

4.การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมและความต้องการของประชาชน พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ทำระบบเยี่ยมผู้ต้องขังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

 

5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์ ที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับกลุ่มที่ 2 ที่ต้องจับตามองของสหรัฐฯ ถูกประเมินว่าไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของการจัดการค้ามนุษย์ให้ครบถ้วน ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในขบวนการค้ามนุษย์ มีการสร้างกลไกการแจ้งเหตุ คุ้มครอง และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการจ้างงานแรงงานต่างด้าว

 

และ 6.การเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อจัดการกับความขัดแย้งด้วยการ จัดตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เสริมสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพกติกาและปลูกฝังสันติวัฒนธรรมหรือ วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ตั้งแต่ระดับชุมชน จนถึงระดับชาติ กำหนดยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติขึ้น โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ ด้วยเหตุผล การรับฟัง สังคมเข้มแข็ง มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสบนพื้นฐานของความไว้วางใจ และ ปลูกฝังให้ประชาชนมีคุณธรรมจริยธรรมภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความสงบสุข การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มองว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านเลย 

 

ทั้งนี้ในก้าวต่อไปของประเทศไทยนั้นนอกจากการปรับปรุง และพัฒนา งานด้านยุติธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ผลเป็นรูปธรรมแล้ว  รัฐบาลได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เคยทรงให้สติย้ำเตือนความรับผิดชอบของรัฐบาลและ ข้าราชการทุกคน ดังนี้

 

"หลักที่ว่าทุกคนต้องทราบถึงกฎหมาย และต้องทำตามกฎหมายนั้นรู้สึกว่าบางครั้ง ก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายไม่ถึงประชาชน  ต้องนึกบ้างว่า เป็นความผิดทางราชการ ที่ไม่สามารถจะนำกฎหมาย ไปให้ถึงประชาชน ดังนั้น ผมขอให้ผู้เกี่ยวข้อง ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ที่มีกฎหมายในความรับผิดชอบของตน ในการบังคับใช้ ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องกฎหมายนั้น ๆ แบบเชิงรุก ล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไร้ข้อสงสัย

 

อีกทั้ง ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้สิทธิพื้นฐาน คำปรึกษา และการให้บริการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งกฎหมายสำคัญ อันเป็น "วาระของชาติ"

หน้าแรก » การเมือง