วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561 21:17 น.

ภูมิภาค

ไปสดับธรรม สัมผัสธรรมชาติ 6 วัดป่าแห่งเมืองอุบลราชธานี

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 19.54 น.

 

 

ไปสดับธรรม สัมผัสธรรมชาติ 
6 วัดป่าแห่งเมืองอุบลราชธานี

            

 

จังหวัดอุบลราชธานี  นอกจากจะเป็นศูนย์รวมแม่น้ำสายหลักของภาคอีสาน (โขง-ชี-มูล) และเป็นอู่อารยธรรมหลายยุค หลายสมัยแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักธรรมในสายวิปัสสนาธุระ ซึ่งดินแดนแถบนี้คือ ถิ่นกำเนิดและแหล่งปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรของพระเถระสายวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงมากมายหลายองค์ อาทิเช่น หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  หลวงปู่ชา สุภัทโท  หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ดุลย์ อตุโล  หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  หลวงพ่อพุธ ฐานิโย  เป็นต้น

 


              

ปัจจุบันความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสายวิปัสสนาธุระยังคงดำเนินสืบทอดอยู่ในดินแดนเมืองอุบลราชธานีอย่างเหนียวแน่น  ดังปรากฏอยู่ในวัดป่าที่สงบร่มเย็นท่ามกลางกลิ่นอายของธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งธรรมะ การที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติและบรรยากาศแห่งธรรม ณ วัดป่าต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี  ถือได้ว่าเป็นการสร้างสุขและเป็นกำไรชีวิตให้แก่ตนเองอย่างยิ่ง และวัดป่าแห่งธรรม 6 วัด ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่จะขอกล่าวถึง มีดังนี้
           

วัดหนองป่าพง  เป็นวัดป่าฝ่ายอรัญวาสี เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันสงบและสงัด มีบรรยากาศร่มเย็นเหมาะแก่การพำนักอาศัยเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งอยู่ที่บ้านพงสว่าง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดไปตามทางหลวงหมายเลข 2178 (อุบลฯ-กันทรลักษ์) ประมาณ 8 กม. เป็นวัดที่ก่อตั้งโดยหลวงปู่ชา สุภัทโท และเป็นต้นแบบของวัดป่าสายหลวงปู่ชาอีกกว่า 100 แห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายในบริเวณวัดมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร และหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชา และยังมีเจดีย์ศรีโพธิญาณ ซึ่งเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ชา มีพื้นที่ป่าภายในเขตกำแพงวัด 186 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา

 


        

จุดเริ่มต้นของวัดหนองป่าพง เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2497 (ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง) พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ท่านได้เดินธุดงค์มาถึง "ดงป่าพง" ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านก่อไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร พร้อมด้วยลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงก็ได้ทำการปักกลดเรียงรายอยู่ตามชายป่าประมาณ 5-6 แห่ง ดงป่าพงในสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่าทึบรกร้าง ชุกชุมด้วยไข้ป่า ในอดีตป่าพงเป็นดงใหญ่ มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ชาวบ้านเรียกดงดิบนี้ว่า "หนองป่าพง" เพราะใจกลางป่ามีหนองน้ำใหญ่ที่มีกอพงขึ้นอยู่หนาแน่น ต่อมาบริเวณผืนป่าส่วนใหญ่ถูกทำลายหมดไป ยังคงเหลือเพียงส่วนที่เป็นบริเวณของวัดในปัจจุบันเท่านั้น สาเหตุที่ป่าส่วนนี้ไม่ถูกบุกรุกถากถางเพราะชาวบ้าน เชื่อถือกันว่ามีอำนาจลึกลับแฝงเร้นอยู่ในดงนั้น เพราะปรากฏอยู่เสมอว่าคนที่เข้าไปทำไร่ ตัดไม้ หรือล่าสัตว์ เมื่อกลับออกมามักมีอันต้องล้มตายไปทุกราย โดยที่หาสาเหตุไม่ได้ ชาวบ้านจึงพากันเกรงกลัวภัยมืดนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำลาย หรืออาศัยทำกินในป่านี้เลย ดงป่าพงจึงดำรงความเป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ ชื่อ "วัดหนองป่าพง" นี้เป็นชื่อที่หลวงพ่อคิดตั้งขึ้นเอง โดยอาศัยสภาพภูมิประเทศเป็นหลัก แต่ชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากก็คือ "วัดป่าพง" โดยระยะแรกๆ หลวงปู่ชา สุภัทโท และลูกศิษย์ต้องต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับไข้ป่า ซึ่งขณะนั้นชุกชุมมาก เพราะเป็นป่าทึบ ยามพระ เณร ป่วย หายารักษายาก ต้องต้มบอระเพ็ดฉันพอประทังไปตามมีตามเกิด โดยที่ท่านไม่ยอมขอความช่วยเหลือเลย เพราะว่าท่านต้องการให้ผู้ที่มาพบเห็นด้วยตาแล้วเกิดความเลื่อมใสเอง หลวงพ่อสอนอยู่เสมอว่า พระไปยุ่งกับการหาเงินก่อสร้างวัดเป็นสิ่งน่าเกลียด แต่ให้พระสร้างคน คนจะสร้างวัดเอง

 


              

ชีวิตพระในวัดหนองป่าพงมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การประพฤติพรหมจรรย์ ตามรอยพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาที่ทรงดำรงพระชนมชีพอย่างสงบเงียบและเรียบง่ายภายในป่า เพื่อค้นคว้าแสวงหาทางพ้นทุกข์ แล้วทรงนำความรู้แจ้งเห็นจริงนั้นมาเผยแผ่เกื้อกูลความสุขแก่มหาชนทั่วไป การดำเนินชีวิตในวัดหนองป่าพงยึดหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นแนวทางปฏิบัติฝึกหัดกายวาจาใจในชีวิตประจำวัน เน้นการศึกษาประพฤติปฏิบัติให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมทั้งนำธุดงควัตร 13 วัตร 14 และกำหนดกฎกติการะเบียบต่างๆ มาผสมผสานเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบำเพ็ญสมณธรรมให้ดำเนินไปด้วยดี และมีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆขึ้น และ ธรรมชาติอันสงบและบริสุทธิ์ของป่าภายในวัดหนองป่าพงเป็นปัจจัยให้การดำรงชีวิตของพระภิกษุเป็นไปด้วยความเรียบง่ายสอดคล้องกับธรรมชาติ ตามแบบของพระธุดงค์กรรมฐาน ผู้มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อขัดเกลาทำลายกิเลสที่ครูบาอาจารย์ได้พาดำเนินมา จีวรและบริขารอื่นๆ ของภิกษุจะมีอยู่อย่างจำกัด มีภิกษุผู้รักษาเรือนคลังสงฆ์เป็นผู้แจกในกาลเวลาที่เหมาะสม การบริโภคอาหารมีเพียงมื้อเดียวตอนเช้า และฉันในบาตร เสนาสนะที่พักอาศัยเป็นกุฏิหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ห่างกันในป่า เพื่อให้สามารถปฏิบัติภาวนาได้อย่างสงบ