วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561 20:45 น.

การเมือง

"จาตุรนต์"สับระบบคสช.ปราบโกงพิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2561, 18.32 น.

"จาตุรนต์"สับระบบคสช.ปราบโกงพิการ 

 

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2561 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงปัญหาการทุจริตในปัจจุบันว่า ความล้มเหลวของระบบต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันนั้นมีองค์ประกอบหลายด้าน เช่น กฎหมาย และระเบียบต่างๆ บทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมไปถึงค่านิยม จิตสำนึกของคนและวัฒนธรรมประเพณีของสังคม องค์กรในภาครัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ความจริงแล้วมีทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ย่อมมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การจะจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ดีต้องอาศัยกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ มีช่องโหว่ รูรั่วน้อย การบริหารที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม

          

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า ทั้งนี้น่าเสียดายระบบและกลไกที่ใช้จัดการกับการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ควรมีการเปลี่ยนแปลงมาตามยุคสมัย แต่น่าเสียดายที่กลับไม่พัฒนา องค์กรป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันแต่เดิมนั้น ใช้หน่วยงานราชการเป็นหลัก ต่อมาในปี 2514 มีการตั้งองค์กรขึ้นโดยเฉพาะ ในช่วงแรกเป็นการตั้งโดยคณะรัฐประหาร ต่อมา ภายใต้รัฐบาลพลเรือนมีการออกกฎหมายตั้งองค์กรที่ขึ้นกับฝ่ายบริหารที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังมีบทบาทอย่างจำกัดอยู่ มีความพยายามเพิ่มบทบาทอำนาจหน้าที่ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ คณะรัฐประหารมักตั้งองค์กรพิเศษขึ้น โดยองค์กรเหล่านี้ขึ้นต่อคณะรัฐประหารหรือรัฐบาล เช่น ในปี 2514 มีคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (กตป.) ตั้งโดยประกาศคณะปฏิวัติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปี 2534 มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินขึ้นตามประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 เรื่องให้อายัด และห้ามจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินเป็นต้น ปี 2549 และเมื่อมีการรัฐประหารปี 2557 มีการตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตส.) ที่มีหัวหน้า คสช.เป็นประธาน
          

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า แต่การแทรกแซง หรือการเข้ามาจัดการปัญหาการทุจริตเสียเองของคณะรัฐประหาร มักนำไปสู่ความล้มเหลว ไม่ได้รับการยอมรับเชื่อถือ ที่มักเป็นปัญหาร่วมกัน คือ การตั้งให้ผู้ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ และต่อมาก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของผู้มีอำนาจเอง อย่างกรณี การตั้งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบัน ที่มาจากคนสนิทใกล้ชิดของรองนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ให้กำเนิด ป.ป.ช.ที่เป็นองค์อิสระขึ้นมา โดยมีเจตนารมณ์ว่า ป.ป.ช.จะเป็นองค์กรที่มีอำนาจมาก และเป็นอิสระจากทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ การมีองค์กรอิสระนี้ได้เสนอปัญหาใหม่ คือ อำนาจของฝ่ายบริหารในการจัดการกับปัญหาการทุจริตหายไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ ป.ป.ช.ก็มีงานล้นมือ และทำไม่ทัน
          

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า สุดท้ายกลายเป็นการทำให้ ป.ป.ช.เองก็หนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ถูกแทรกแซงได้ เลือกปฏิบัติและขาดประสิทธิภาพ แต่น่าเสียดายที่แทนที่จะมีการปรับปรุงระบบให้เข้มแข็งขึ้น การรัฐประหาร 2 ครั้งในปี 2549 และ 2557 ทำให้เกิดการวางระบบคุณสมบัติที่มาของ ป.ป.ช. จนทำให้ ป.ป.ช.กลายเป็นองค์กรภายใต้การครอบงำของผู้ที่ไม่มีอะไรยึดโยงกับประชาชน คำว่า "อิสระ" จึงมีความหมายว่าเป็นอิสระจากประชาชน ป.ป.ช.กลายเป็นองค์กรที่มีสังกัด ถูกมองว่าแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลือกปฏิบัติ จนไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม
          

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า หลังการรัฐประหารปี 2557 ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีบทบาทใดๆ ในการตรวจสอบการทุจริต สื่อมวลชนและภาคประชาชนก็มีบทบาทอย่างจำกัดมาก เนื่องจากขาดเสรีภาพ การใช้อำนาจตามอำเภอใจของ คสช. จากการให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการและการแทรกแซงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใหญ่ๆ ทำให้การป้องกันปรามปรามการทุจริตเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่โปร่งใส การตั้งองค์กรที่รับผิดชอบการป้องกันปราบปรามการทุจริตที่ซ้ำซ้อน ทำให้องค์กรต่างๆ ที่ควรเป็นอิสระไม่เป็นองค์กรอิสระ ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัย ระบบถูกรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ คสช.โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายต่างๆ ในสังคม ขณะที่มีข่าวที่น่าสงสัยว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ไม่มีการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ จนไม่มีใครรู้ว่า ยังมีการทุจริตในกรณีอื่นๆ อีกมากน้อยเพียงใด
          

นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า ระบบที่จะใช้ในการจัดการกับปัญหาการทุจริตตั้งแต่นี้ต่อไป ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญที่อวดอ้างว่า เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน คือ เน้นการตรวจสอบและเอาผิดนักการเมืองกับเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ ได้แก่ กกต. ป.ป.ช. และศาล เมื่อกำหนดบทลงโทษหนักขึ้นมาก และให้อำนาจ ป.ป.ช.มีอำนาจมากขึ้นด้วยแล้ว ระบบตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็เน้นเรื่องการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ เหล่านี้ไว้อย่างเข้มงวดที่เรียกกันว่า "ขั้นเทพ" แต่สุดท้ายคุณสมบัติขั้นเทพนี้ก็ไม่ถูกนำมาใช้จริงในองค์กรสำคัญๆ เช่น ป.ป.ช.และ คตง.
          

"สังคมไทยจึงยังจะต้องอยู่กับระบบที่พิกลพิการภายใต้การครอบงำของผู้มีอำนาจไปอีกหลายปี ความลักลั่นในการทำงานขององค์กรที่ คสช.ตั้งไว้ องค์กรสังกัดฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระยังคงอยู่ต่อไป เกิดเป็นช่องโหว่ที่ไม่มีใครทำหน้าที่ปิดได้ ทั้งหมดทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดเวลาที่เขาจัดอันดับความสามารถในการจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในช่วง 3-4 ปีมานี้ ประเทศไทยจึงย่ำอยู่กับที่ในกลุ่มอ่อนด้อยล้าหลัง และไม่มีวี่แววว่าจะกระเตื้องขึ้นเลย การปราบคอร์รัปชัน และการปฏิรูปประเทศ เป็นข้ออ้างสำคัญของการยึดอำนาจ และอยู่ในอำนาจของ คสช.มาตลอด แต่เกือบ 4 ปีมานี้เรากลับได้ระบบในการปราบปรามคอร์รัปชันที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และไม่อาจฝากความหวังอะไรไว้ได้เลย ย่อมหมายความว่าการปราบคอร์รัปชันและการปฏิรูประบบในการปราบปรามคอร์รัปชันภายใต้การปกครองของ คสช.ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ระบบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐธรรมนูญ การจะแก้ไขแบบยกเครื่องคงต้องว่ากันอีกยาว" นายจาตุรนต์ ระบุ

 

หน้าแรก » การเมือง