วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 11:56 น.

การเมือง

ศึกชิง หน.ปชป.เข้ม 4 ผู้สมัคร แสดงวิสัยทัศน์

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 12.05 น.

ศึกชิง หน.ปชป.เข้ม 4 ผู้สมัคร แสดงวิสัยทัศน์ “อภิรักษ์” ให้คำมั่นทุ่มเทเพื่อพรรค ดึงทุกฝ่ายร่วมพลัง ใช้การสื่อสารสมัยใหม่ เปลี่ยน ปชป.มาครองใจประชาชนอีกครั้ง ด้าน “จุรินทร์” เปิดไอเดีย ทำงานเป็นทีม เลิกยุคซุปเปอร์แมน ดันทีมอเวนเจอร์ พร้อมดึง กรณ์-พีระพันธ์-อภิรักษ์เข้าร่วม ย้ำ อุดมการณ์เปลี่ยนไม่ได้ ยึดซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่ “พีระพันธ์” ย้ำ หากเป็นรัฐบาลไม่ขอรับตำแหน่งบริหาร เตรียม เปลี่ยนพรรคให้ทุกคนเท่าเทียม มีที่ยืน ร่วมทำงานให้พรรค ไม่จำกัดอำนาจไว้ที่หัวหน้า-เลขา ด้าน “กรณ์” ชี้ จุดเสี่ยง ปชป.อุดมการณ์เปลี่ยน อยู่ร่วมกันไม่ได้ ต้องเตรียมพื้นที่ให้ทุกคน ระบุ ร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาล ต้องตอบโจทย์สามข้อ ปชช.อยู่ดีกินดี-ประเทศพัฒนา-สังคมสงบ สถาบันหลักมั่นคง 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเริ่มต้นจากคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งของพรรคที่มีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ เป็นประธาน ได้เริ่มอธิบายถึงขั้นตอนการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคจากนั้นเปิดให้มีการเสนอชื่อผู้เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เสนอชื่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ เป็นหัวหน้าพรรค ตามด้วยนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก เสนอชื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช นางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีตส.ส.กทม.เสนอชื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เสนอชื่อ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค จากนั้นที่ประชุมได้ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 4 คน ได้จับสลากหมายเลขเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ โดยผู้ที่ได้หมายเลขที่ 1 คือ นายอภิรักษ์ หมายเลข 2 นายจุรินทร์ หมายเลข 3 นายพีระพันธ์ และหมายเลข 4 นายกรณ์ ซึ่งทั้งหมดจะมีเวลา 15 นาทีในการแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม และมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ของพรรคด้วย

นายอภิรักษ์ ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก กล่าวว่า  หมายเลข 1 เป็นเลขที่ตนได้รับในการสมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. โดยเพื่อนในพรรคช่วยตนหาเสียงรณรงค์นาน 8 เดือน แต่ก้าวแรกในทางการเมืองของตนไม่ได้เริ่มจากการลงสมัครผู้ว่า กทม. แต่เป็น  21 ปีที่แล้วที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน แม้ในช่วงนั้นทำงานภาคเอกชน แต่ก็มีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการ แต่ยังไม่มีโอกาสลงสมัครในนามพรรค จนกระทั่งในปี 2547 สมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ กทม. ตนตัดสินใจลงสมัครผู้ว่า กทม. มุ่งหวังที่จะนำประสบการณ์ทั้งหมดที่มีในการทำงานภาคเอกชนและประสบการณ์การทำงานให้พรรคไปใช้ให้เป็นประโยชน์ วันนี้หลายคนถามทำไมลงสมัครหัวหน้าพรรค อาจมีคำถามว่าตนไม่ได้สมัครส.ส.แต่อาสาเป็นหัวหน้าพรรคจะทำงานได้หรือ ตนเห็นว่าถ้ามองวิกฤตเป็นโอกาสวว่าการที่พรรคได้รับการสนับสนุนส.ส.น้อยลงจำนวนมาก เป็นเหตุผลที่ตนตัดสินใจว่าวิกฤตเป็นโอกาสที่จะรวมพลัง ตั้งใจทำงานร่วมกับทุกคนฟื้นฟูพรรค จะใช้เวลาทั้งหมดทำงานร่วมกับอดีตส.ส. สาขา ต่อยอดอุดมการณ์พรรค ปรับปรุงให้พรรคร่วมสมัยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก  ซึ่งจากที่ตนรับฟังความต้องการของทุกคนเรื่องที่ทุกคนต้องการลำดับที่ 1 คือ การดึงพลังของทุกคนมาร่วมกันทำงานโดยไม่แบ่งแยก มีเป้าหมายร่วมกันในการทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ 2 อยากเห็นพรรคเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนแปลงของพรรคยังต้องยึดมั่นอุดมการณ์ของพรรค เหมือนกับที่ตนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ซึ่งต้องทำให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้นผ่านการสื่อสารสมัยใหม่ ตนเชื่อมั่นว่ามีประสบการณ์นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อเชื่อมโยงประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ และ 3 มีการเสนอให้การทำงานเปิดกว้างเชื่อมโยงเครือข่ายสาขาสมาชิกพรรค ทำงานร่วมกับองค์กรในท้องที่ เปิดโอกาสให้เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มยุวประชาธิปัตย์ ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนไม่ใช่การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคแต่เป็นการตอบโจทย์ประชาชนและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเชื่อว่าทุกคนอยากให้พรรคกลับมาชนะเลือกตั้งเหมือนที่ตนเคยชนะผู้ว่ากทม. มีนโยบายที่โดนใจคนทุกกลุ่ม

“วันนี้เราได้รับเลือกตั้งน้อยลงกว่าคราวที่แล้วเยอะมาก จะชนะเลือกตั้งได้อย่างไร ผมลงสมัครผู้ว่ากทม.สองครั้งชนะทั้งสองครั้ง และเป็นรองหัวหน้าพรรคกทม.ได้ส.ส.กทม. 28 ที่นั่ง ทำให้ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของคนไทยทั้งประเทศ ผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า การเลือกตั้งครั้งนื้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการกำหนดอนาคตประชาธิปัตย์ว่าจะเปลี่ยนจนชนะการเลือกตั้งกลับมาครองใจประชาชนอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ผมขอเสนอตัวให้เลือกอภิรักษ์พรรคเปลี่ยน” นายอภิรักษ์ กล่าว

ด้านนายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนร่วมอุดมการณ์กับพรรคมาอย่างน้อย 33 ปี ถ้านับจากวันที่เป็นส.ส.ปี 2529 ยังไม่รวมการทำงานร่วมกับพรรคก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนเคยเป็นเลขานายชวน หลีกภัย ขณะเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ครั้งแรก ตอนอายุ 36 ปี จากนั้นได้เป็นรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง รวมถึงการทำหน้าที่ทั้งในฐานะประธานวิปรัฐบาลและประธานวิปฝ่ายค้าน  โดยมีโอกาสได้เป็นรองหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2546  ที่บอกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะเก่งหรือดี แต่มีวันนี้เพราะมีโอกาส และนี่คือสิ่งที่ตนตระหนักว่าโอกาสคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน สิ่งที่อยากบอกคือถ้าตนได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนที่ตั้งใจทำงานทุ่มเทเสียสละให้พรรคโดยไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ฝ่ายไหน หรือเป็นเด็กของใคร นี่เป็นคำสัญญาที่ขอให้ไว้ มีหลายคนถามว่าถ้าเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะมีอะไรเปลี่ยนหรือไม่ ขอเรียนว่าประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยน และต้องเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ อะไรดีต้องรักษาไว้ อะไรสมควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่ต้องไม่เปลี่ยนคืออุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องไม่เปลี่ยน การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต้องไม่เปลี่ยน ประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมาแล้วว 7 คน หัวหน้าพรรคคนที่ 8 ไม่มีสิทธิอยู่นอกเหนืออุดมการณ์ความซื่อสัตย์ สุจริต  ส่วนสิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ นโยบายวิสัยทัศน์ ต้องเปลี่ยนให้เท่าทันโลก รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการและมองไปข้างหน้า รวมถึงต้องเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ต้องมีระบบบิ๊กดาต้า เอไอ นำมาใช้รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ สังเคราะห์ประกอบการตัดสินใจทางการเมือง เดินหน้าสู่ความทันสมัยในอนาคต บุคลากรต้องเปลี่ยน 

“หมดยุคซุปเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของอะเวนเจอร์ ซุปเปอร์ฮีโร่ของพรรคต้องจับมือเป็นทีมอะเวนเจอร์ประชาธิปัตย์ นำทัพเดินไปข้างหน้า นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธ์ จะเป็นหนึ่งในทีมอะเวนเจอร์ของพรรค แต่แค่นี้ไม่พอเพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เหลือแค่ 52 คน หัวหน้าพรรคต้องคิดทำอย่างไรให้เพิ่มจนมากกว่า 200 ในอนาคต ซึ่งมีคำตอบอยู่แล้วคือ ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคนมั่นใจว่าประชาธิปัตย์สามารถก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้  ผมมายืนตรงนี้เพื่อขอโอกาสกับทุกคน และยืนยันมั่นใจกับทุกคนว่าการให้โอกาสตนคือการให้โอกาสประชาธิปัตย์ ตนพร้อมจับมือร่วมแรงร่วมใจกับทุกคนที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อพรรค พาพรรคก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง และพาพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นที่หนึ่งในหัวใจประชาชนในอนาคต ผมหวังว่าจะได้รับโอกาสจากทุกคน” นายจุรินทร์ กล่าว

ด้านนายพีระพันธ์ กล่าวว่า แม้ทุกคนจะมีความชื่นชอบในตัวผู้สมัครหัวหน้าพรรคแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ตนเชื่อแม้จะมีความคิดที่แตกต่างกันแต่สิ่งที่อยู่ในใจเหมือนกันคือ เรามีหัวใจดวงเดียวกัน รักพรรค ห่วงใยพรรคและรักชาติรักแผ่นดินไม่แตกต่างกัน ตนเชื่อมั่นด้วยว่าทุกคนล้วนปรารถนาทำให้พรรคกลับมาเป็นที่หนึ่งในหัวใจประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าพวกเราไม่รวมกันเป็นหนึ่ง ไม่มีความรัก สามัคคีปรองดอง ไม่มีการรวมพลังก็จะไม่มีวันเข้มแข็งพอที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นที่หนึ่งในหัวใจของประชาชนได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตนเหมือนผู้สมัครอีกสามท่านที่ห่วงใยพรรค มองเห็นการบริหารจัดการพรรคเปลี่ยนแปลงไปในหลายเรื่อง และตกใจกับผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่อย่าท้อถอยหรือหมดกำลังใจ ต้องเอาสิ่งนี้มาเป็นบทเรียนก้าวไปข้างหน้า เพื่อนำพาพรรคให้เป็นพรรคหลักของประเทศให้ได้ เราต้องมีตัวตนที่แท้จริง ซึ่งต้องทำให้ประชาชนเห็นให้ได้คือประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ประชาชนพึ่งได้ 1 ต้องปรับปรุงการบริหารจัดการพรรค เพราะที่ผ่านมาเรามีอายุ 73 ปี ผ่านเหตุการณ์มาหลายอย่าง แต่รูปแบบการบริหารพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เรายังใช้รูปแบบหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ทั้ง ๆ ที่มีสมาชิกทั้งส.ส.อดีตส.ส.รวมถึงผู้ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองที่สามารถช่วยทำงานให้พรรคและบ้านเมืองจำนวนมาก จึงต้องเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาทำงาน แต่ไม่สามารถเปิดโอกาสได้ถ้าไม่เปิดใจว่าอำนาจที่จะได้นั้นแท้จริงไม่ใช่อำนาจของเรา แต่เป็นอำนาจของทุกคน เขาไม่ได้เลือกให้เป็นหัวหน้าแบบผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นการทำงานตามอุดมการณ์รักชาติ รักแผ่นดิน เพราะเหนือพรรคคือประเทศชาติ ประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองต้องมาก่อนพรรค ผู้บริหารต้องเปิดกว้างอย่าจำกัดอำนาจไว้กับตัวเอง เพราะตำแหน่งเป็นแค่หัวโขน ต้องเปิดกว้างให้ทุกคนมาทำงานด้วยกันเพื่อให้ประชาธิปัตย์มีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งได้ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง

นายพีระพันธ์ กล่าวด้วยว่า การเป็นเจ้าของพรรคต้องทำเพื่อค้ำจุนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักของพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ประชาชนสนับสนุนให้ประชาธิปัตย์กลับมาเป็นพรรคหลักของประเทศอีกครั้ง ทั้งนี้ที่ตนลงสมัครหัวหน้าพรรคเพราะคิดว่าถึงเวลาที่จะขอโอกาสนำแนวทางของตนมาบริหารพรรค เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินร่วมกันแทนที่จะให้หัวหน้าพรรคเดินไปข้างหน้า แต่จะเดินร่วมกับทุกคนเดินเป็นแผงพร้อมกันไปข้างหน้า ซึ่งตนตั้งใจทำงานจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจมีอำนาจในพรรค อยากกอบกู้ ฟื้นฟูพรรคให้เดินไปข้างหน้า มีคนถามว่าหากได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคแล้วต่อไปมีการร่วมรัฐบาล ตนก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคแต่จะไม่รับตำแหน่งบริหารในรัฐบาลเด็ดขาด เพราะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองของประชาธิปัตย์ไม่เคยวิ่งเต้น วิ่งหาตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์มีคนดี คนเก่งทำงานให้ชาติ ให้แผ่นดินได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหารพรรค ตนจะอยู่ดูแลพรรค อดีตส.ส.ต้องหาทางให้ทุกคนกลับมาเป็นส.ส.ให้ได้ แม้วันนี้ยังไม่ได้เป็นส.ส.ตนเข้าใจความรู้สึก เพราะท่านยังคงเป็นส.ส.ของพรรคในหัวใจของตน ท่านยังทำหน้าที่เหมือนที่เป็นส.ส.เหมือนเดิม และจะช่วยให่ทุกคนได้ทำงานในตำแหน่งที่ท่านอยากทำ ที่สำคัญคือในส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนพรรคต้องเปลี่ยนเป็นพรรคที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าเป็นพรรคของประชาชน กลับมาคิดแบบชาวบ้าน พูดแบบชาวบ้าน ทำแบบชาวบ้าน นี่คือพรรคที่ตนจะทำให้เป็น และสิ่งที่ตนจะทำคือทำให้ประชาธิปัตย์มีการบริหารจัดการที่เป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน เปิดกว้างให้ทุกคนร่วมทำงานแบบเสมอภาค ไม่ใช่หัวหน้าใหญ่กว่าลูกพรรค เลขาธิการพรรคใหญ่กว่าทุกคน แต่ทุกคนจะใหญ่เท่าเทียม เสมอหน้าทุกคน จะทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในใจของประชาชนให้ได้ 

“วันนี้หนึ่งคะแนนของท่านมีความหมาย ผู้สมัครทุกคนเหมือนกัน ไม่มีใครไม่รักพรรค ไม่มีใครไม่อยากฟื้นฟูพรรค แต่ผู้สมัครมีความแตกต่างหลายเรื่อง ถ้าท่านคิดว่าแนวทางของผมที่จะทำให้พรรคเป็นของพวกเราและประชาชนอย่างแท้จริง สร้างความเป็นธรรมในการบริหาร คิดแบบชาวบ้าน ทำแบบชาวบ้าน ใช้หัวใจและความคิดของท่านเข้าคูหาเลือกผม แล้วเรามาเปลี่ยนพรรคทำให้พรรคอยู่ในหัวใจของประชาชนอีกครั้งตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป” นายพีระพันธ์ กล่าว

ขณะที่นายกรณ์ กล่าวว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมามีความเข้มข้นในชีวิตของตนมากที่สุด มีโอกาสได้พบปะพูดคุย เปิดใจกับเพื่อนสมาชิกหลายวงการสนทนา ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งเดือนที่มีโอกาสได้รับฟังความในใจของสมาชิกและสัมผัสถึงความรักที่ทุกคนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงความตั้งใจในการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ตนได้สัมผัสถึงความรักที่เรามีให้กัน และมีโอกาสได้นั่งคุยกับส.ส.ที่เพิ่งผ่านสนามเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมนั่งหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจแทนเพื่อนหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงความกังวลต่ออนาคตของพรรค ซึ่งตนมั่นใจว่าความแตกต่างในพรรค ต้องยอมรับหากวันหนึ่งอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนอยู่ร่วมกันไม่ได้  เป็นปัญหาที่เป็นความตั้งใจของตนและนายชัยวุฒิคือ ต้องทำทุกอย่างอย่างสร้างสรรค์ เตรียมพื้นที่ให้ทุกคนมีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในการทำงานร่วมกัน ในส่วนเป้าหมายของตนในการทำงานให้พรรคมีความชัดเจนว่าต้องทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชนและทำให้พรรคชนะการเลือกตั้ง 

นายกรณ์ กล่าวว่า ในวันนี้เรามีแชร์โหวตประมาณ 10% ต้องทำให้เพิ่มอย่างน้อย 20 % และขยายต่อไป ซึ่งจะถึงจุดนั้นได้ต้องทำงานหนักกันทุกคน มีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน แม้เป็นงานหนักแต่เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เพราะเราทำงานมานานกว่า 70 ปี เป็นทุนสำคัญ เพราะพรรคได้กอบกู้วิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจหลายครั้ง รวมถึงสร้างนโยบายหลายอย่างที่ประชาชนได้ประโยชน์ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทุกพรรคก็ยังสานต่อนโยบายที่พรรคเริ่มต้นไว้ นี่คือทุนเดิมที่เราสามารถสร้างความเข้มแข็งโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาเราไม่สามารถอาศัยทุนเก่าหรือบุญเก่าได้ ต้องมีความกล้าเดินหน้าด้วยความชัดเจน จากนี้ไปนอกจากการทำงานหนักในทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำต้องมีความชัดเจนบนเป้าหมายที่ตั้งไว้ และประชาชนสัมผัสได้ว่า เลือกประชาธิปัตย์แล้วได้อะไร สำหรับตนอันดับแรกทุกอย่างที่คิดและทำต้องทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะมีความก้าวหน้าในชีวิต เป้าหมายที่สองคือประเทศต้องพัฒนา ทันสมัย สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และเป้าหมายที่สาม ทุกคำพูด ทุกการกระทำของพรรคต้องชัดเจนว่ามุ่งเป้าไปที่การสร้างให้สังคมไทยมีความสงบ สถาบันหลักมีความมั่นคง เราต้องปรับมุมมองของประชาชนที่มีต่อพรรคให้เป็นพรรคที่ยึดหลักปฏิบัตินิยม คือให้ความสำคัญกับการทำ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน มีจุดยืนที่มั่นคงแต่มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เดินไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ และถ้ามีความเสมอต้นเสมอปลายอธิบายได้ทุกการตัดสินใจ ก็จะทำให้ประชาชนกลับมาศรัทธาประชาธิปัตย์ได้ 

“หลังจากวันนี้ประชาธิปัตย์จะมีการตัดสินใจที่สำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ เราหลีกเลี่ยงประเด็นไม่ได้ เพราะต้องพิจารณาร่วม หรือไม่ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะตัดสินใจทางไหน ตราบใดที่ยึดหลักสามประเด็นเป้าหมายที่ผมพูดว่า ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศชาติพัฒนา สังคมมีความสงบ สถาบันหลักมีความมั่นคง ผมมั่นใจไม่ว่าเลือกไปทางไหนถ้าชัดว่ายึดสามหลักการนี้ ไม่ใช้ประโยชน์ส่วนตนส่วนพรรค ประชาชนจะสนับสนุนการตัดสินใจของพรรค” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ต้องมีการปรับปรุงการสื่อสารของพรรคใหม่ให้เท่าทันกับการพัฒนา ต้องมีฝ่ายดูแลการสื่อสารโดยเฉพาะ มีวินัยในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางการนำเสนอและผู้นำเสนอ ไม่ใช่เปิดห้องให้ใครพูดอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เราต้องมีหัวหน้าฝ่ายกิจกรรม มีการฟื้นฟูยุวประชาธิปัตย์ให้คนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค เป็นการปฏิรูปที่ตนหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อพัฒนาพรรค ตนได้อะไรมามากจากประชาธิปัตย์ ใครที่บอกว่าต้องรออาวุโสก่อนจึงได้ตำแหน่งนั้นไม่จริง ดูจากเส้นทางของตนเป็นส.ส.สี่ปีมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่ตนถนัด วันนี้ตนขอมาในฐานะผู้ให้หลังจากเป็นผู้รับมาเยอะ สิ่งที่จะให้คือประสบการณ์ทำงาน ความรักพรรคนำพาพวกเราไปสู่เป้าหมายคือให้ทุกคนกลับมาเป็นส.ส.ให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกหลักของประชาชนทั่วประเทศ ตนขอโอกาสได้ทำในสิ่งเหล่านี้

หน้าแรก » การเมือง