วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560 06:46 น.

การเมือง

“ในหลวง ร.๙” พระผู้มีแต่ให้พระบารมีแผ่ไพศาล

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 09.16 น.

“ในหลวง ร.๙” พระผู้มีแต่ให้ พระบารมีแผ่ไพศาล

 

ตลอดพระชนน์ชีพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พสกนิกรชาวไทยได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์มีแต่คำว่า “ให้” พระองค์ให้ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญามาโดยตลอด แม้กระทั้งพระราชวังของพระองค์ก็ยังกันพื้นที่เพื่อสร้างกำลังกำลังดังกล่าวพระราชทานความสุขให้กับพสกนิกรของพระองค์
    

พระองค์ได้เสียสละพื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (Chitralada Villa Royal Residence) เป็นพระตำหนักในพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ที่แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณทุ่งส้มป่อย ซึ่งเป็นทุ่งนาระหว่างพระราชวังสวนดุสิตกับวังพญาไท (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) เพื่อทรงใช้เป็นที่รโหฐานสำหรับทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกสวนจิตรลดาเป็นพระราชฐานอยู่ในเขตพระราชวังดุสิต มารัชสมัยของพระองค์ได้ใช้เป็นที่ประทับถาวรและเป็นที่ทรงงานแล้ว ยังได้กั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งสร้างโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ขึ้นภายในบริเวณโดยรอบด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา เพื่อศึกษาทดลองและวิจัยหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานทางด้านการเกษตรต่างๆ  เพื่อนำผลการศึกษาพระราชทานแก่ประชาชน หลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นประชาชนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของประเทศ
    

จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์นั้นมีแต่ให้จริงๆ เริ่มจาก
    

(๑) การให้พลังกาย

    
ข้าว

    
หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘  ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปทอดพระเนตรกิจกรรมของสถานีทดลองพันธุ์ข้าวพิมาย จังหวัดนครราชสีมา (ปัจจุบันคือศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา) ทำให้พระองค์สนพระราชหฤทัยที่จะทดลอง “ทำนา” ด้วยพระองค์เอง จึงทรงใช้พื้นที่ในสวนจิตรลดา เพื่อการศึกษาทดลองเรียนรู้ศาสตร์จากดินและพืช โดยปลูกป่าสาธิตตั้งแต่ปี ๒๕๐๔  มีการทดลองพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างเช่นพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัวซึ่งเป็นที่นิยม ปัจจุบันมีที่แปลงนาสวนขนาด ๔.๖ ไร่ ปลูกพันธุ์ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวกว่า ๕๐ สายพันธุ์ ด้วยวิธีการปลูกข้าวทุกรูปแบบ ทั้งนาดำ นาหว่าน ตลอดจนปลูกแบบข้าวไร่หรือข้าวหยอดหลุม  อีกทั้งยังมีพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ทานตะวัน เพื่อบำรุงดิน เป็นต้น เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาพันธุ์พืช และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ที่เป็นพืชพันธุ์ดี และหากยาก เช่น สมอไทย  ขนุน  พุดสวน  ยี่หุบ  มณฑา  และขนุนไพศาลทักษิณ

    
จากจุดนี้ทำให้เกิดโครงการกลุ่มงานที่เกี่ยวกับการเกษตร อย่างเช่น โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โรงบดแกลบ โรงน้ำผลไม้พาสเจอร์ไรส์   โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง โรงผลไม้อบแห้ง โรงขนมอบ  โรงเพาะเห็ด งานเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง โรงปุ๋ยอินทรีย์
    

น้ำ


เกิดจากโรงนมผงโดยใช้น้ำที่เหลือจากขบวนการระเหยนม มาผลิตเป็นน้ำดื่ม และเนื่องจากมีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูง มีปริมาณมากพอสมควรที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตน้ำกลั่น เพื่อใช้เติมแบตเตอรี่รถยนต์ชนิดตะกั่วกรดได้อีกด้วย จึงได้ขอความร่วมมือให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ช่วยดำเนินการวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพน้ำกลั่นที่ได้ให้มีความบริสุทธิ์ จนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสามารถนำมาใช้บริโภคอย่างปลอดภัย จากจุดนี้ทำให้เกิดโรงน้ำดื่ม พร้อมกันนี้ทรงประดิษย์กังหันชัยพัฒนาแก้ปัญหาน้ำเสีย

    
น้ำนม

    
เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๓ พระองค์เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์ก ทรงศึกษาเรื่องการทำฟาร์มโคนม เพื่อเป็นอาชีพใหม่แก่เกษตรกรไทย ต่อมาพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างโรงโคนม เพื่อเลี้ยงโคนมที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย เช่น โคพันธุ์เรดเดน, โคพันธุ์บราวน์สวิส และพันธุ์ลูกผสมเรดซินดี้ จึงให้เกิดกลุ่มงานกลุ่มงานที่เกี่ยวกับนมซึ่งเป็นโครงการกึ่งธุรกิจ ที่ไม่ใช่ธุรกิจเต็มตัว เป็นโครงการที่มีรายรับและรายจ่าย ที่เรียกว่ากึ่งธุรกิจก็เพราะว่าไม่มีการแจกผลกำไร ไม่แบ่ง เพราะนำผลกำไรมาขยายงาน (รูปแบบธุรกิจสีขาว) สุขภาพเป็นหลัก  และยังมีการบริหารจัดการอย่างครบวงจร เป็นโครงการทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร มีการจัดผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายในราคาย่อมเยาในรูปแบบที่ไม่หวังผลกำไร แต่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งมีคุณภาพและราคาไม่แพง   เช่น การเลี้ยงโคนม  และการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น นมผง นมผงอัดเม็ด ทำให้สามารถแก้ปัญหาราคานมตกต่ำได้ในปี ๒๕๑๒ นมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที นมผง เนย ไอศกรีม โยเกิร์ต เป็นต้น  ครั้งแรกโรงโคนมจิตรลดาจำหน่ายน้ำนมภายในพระตำหนัก ต่อมาได้จำหน่ายแก่บุคคลภายนอก ทำให้มีกำไรสะสม และนำมาพัฒนาภายในโครงการต่อให้ทำให้เกิดโรงนมผง  ศูนย์รวมนม  โรงนมเม็ด โรงเนยแข็ง โรงนมยูเอชที ภายในสวนจิตรลดา พร้อมกันนี้ยังพัฒนาเป็นการทำปุ๋ยอินทรีย์  พลังงาน แก๊สชีวมวล เป็นต้น  

    
“… วันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญ เพราะโรงงานนี้เป็นโรงงานตัวอย่าง และจะดำเนินการเป็นตัวอย่างสำหรับกสิกรและผู้ที่สนใจในการผลิตนมในประเทศไทย โรงงานนี้เป็นแห่งแรกที่ทำขึ้นในเมืองไทย และก็เป็นที่น่าภูมิใจว่าคนไทยได้ออกแบบและเป็นผู้สร้าง ขอให้ถือว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานตัวอย่าง ใครอยากได้ความรู้ ใครอยากที่จะทำกิจการโคนมให้สำเร็จให้ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์แก่ตน แก่เศรษฐกิจของบ้านเมืองก็ให้มาดูกิจการได้ทุกเมื่อ …” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  พระราชทานเนื่องในพิธีเปิดโรงงานนมผง ” สวนดุสิต ” ณ บริเวณสวนจิตรลดา วันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๒ ทั้งนี้ภายใต้การดูแลของ ม.ล.อัคนี  นวรัตน์  เภสัชกรมงคลศิลป์ บุญเย็น และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ ธีรพงษ์ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    
จากจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมที่ส่วนจิตรลดาถูกส่งต่อและถ่ายทอดมายังโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฟาร์มสาธิตและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์ค (ปัจจุบันคือองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค.)

    
น้ำหวาน

    
เกิดจากโครงการส่วนพระองค์รับซื้อน้ำผึ้งบริสุทธิ์จากกลุุ่มเกษตรกรที่อยู่ทางภาคเหนือ มาบรรจุในหลอดพลาสติก และขวดแก้ว ต่อมาเพิ่มรูปแบบในการบรรจุ ในกระปุก จึงทำให้เกิดโรงผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง  และโรงหล่อเทียนหลวง โดยนำ“ขี้ผึ้ง”  นำไปทำเทียนสำหรับใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆ และหล่อเทียนพรรษา สำหรับพระราชทานให้พระอารามหลวง รวมถึงจำหน่ายให้ประชาชนได้มีเทียนขี้ผึ้งแท้ใช้  ตอนแรกนั้นโรงหล่อเทียนหลวง นี้ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ เพื่อผลิตเทียนหลวงสำหรับใช้ในราชสำนักพระราชวังแทนการฟั่นเทียนด้วยมือ ตลอดจนฝึกหัดบุคลากรของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาให้มีความรู้ความสามารถด้านศิลปกรรมของไทย โรงหล่อเทียน มีการหล่อเทียนหลายแบบซึ่งเทียนของที่นี่จะทำจากขี้ผึ้งทั้งหมด อีกทั้งมีการสร้างลวดลายใหม่ๆ ล่อเทียนขึ้ผึ้งลวดลายสวยงามเพื่อจำหน่ายเป็นที่ระลึก ล่อเทียนทำชุดสังฆทานจิตรลดา ข้อดีของเทียนหลวงสวนจิตรลดา คือ มีความยือดหยุ่นสูง สามารถดัดโค้งได้ ตกแล้วไม่แตกหัก จุดแล้วน้ำตาเทียนจะน้อย เป็นต้น
    

น้ำฝนหลวง
    

เมื่อคราวที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่อุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง"(Artificial rain) ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ และสามารถช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและคอกควันไฟได้เป็นอย่างดี ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" พร้อมกันนี้ได้กำหนดให้วันที่ ๑๔ พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง
    

น้ำมันพลังงานทดแทน

    
เกิดจากการดำเนินการตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  โดยให้ทำการศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอลล์จากอ้อย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่า ในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลน หรืออ้อยราคาตกต่ำ การนำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ทำให้เกิดโครงการแก๊สโซฮอล์ โครงการไบโอดีเซล โรงบดแกลบซึ่งนำแกลบที่ได้จากโรงสีข้าวตัวอย่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงดิน และทำเป็นเชื้อเพลิง


แสงสว่าง

    
เป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์และพลังงานลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอันเป็นแบบอย่างของการพึ่งตัวเอง

    
อากาศ

    
พระองค์ทรงเสียสละพื้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานเป็นพื้นที่สาธิตปลูกป่าด้วยยางนา ซึ่งช่วยฟอกอากาศบริสุทธิ์แก่เขตเมืองชั้นในเรื่อยมา

    
ปลานิล

    
เป็นปลาที่พระองค์รับถวายจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้าชายอากิฮิโต มกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่นทูลเกล้าฯ วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘  มาเพาะเลี้ยง เพื่อพระราชทานแก่ผู้นำชุมชนทั่วประเทศนำไปเลี้ยง เพราะเป็นห่วงสุขภาพของประชาชนที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และขาดสารอาหารโปรตีน  

    
กระดาษ

    
โรงงานกระดาษสาทีผลิต,ออกแบบแปรรูป, ผลิตภัณฑ์กระดาษสา, งานประดิษฐ์ศิลป์, เครื่องหอม และของชำร่วย อีกทั้งการนำกระดาษสาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หัถตศิลป์ เผยแพร่ให้กลุ่มแม่บ้าน, เกษตรกร นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป

    
(๒) การให้พลังใจ
    
“ขี้ผึ้ง” ถูกนำไปทำเทียนสำหรับใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆ และหล่อเทียนพรรษา สำหรับพระราชทานให้พระอารามหลวง รวมถึงจำหน่ายให้ประชาชนได้มีเทียนขี้ผึ้งแท้ใช้ ให้จิตวิญญาณ

    
(๓) การให้พลังปัญญา

    โครงการส่วนพระองค์ต่างๆ นับแนวทางของการให้พลังปัญญาเหมือนการให้แสงสว่าง เป็นการให้การศึกษาเปิดเข้าเรียนรู้ไม่มีค่าตอบแทน ให้ความรู้จากการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นการปลูกป่าให้ปุ๋ย ให้น้ำ ให้อากาศ ให้อาหาร ให้รายได้ ให้สิ่งก่อสร้าง และให้ยา แต่ที่สำคัญยิ่งได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ในมิติต่างๆ ทรงมีพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ ดังนี้
    

เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๗

    
“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตาม หลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”  

    
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

    
“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกินมีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...

    
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

    
“...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

    
“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ พระบรมราโชวาทนี้ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่ เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อนเมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอ กินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นงคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป

    
“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวดำเนินไปในทางสายกลางประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้

    
๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
    
๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก การกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

    
๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

    
โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ  ดังนี้

    
๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและ ความระมัดระวังในการปฏิบัติ

    
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต


พระบารมี“ในหลวง ร.๙”แผ่ไพศาล

    
พระราชทานข้าวแก้จน โครงการหลวง (Royal Projects) เป็นการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว การทำหัตถกรรมต่างๆ ให้แก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้แทนการปลูกฝิ่นอันเป็นพืชที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันก็มีสินค้าต่างๆ ส่งขายมากมาย เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory on Managing Agricultural Land) แก้ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของประชากรและเกษตรกร ทั้งหลาย ให้สามารถใช้ที่ดินแปลงเล็กๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาหน้าดิน (Use of Vetiver to Prevent Soil Erosion)  เพื่อป้องกันการชะของหน้าดิน โครงการพัฒนาเกษตรในชนบท เป็นโครงการซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการในพื้นที่ทุรกันดาร ปัจจุบันมีศูนย์ศึกษาการพัฒนา ๖ ศูนย์ กระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการค้นคว้า ทดลองและสาธิตเกี่ยวกับการพัฒนาที่ทำกินของราษฎรให้มีความอุดมสมบูรณ์  โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพืชหลายชนิด ๒. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินการศึกษาแนวทางและวิธีการที่จะพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม โดยหาวิธีการที่จะให้เกษตรกรมี ส่วนในการปลูก ปรับปรุงและรักษาสภาพป่าพร้อม ๆ กับมีรายได้และผลประโยชน์จากป่าด้วย ๓. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ดำเนินการศึกษาและค้นคว้าเพื่อพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านประมงชายฝั่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ซึ่งจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ๔. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ดำเนินการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเน้นการปรับปรุงบำรุงดิน การเร่งรัดพัฒนาป่าไม้โดยอาศัยระบบชลประทานและการปลูกพืชเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ๕. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งรูปแบบการพัฒนาต่าง ๆ ที่ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ๖. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ดำเนินการศึกษาวิจัยดินพรุที่มีอยู่อย่างกว้างขวางในภาคใต้ ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมให้ได้มากที่สุด
    

โครงการเสริมอาชีพ สหกรณ์ทางการเกษตร  โครงการพระดาบส เป็นโครงการฝึก อบรมอาชีพทางการช่างต่างๆ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ โครงการสวัสดิการสังคมหรือสังคมสงเคราะห์ เป็นโครงการช่วยเหลือราษฎรให้มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และมีเครื่องอำนวยความสะดวกโนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิต มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เกิดขึ้นเนื่องจากวาตภัยและอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้ มูลนิธิสายใจไทย  มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือทหาร ตำรวจพลเรือน และอาสาสมัคร ซึ่งยอมอุทิศชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ มูลนิธิราชประชาสมาสัย โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือบุตรของผู้ป่วยโรคเรื้อนไม่ให้ติดเชื้อจากพ่อแม่


น้ำพระทัย“ในหลวง ร.๙”ไม่เคยเหือดแห้ง
    

การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ในปัจจุบันพื้นที่การเพาะปลูกนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอตามที่พืชต้องการ อีกทั้งความผันแปรเนื่องจากฝนตกไม่พอเหมาะกับความต้องการ เป็นผลให้ผลผลิตที่ได้รับไม่ดีเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ ความตอนหนึ่งว่า

    
“...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...

    
ชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือขาดน้ำ ทรงคิดโครงการฝนหลวง (Royal Rain Project) ช่วย  โครงการฝายชะลอน้ำหรือฝายแม้ว (Moisture Retention Dams) แก้ปัญหาภัยแล้ง โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (Pa Sak Jolasid Dam Project) แก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก และแห้งแล้งในช่วงฤดูร้อน กังหันน้ำชัยพัฒนา (The Chaipattana Aerator) แก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง (Pak Phanang Project) แก้ปัญหาน้ำท่วม โครงการแก้มลิง โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน โครงการห้วยองคต จังหวัดกาญจนบุรี  โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "คลองลัดโพธิ์" โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จังหวัดหนองคาย


ป่าเขียวขจีด้วยพระบารมี“ในหลวง ร.๙”

    
พระองค์ทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลดลงเป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการที่จะเพิ่มปริมาณของป่าไม้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นอย่างมั่นคงและถาวร โดยมีวิธีการที่เรียบง่ายและประหยัดในการดำเนินงานตลอดจนเป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริหลายวิธีการ ตัวอย่างโครงการ  โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน โครงการห้วยองคต จังหวัดกาญจนบุรี โครงการพัฒนาปากน้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่โครงการศูนย์ศึกษาวิจัยธรรมชาติและป่าพรุสิรินทร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จ.นราธิวาส โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี


ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยพระปรีชา“ในหลวง ร.๙”
    

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่เลี้ยงชีพโดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของดินมาช้านาน แผ่นดินจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาญาณอันยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของดิน อันเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น บางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ดินด่าง ดินเค็ม และบางแห่งก็ไม่มีดินเลย ซึ่งทรงเรียกดินเหล่านี้ว่า "ดินแร้นแค้น" นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของดินยังเกิดจากการกระทำอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการใช้พื้นที่โดยขาดการอนุรักษ์ จึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข และพัฒนาทรัพยากรดินเป็นอเนกประการ ซึ่งล้วนแต่นำประโยชน์สุขมาสู่เกษตรกรทั่วประเทศ ตัวอย่างโครงการ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี  โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน โครงการศึกษาฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี โครงการทดลองแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จังหวัดนครนายก โครงการหญ้าแฝก โครงการแกล้งดิน


สัญจรปลอดภัยสื่อสารกว้างไกลด้วยพระเมตตา“ในหลวง ร.๙”
    

โครงการด้านคมนาคมและการสื่อสารส่วนใหญ่เป็นโครงการปรับปรุงเส้นทางเพื่อการเดินทาง และขนส่งผลิตผลได้สะดวก ทำให้ชนบทสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ง่ายขึ้น หลายๆ โครงการจะเริ่มจากการปรับปรุงถนน และโครงสร้างเพื่อการสื่อสาร เช่น สายโทรศัพท์การคมนาคมที่ศูนย์พัฒนาเกือบทุกแห่งมีความลำบากมาก โดยเฉพาะในที่ราบสูง ซึ่งชาว ไทยภูเขาอาศัยอยู่ ทางโครงการต้องจัดหารถบรรทุกนำผลิตผลไปยังโรงคัดเลือกที่เชียงใหม่ หรือโรงงานอาหารสำเร็จรูปของโครงการในบางพื้นที่ทรงแนะนำให้ชาวไทยภูเขาร่วมกันออกแรง และบริจาคเงินสร้างถนนเพื่อการติดต่อกับหมู่บ้านอื่นและในเมือง ซึ่งโครงการหลวงได้ให้เงินช่วยเหลือบ้างเป็นบางกรณี ตัวอย่างโครงการ โครงการพระราชดำริ สะพานพระราม ๘ (The Rama VIII Bridge) แก้ปัญหาการจราจรติดขัดที่ผู้คนในกรุงเทพมหานคร โครงการพลังงานทดแทน (Renewable Energy) วิจัยทดลอง ผลิตและใช้พลังงานทดแทนจากพืช ทั้งเอทานอลที่ใช้ผสมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ รวมทั้งการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว เป็นต้น และในปี ๒๐๐๐  กองงานส่วนพระองค์ได้ทำการทดลองนำน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (ปาล์มดีเซล) ที่ได้ทำการวิจัยมาแล้ว มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล และก็เป็นผลสำเร็จ นับจากนั้นต่อมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ร่วมมือกันพัฒนาหน่วยผลิตต้นแบบในหลาย ๆ โครงการอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาผลิตได้ในเชิงพาณิชย์  โครงการทางยกระดับลอยฟ้าบรมราชชนนี โครงการก่อสร้างถนนเลียบรถไฟสายใต้ โครงการด้านการจราจร เกี่ยวกับการขยายถนนคอขวดจุดต่างๆ โครงการตำรวจจราจรในพระราชดำริ


“ความไม่โกรธ”ของในหลวง ร.๙ เสด็จออสเตรเลีย”
    

พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรมข้อ “อกฺโกธํ”  คือ กริยาที่ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ คราวที่พระองค์เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๕  ครั้งนั้นพระองค์ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี โดยบ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งร่วมเสด็จฯ ด้วยในครั้งนั้น ได้ทรงบรรยายภาพไว้ในบทพระราชนิพนธ์ “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ตอนหนึ่ง ระบุว่า

    
“... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว

    
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน

    
พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก

    
“ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน”

    
รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา ๗๐๐ ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า ๗๐๐ ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย

    
แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล ...”


ทั้งนี้ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในสถานการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่  


พระเกียรติ“ในหลวง ร.๙”ก้องเกรียงไกรตีตราไว้ในแผ่นดิน
    

พระบารมี “ในหลวง ร.๙” จากโครงการในพระราชดำริมากถึง ๔,๔๔๗ โครงการที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการจนประสบผลสำเร็จ บางโครงการผลงานสิ่งประดิษฐ์กลายนวัตกรรม (Innovation) ครั้งแรกของโลก และกลายเป็น “ศาสตร์พระราชา” ลูกหลายไทยและชาวโลกได้ศึกษาอย่างเช่นเกษตรอินทรีย์ที่ทรงดำเนินการแบบมีมาตรฐานอย่างมีขั้นตอน โดยยึดมั่นใน ๔ หลักใหญ่ๆ คือ
    
๑. หลักสุขภาพ (Health) การทำเกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล ต้องยึดหลักสุขภาพองค์รวมของผู้เกี่ยวข้อง หรือ steakholder เป็นสำคัญ รวมถึง ดิน น้ำ ลม ฟ้า อากาศด้วย  
    
๒. หลักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Ecology) เกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล คือ การบริหารจัดการแปลงเกษตรของเราเองให้มีระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์นั่นเอง       
    
๓. หลักความเป็นธรรม (Fairness) คือ การให้ความเสมอภาคและเคารพในศักดิ์ของสิ่งมีชีวิตในโลกโดยเสมอหน้า ให้ความสำคัญและความเป็นธรรมตลอดสายการผลิต        
    
๔. หลักการเอาใจใส่ (Care) ผู้ผลิตข้าว จะต้องเอาใจใส่ทุกขั้นตอน from farm to dish ถือเป็นหัวใจหลักของทุกหลักการ
    
ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นแนวปฏิบัติที่พ่อเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ทุกคนตระหนักอยู่ตลอดเวลาในการประกอบอาชีพการงาน  
    

โครงการในพระราชดำริดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น ๔ หมวด ได้แก่ (๑) คือเรื่อง “ดิน” เช่นศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา (๒) คือเรื่อง “น้ำ” เช่นโครงการฝนหลวงและกังหันน้ำชัยพัฒนา (๓) เรื่อง “ลม” เช่นโครงการชั่งหัวมันและกังหันลม และ (๔) เรื่อง “ไฟ” เช่นโรงงานผลิตไบโอดีเซลและกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าเป็นต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านไว้ได้อย่างงดงาม ได้แผ่ขจรไปมิใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นยังแผ่ไฟศาลไปทั่วทุกมุมของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านของการประดิษฐ์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย รวมถึงสมาชิกองค์กรด้านการประดิษฐ์จากทั่วโลกคือ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล WIPO Global Leaders Award หรือรางวัลผู้นำทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาจากองค์กรการประดิษฐ์นานาชาติว่าเป็น “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก” โดยสมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ (ไอเฟีย) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบูดาเปสต์ สาธารณรัฐฮังการีได้ร่วมกำหนดให้วันที่ 2 ก.พ.เป็นวันนักประดิษฐ์โลก(International inventor’s day convention: IIDC) ซึ่งเริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ.2551 เพื่อเทิดพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุครบ ๘๐  พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และยกย่องในพระอัจฉริยภาพการเป็นนักประดิษฐ์ของพระองค์ท่าน และประธานไอเฟียได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลไอเฟียคัพพร้อมใบประกาศนียบัตรเกียรติคุณ (IFIA Cup) และเหรียญรางวัลจีเนียสไพรซ์ (Genius Prize) พร้อมด้วยผู้อำนวยการสมาคม ส่งเสริมการประดิษฐ์ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ หรือคิปา (KIPA) ได้ถวายรางวัลสเปเชียลไพรซ์พร้อมประกาศนียบัตร (Special Prize) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีเหรียญรางวัล Genius Medal จากผลงาน ทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง,รางวัล Special Prize จากองค์กร KIPA ล่าสุด นายโคฟี อันนัน ในนามยูเนสโก ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ

    
ผลงานการประดิษฐ์ของพระองค์ล้วนแล้วแต่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น และหากพระองค์เพียงแต่คิดค้น ประดิษฐ์ขึ้นมาโดยไม่จดสิทธิบัตร อาจเกิดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจนคนไทยได้รับความเดือดร้อนดังกรณีต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และทรงมีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้ว่า “…เรื่องทรัพย์สินทางปัญญามีมานานแล้ว ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร มีความสำคัญมาก…” ดังนั้น ผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้น ๘ ฉบับ ดังนี้

    
๑. กังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับรางวัลเหรียญทองจาก The Belgian Chamber of Inventor ภายในงาน “Brussels Eureka ๒๐๐๐” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เนื่องจากเป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความสกปรกของน้ำได้สูง แต่ต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถบำบัดน้ำเสียโดยหลักการวิดน้ำขึ้นไปสาดกระจายในอากาศให้เป็นฝอยให้ปริมาณออกซิเจนในอากาศเข้าไปผสมกับน้ำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้จุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายสิ่งสกปรกในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพใช้ได้ทั้งแบบติดตั้งและเคลื่อนที่ กังหันน้ำชัยพัฒนานี้นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ ๙ ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับจดทะเบียน และออกสิทธิบัตรให้แก่พระบรมราชวงศ์ด้วย จึงนับได้ว่าเป็น “สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก”

    
๒. เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำเครื่องกล  เป็นเครื่องกลเติมอากาศ ใช้ในการเติมออกซิเจนลงในน้ำที่ระดับลึกลงไปใต้ผิวน้ำ จนถึงด้านล่างของแหล่งน้ำ เครื่องกลเติมอากาศแบบนี้ จะดึงน้ำเสียที่อยู่กับบ่อเข้าผสม กับอากาศและเกิดคลื่นน้ำ ทำให้น้ำไหลหมุนเวียน น้ำเสียจะผสมกับออกซิเจนในอากาศซึ่งทำให้น้ำมีคุณภาพ และสามารถนำไปดัดแปลงใช้ ประโยชน์เป็นปั๊มดูดตะกอนเลนได้อีกด้วย  โดยปิดทางเข้าอากาศ ตัวเครื่อง ประกอบด้วย ชุดสูบน้ำและชุดอัดอากาศต่ออยู่บนเพลาเดียวกันโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด  ๒ แรงม้า เป็นตัวขับเคลื่อนลอยตัวอยู่บนทุ่นเกือกม้า ถวายการ รับจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๔

    
๓. การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล (น้ำมันไบโอดีเซล) จากสถานการณ์ราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นสูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวิจัยค้นคว้าหาพลังงานทดแทนเพื่อเป็นทางเลือกในยามคับขัน โดยใช้วัสดุเกษตรกรรมภายในประเทศ ได้ผลิตผลออกมา คือ น้ำมันปาล์มดีเซล เป็นน้ำมันดีเซลผสมกับน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 โดยปริมาตร จะได้คุณภาพเดียวกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงานทุกประการ รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลสามารถเติมน้ำมันดีเซลปาล์ม (บริสุทธิ์) ผสมกับน้ำมันที่เหลือในถังได้เลย ไม่ต้องรอให้น้ำมันหมดถัง และผู้ใช้รถไม่ต้องปรับแต่ง เครื่องยนต์แต่อย่างใด เพราะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยเพิ่มการหล่อลื่น ช่วยป้องกันการสึกหรอของปั๊มหัวฉีด และลดมลพิษในไอเสียของเครื่องยนต์อีกด้วย ถวายการรับจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๔

    
๔. การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ อนุสิทธิบัตรฉบับนี้ เป็นการใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ทดแทนน้ำมันหล่อลื่นที่ได้จากน้ำมันปิโตรเลียม สำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ เช่น เครื่องรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องสูบน้ำ เป็นต้น ถวายการรับจดทะเบียนเป็นอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๔๕๔๕

    
๕. การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (ฝนหลวง) เป็นอีกผลงานของในหลวง ร.๙ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านการประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์เป็นอย่างมาก โครงการนี้เริ่มจากปัญหาภัยแล้งในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าท้องฟ้านั้นมีเมฆมาก แต่ฝนไม่ตก จึงเห็นว่าน่าจะทำฝนเทียมขึ้นมาได้ หลังจากผ่านกระบวนการทดลองต่างๆ นานา ก็สำเร็จออกเป็นโครงการฝนหลวง ซึ่งฝนหลวงนั้นเป็นกรรมวิธีการทำฝนทั้งในระดับเมฆอุ่นที่ระดับต่ำกว่า ๑ หมื่นฟุต และเมฆเย็นที่ระดับสูงกว่า ๑ หมื่นฟุตพร้อมๆ  กัน ซึ่งทรงเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ซูเปอร์แซนด์วิช”เมื่อปฏิบัติการจะมีการตรวจสอบพื้นที่ สภาพอากาศให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่เกิดผลเสียต่อราษฎร จากนั้นจึงใช้สารเคมีที่สามารถชักนำไอน้ำ จากมวลอากาศได้ไปก่อกวนก้อนเมฆ เป็นขั้นก่อกวน ตามด้วยเลี้ยงให้อ้วน ให้ก้อนเมฆนั้นก่อตัวขึ้นโดยพิจารณาลักษณะการเติบโตของเมฆ บริเวณเมฆและการเกิดฝนในวันนั้นๆ เป็นหลัก และขั้นสุดท้ายโจมตี จนเกิดเป็นฝนหลวง

    
๖. ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย เป็นภาชนะที่ทรงออกแบบไว้เป็นการเฉพาะเพื่อรองรับปัสสาวะของผู้ป่วย ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๖

    
๗. อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว เป็นเครื่องยนต์ที่ขับดันน้ำเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเรือ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๗

    
๘. กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก (โครงการแกล้งดิน) เป็นการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ ให้เป็นดินที่มีสภาพเหมาะ สมสำหรับปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ โดยใช้วิธีการเลียบนแบบธรรมชาติคือทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้น ‘แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด’ จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ วิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัดตามแนวพระราชดำริ คือควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน จึงต้องควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนหรือถูกออกซิไดซ์ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๕ ตุลคม พ.ศ.๒๕๕๐

    
ทั้งนี้ผลงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชดังกล่าว ได้ถูกรวบรวมเรียบเรียงแสดงเป็นนิทรรศการในแง่มุมต่างอาทิ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติปทุมธานีที่เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พิธภัณฑ์พระรามเก้าขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) ภายในแบ่งเป็น ๓ ส่วนหลัก ได้แก่ ๑.บ้านของเรา (OUR HOME) เสนอเรื่องราวการก่อกำเนิดจักรวาล ระบบสุริยะ และโลก ไปจนถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ๒. ชีวิตของเรา (OUR LIFE) แสดงสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ภายในชีวนิเวศต่างๆ และ ๓.พระราชาของเรา (OUR KING) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของพิพิธภัณฑ์นำเสนอถึงหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เป็นแบบอย่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืน


สุดจะกลั้นน้ำตาในรินหลั่ง
สุดจะยั้งน้ำตาให้รินไหล
สุดจะกลั้นวิญญาให้อาลัย
ขอเทิดไท้สถิตย์สรรค์นิรันดร์เทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
นายสำราญ สมพงษ์
ขอถวายความอาลัย

 

 

 

 

หน้าแรก » การเมือง