วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 19:27 น.

การเมือง

ย้อนรอย!"กาฬกิณีเทวี"เป็นนางสงกรานต์เกิดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วันพุธ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560, 17.22 น.

ย้อนรอย!"กาฬกิณีเทวี"เป็นนางสงกรานต์เกิดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

"ไพศาล พืชมงคล"ย้อนรอยปี"กาฬกิณีเทวี"เป็นนางสงกรานต์การเมืองเดือด เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ชี้เป็นนางสงกรานต์ที่มีศีลมีธรรม เสวยมังสวิรัต จะร้ายกับพวกคนชั่วทั้งหลาย

 

ตามที่มีการเปิดเผยนางสงกรานต์ประจำปี 2560 คือ พระนางกาฬกิณีเทวี และมีการทำนายว่า ปีนี้น้ำมากเสี่ยงท่วมใหญ่ และบ้านเมืองเกิดยุทธสงครามจะฆ่าฟันกันนั้น เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2560 เป็นต้นมา นายไพศาล พืชมงคล  กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว "Paisal Puechmongkol"เกี่ยวกับความเข้าใจเรืี่องสงกรานต์จนถึงวันที่ 29 มี.ค.นี้ 6 ตอนแล้ว  โดยได้ระบุถึงนางสงกรานต์ที่เป็นบุตรีท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 องค์นั้นจัดเป็น 2 ประเภทคือฝ่ายร้ายและฝ่ายดี ซึ่งพระนางกาฬกิณีเทวีถือเป็นฝ่ายร้ายคือคู่กับพระนางรากษสเทวีและจะมีวาระการเป็นนางสงการณ์ตามวาระเวลาต่างกันไป 


พร้อมกันนี้นายไพศาลได้ย้อนรอยเหตุการณ์พระนางกาฬกิณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ล้วนแต่มีการเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองความว่า 


บุตรีท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 องค์นั้น ที่ดีก็มีกลางๆก็มี แต่ที่จัดว่าร้ายมีอยู่ 2 องค์ คือ พระนางกาฬกิณีเทวีและพระนางรากษสเทวี นางสงกรานต์เวร องค์ใหม่ ที่จะเข้าเวร ตั้งแต่วันมหาสงกรานต์นี้ ก็คือพระนางกาลกิณีเทวี ซึ่งเป็นหนึ่งในสององค์ ของนางสงกรานต์ที่จัดอยู่ในฝ่ายร้าย
 

ประวัติและเหตุการณ์จากการเข้าเวรของพระนางกาฬกิณีเทวีนางสงกรานต์ฝ่ายร้ายซึ่งมีอยู่ 2 องค์นั้นคือพระนางกาฬกิณีเทวีและพระนางรากษสเทวี แม้จะเป็นนางสงกรานต์ฝ่ายร้ายด้วยกันแต่ก็ต่างกันมาก พระนางกาฬกิณีเทวี เป็นนางสงกรานต์ที่มีศีลมีธรรม เสวยมังสวิรัต จะร้ายกับพวกคนชั่วช้าเลวทรามทั้งหลาย แต่จะดีกับผู้เป็นบัณฑิตและผู้มีศีลมีธรรม ส่วนพระนางรากษสเทวีนั้น มีเชื้อของความเป็นยักษ์อยู่แม้อาหารการกินก็กิน เลือดมนุษย์ เข้าเวรทีไรก็จะร้ายกับทุกคนไม่ว่าพระหรือโจรก็จะได้รับผลร้ายด้วยกัน ความร้ายของทั้งสององค์นี้จึงต่างกัน คือความร้ายของพระนางกาฬกิณีเทวีเข้าทำนองเดียวกับฝ่ายราชทัณฑ์ซึ่งจะลงทัณฑ์เอากับผู้ก่อกรรมทำชั่วไม่ได้ร้ายกับทุกคน ต่างกับพระนางรากษสเทวี ลงเข้าเวรเมื่อใดก็ ก็เกิดความร้ายกับ ทุกคนจะบรรลัยวายวอดด้วยกันหมด แต่โชคดีอยู่หน่อยหนึ่ง ที่พระนางรากษสเทวีนั้นท่านไม่ได้เข้าเวรบ่อยนานๆจึงจะเข้าเวรสักครั้งหนึ่ง บางทีก็ 10 ปีบางทีก็เกิอบ 20 ปี ดังเช่นการเข้าเวรเมื่อปี 2519 ประเทศไทยก็จะเป็นสงครามกลางเมืองใหญ่มีการฆ่าฟันกันที่ท้องสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาและผู้คนพากันหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วทำการต่อสู้กับรัฐบาล เกิดสงครามภายในประเทศถึง 45 จังหวัดและโดยรอบประเทศก็เป็นสงครามตลอดแนวชายแดน 


สำหรับพระนางกาฬกิณีเทวีนั้นแม้การเข้าเวรแต่ละครั้งจะไม่นานมากแต่ก็จัดว่านานๆทีจึงจะเข้าเวรสักครั้งหนึ่งคืออย่างน้อยก็ 5 ปี 6 ปี อย่างมากก็ประมาณ 7 ปีจึงเสด็จเข้าเวรครั้งหนึ่ง ต่างกับนางสงกรานต์องค์อื่นซึ่งบางองค์ 2 ปีบ้าง 3 ปีบ้างก็เข้าเวรทีหนึ่ง พระนางกาลกิณีเทวีเข้าเวรในรอบระยะเวลาเกือบ 30 ปีนี้เพียง 5 ครั้งเท่านั้นคือเมื่อปีพศ 2554 , 2543, 2537, 2532 และ 2526 ก่อนหน้านั้นนานเกินไปจึงไม่นำมากล่าวไว้ในที่นี้ 


เราลองมาย้อนดูความแต่หนหลังกันว่าการเข้าเวรแต่ละครั้งเป็นอย่างไร? 


การเข้าเวรของพระนางกาฬกิณีเทวีเป็นสัญญาหมายของการเปลี่ยนแปลง ในบ้านเมือง เริ่มจากระยะไกล้ย้อนหลังขึ้นไปก็ได้


1. การเข้าเวรเมื่อปีพศ 2554 เป็นช่วงระยะเวลาที่คนเบื่อหน่ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเกิดความเชื่อผิดๆ ในบรรดารัฐบาลในขณะนั้นว่าถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้งก็จะได้ชัยชนะกลับมาอีกครั้งหนึ่งเป็นความเชื่อและความหลงผิด โดยไม่รู้เขา ดังนั้นเมื่อยุบสภาแล้วเลือกตั้งจึงปราชัยยับเยินเป็นผลให้พรรคเพื่อไทยชนะและจัดตั้งรัฐบาลโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งๆที่เพิ่งประกาศตัวเข้าสู่การเมืองเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ในปียังเกิดน้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยและคนไทยทุกภาคส่วนจำนวนมากถึงขนาดที่รัฐบาลป้องกันแก้ไขไม่ได้ต้องขอร้องให้กองทัพจีนส่งความช่วยเหลือมาช่วยจำนวนมาก 


หลังจากนั้นก็เกิดความขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรงและกว้างขวางจนเจียนจะเกิดเป็นสงครามกลางเมืองจึงเป็นที่มาของการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557  


2. การเข้าเวรเมื่อปี 2543 เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนชิงชังพฤติกรรมของรัฐบาลในขณะนั้นซึ่งมีพฤติกรรมขายชาติเอาทรัพย์สมบัติของชาติ บรรณาการให้กับฝรั่งในราคาถูกจนเกิดเป็น ปรส.และเสียหายกว่า 1. 4 แสนกว่าล้านบาท 


นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรมยกดินแดนให้กับต่างชาติด้วย ผลจากการนั้นจึงทำให้การเลือกตั้งที่กำลังมาถึง พลิกผัน พรรคไทยรักไทยซึ่งตั้งใหม่ ได้รับชัยชนะท่วมท้น
นายทักษิณ ชินวัตรได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและในที่สุด ก็เกิดความขัดแย้งทางการเมืองใหญ่โตจนต้องปฏิวัติในปี 2549 และเกิดเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเพราะนักการเมืองบางพวกได้เสวยสุขกับผลประโยชน์ที่ฉ้อฉลปล้นชาติแล้วสำคัญผิดคิดว่าประเทศไทยเป็นของตนเอง บังอาจเหิมหาญคิดล้มล้างสถาบันต่างๆของชาติ


3. การเข้าเวรเมื่อปี 2537 สถานการณ์ก็ไม่ต่างกับการเสด็จเข้าเวรในปี 2543 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่เกิดขึ้นผลการเลือกตั้งในขณะนั้นพรรคชาติไทยไม่ได้ชนะเด็ดขาดแต่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้นายบรรหาร ศิลปอาชาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดการทุจริตแยกแตกแยกในทางการเมืองอย่างกว้างขวาง
พรรคร่วมรัฐบาลหักหลังกันและกันอย่างน่าละอาย ในที่สุดเพียง 14 เดือนก็มีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่พรรคความหวังใหม่ได้รับชัยชนะ แต่อยู่ได้เพียง 10 เดือนก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และนำไปสู่ การสูญเสียเอกราชทางการเงินคือต้องเข้า imf ต้องถูกต่างชาติบงการ ในการบริหารบ้านเมืองรวมทั้งการขายสมบัติชาติครั้งใหญ่ที่สุด 


4. การเสด็จเข้าเวรเมื่อปี 2532 เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากยุคโชติช่วงชัชวาลและมั่งคั่งสูงสุดจากรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ปัจจุบันประธานองคมนตรี)  มาสู่รัฐบาลบุฟเฟ่ต์ cabinet ของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งมีการทุจริตอย่างกว้างขวางและเกิดความขัดแย้งแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทั้งในและนอกรัฐบาลในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติโดย รสช. ที่นำโดยบิ๊กจ๊อด พี่ชายที่น่ารักของผมเอง 


5. การเสด็จเข้าเวรเมื่อปี 2526 เป็นการเสด็จเข้าเวรในที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในทางที่ดีเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม  เป็นจุดผันแปรเปลี่ยนแปลงใหญ่ของประเทศ โดยภายในประเทศพลเอกเปรมสามารถสร้างความสงบสุขขึ้นได้โดยทั่วไปนโยบาย 66/2523 แสดงอานุภาพ ยิ่งใหญ่ สามารถยุติสงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่ดำเนินมากว่า 30 ปีได้สำเร็จสามารถ ยุติสงครามภายในที่เกิดขึ้นถึง 45 จังหวัดและกำลังขยายตัวไปสู่วงการต่างๆ  ตามแนวชายแดนก็สามารถยุติสงคราม ทุกด้าน ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด


ประเทศไทยซึ่งเคยถูกมองว่าจะเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายสามารถยืนหยัดอยู่ได้และยังสามารถดัน domino กลับคืนจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลกคือโซเวียตล่มสลาย กลุ่มคอมมิวนิสต์สากลล้มลง และทำให้อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจเดียวของโลกในระยะเวลาหลายสิบปี นั่นเป็นปรากฏการณ์ ที่พระนางกาฬกิณีเทวีเสด็จเข้าเวรในรอบระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมานี้ แต่ในปีนี้ต่างกันครับวันนี้ต้องเอาไว้แค่นี้ก่อน


พระนางกาฬกิณีเทวีจะเสด็จเข้าเวรสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2560 เวลา 02 นาฬิกา 49 นาที 12 วินาที เป็นต้นไป มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นจึงส่งผลต่อสถานการณ์บ้านเมืองและความเป็นไปในรอบระยะเวลา 1 ปีจากนี้ไปดังต่อไปนี้


พระนางกาฬกิณีเทวีทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต พยากรณ์ว่า การค้าขาย การเงิน การคลังของประเทศมีลักษณะทรงตัว การส่งสินค้าออกจำพวกอัญมณีและหัตถกรรมจะทำรายได้ดีให้กับประเทศและผู้ผลิต ดังนั้น จึงพึงตั้งใจส่งเสริมสินค้าจำพวกหัตถกรรมและอัญมณีแปรรูปให้จงดี จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติภูมิให้กับประเทศไทยด้วย สีเขียวมรกตจะเป็นสีนิยมแห่งปี ที่จะก่อเกิดความเป็นมงคลและคุ้มครองป้องกันให้คนทั้งหลายประสบโชคดีศรีสุขและปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ทว่าปีนี้ยังเป็นปีที่คนไทยยังไม่ออกจากทุกข์กันเป็นส่วนใหญ่ ท่านจึงแนะนำให้ใช้สีหยกกับชุดชั้นใน หรือที่อยู่ภายในแทนก็ให้ผลอย่างเดียวกัน


พระนางกาฬกิณีเทวีเสวยอาหารถั่ว งา ดังนั้นสินค้าภาคเกษตรจะมีราคาดี การส่งออกสินค้าภาคเกษตรและที่แปรรูปจากภาคเกษตรจะได้จำนวนมากขึ้น ท่านไม่กล่าวถึงสินค้าอุตสาหกรรมหรือสินค้าแปรรูปอุตสาหกรรมก็หมายความว่าจะหวังพึ่งสินค้าเหล่านี้ในการส่งออกเพื่อค้ำจุน GDP เห็นจะยาก ดังนั้นทิศทางนโยบายที่นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยชี้เอาไว้ก่อนหน้าแนวทางประเทศไทย 4.0 จะถูกนำมารณรงค์กันคือการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าภาคเกษตร ตามแนวทาง นโยบาย ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานไว้ จึงเป็นทางออกและทางรอดของประเทศในสถานการณ์ปีนี้


พระนางกาฬกิณีเทวีทรงขอช้างในพระหัตถ์ข้างขวา และทรงปืนในพระหัตถ์ข้างซ้าย การบังคับใช้กฎหมายจะเข้มงวดกวดขันขึ้น และจะมีการกำราบปราบปรามอริราชศัตรูและคนชั่วช้าเลวทรามที่ก่อความไม่สงบ โกงบ้านกินเมือง จะมีความรุนแรงมากขึ้นและจะปรากฏผลชัดเจนมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีตำแหน่งสูง หรือพระที่มีสมณศักดิ์สูง ๆ แม้เป็นสมเด็จหรือเป็นพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นเทพ ชั้นธรรม แม้กระทั่งชั้นหิรัญบัตร หากไม่ตั้งตนอยู่ในพระธรรมวินัยและบทกฎหมายแล้วก็มีโอกาสถูกถอด ถูกถีบทั้งนั้น


มีผู้ตั้งความสงสัยเป็นอันมากว่า นางสงกรานต์ไฉนจึงทรงปืน เพราะปืนนั้นเป็นอาวุธยุคใหม่ แต่ก็มีมาอย่างน้อยในสมัยราชวงศ์หมิง นับเป็นระยะเวลาก็เกือบจะพันปีแล้ว อย่าได้คิดว่าปืนเพิ่งจะมีกันในวันสองวันนี้ ภาษาไทยก็มีคำพ้องอยู่คำหนึ่งคือคำว่า ปืนผา หน้าไม้ ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย และเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับคัมภีร์พรหมชาติเข้ามาในประเทศไทย ในบรรดาเทพอัปสร บุตรีของท้าวกบิลพรหมนั้นมีแต่พระนางกาลกิณีเทวีพระองค์เดียวที่ทรงปืน เพราะทรงเป็นผู้ถือกฎที่จะต้องบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดเด็ดขาด และมีพลังอำนาจที่จะรับมือต่อกรกับพวกเหล่ามารทั้งหลายได้


แต่ทว่าพระนางกาฬกิณีเทวีเข้าเวรในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน ๆ เพราะทรงอ่อนระโหยโรยแรงเต็มที จึงต้องเสด็จหลับมาบนหลังช้าง ต่างกับหลายครั้งที่ผ่านมาซึ่งเสด็จยืนบ้าง นั่งบ้าง อย่างหนักก็แค่นอนลืมตามาบนหลังช้าง แต่ครั้งนี้เป็นเพราะเวลามหาสงกรานต์นั้นล่วงเที่ยงคืนไปเป็นเวลา 02 นาฬิกาเศษ พระนางสงกรานต์เวรจึงเสด็จไสยาสน์หลับตามาบนหลังช้าง จึงมีพวกเข้าเกียร์ว่าง พวกชงโกง พวกอุ้มโกง ฮึกเหิมลำพองขึ้น จึงน่าสงสารผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ยิ่งนักที่จะต้องเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ก็เป็นวิบากกรรมของการส่งเสริมให้คนจำพวกตาอยู่มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่กล้าหาญชาญชัยที่จะเลือกใช้คนดีมีฝีมือ ส่งเสริมให้มีอำนาจในบ้านเมือง ทั้งที่การเข้ามาบริหารบ้านเมืองในครั้งนี้เป็นภาวะวิกฤตอย่างยิ่ง


แม้กระนั้นก็ไม่ต้องห่วงใยมากนัก เพราะแม้พระนางกาฬกิณีเทวีจะนอนหลับเสียแล้วก็ตาม แต่เทพพาหะนั้นคือช้างทรง ซึ่งเป็นของสูง เป็นพาหนะของพระเจ้าแผ่นดิน แม้กระทั่งพระอิศวรเป็นเจ้าก็ทรงช้าง เหตุนี้แม้พระนางสงกรานต์จะอ่อนล้าโรยราเรี่ยวแรง แต่เดชานุภาพแห่งพระคชสารอันสำคัญและสามารถรับกระแสต่างๆ ได้จากดินสู่ฟ้า จากฟ้าสู่ดิน ดังนั้นจึงยังคงสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง เพราะเหตุนี้แม้การเสด็จมาของพระนางกาฬกิณีเทวีจะเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2537, 2543 และ 2544 แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังอำนาจของพระยาคชสารอันเป็นช้างทรงของพระนางสงกรานต์


บรรดาพวกนักฉวยโอกาสที่หวังจะกลับมาโกงบ้านกินเมืองให้ทำใจลืมไปได้เลย ก่อนพระนางกาฬกิณีเทวีจะออกเวรในปี 2561 คงไม่มีโอกาสได้กระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด ส่วนหลังจากพระนางกาฬกิณีเทวีออกเวรไปแล้ว จะเป็นอย่างไร ก็ต้องคอยดูพระนางมโหธรเทวีที่จะมารับเวรกันใหม่ก็แล้วกัน 

หน้าแรก » การเมือง