วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561 17:27 น.

ภูมิภาค

OTOP Village 2 ชนเผ่านครพนม เผ่าไทยกวนตีเหล็ก เผ่าไทยลาวผ้าไหมกระฉ่อนโลก

วันศุกร์ ที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.51 น.

OTOP Village 2 ชนเผ่านครพนม เผ่าไทยกวนตีเหล็ก เผ่าไทยลาวผ้าไหมกระฉ่อนโลก

     

วานนี้ (8 พ.ย.61) บริเวณลานกีฬาโรงเรียนนาถ่อนวิทยานุกูล หมู่ 12 ต.นาถ่อน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นายไพบูลย์ บูรณสันติ ผู้ตรวจราชการ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน และ นางชฏาพร ร่มธรรมกูล หัวหน้าสำนักงานเลขานุการฯ เดินทางมาพร้อมกับคณะ Press Tour เพื่อเยี่ยมชมเส้นทางวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง โดยมีนายเดช ติเล กำนัน ต.นาถ่อน พร้อมกับ ด.ญ.ญานิศา สุริพัฒน์ อายุ 11 ปี ด.ญ.กัญธิชา ว่องไว อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 ร.ร.นาถ่อนวิทยานุกูล กล่าวต้อนรับคณะผู้มาเยือนด้วยภาษาอังกฤษ  

     

ซึ่งมี นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รอง ผวจ.นครพนม เป็นประธานในพิธีเปิดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village) และนายสุรพล แก้วอินธิ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชนฯ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ ใจความว่าจังหวัดนครพนม ได้จัดทำโครงการหมู่บ้านOTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village) 8 เส้นทาง  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าหมู่บ้าน เกิดการสร้างรายได้ในชุมชน โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 9 หมู่บ้าน ซึ่งบ้านนาถ่อน หมู่ที่ 1,2,12,และ 14 เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีของชนเผ่าไทยกวนหรือไทยพวน ที่เพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นานมานี้ จึงถูกบรรจุเป็นชนเผ่าที่ 8 ของจังหวัดนครพนม โดยมีการทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยว การจำหน่ายสินค้าโอทอป และสาธิตการตีเหล็กเสมือนเป็นตราประจำตำบล ที่มีชาวบ้านอนุรักษ์อาชีพดังกล่าวมากถึง 55 ครัวเรือน พร้อมอาหารพื้นถิ่นตกทอดมาจากบรรพบุรุษ    

     

สำหรับเรื่องราวชนเผ่าไทยกวน หรือไทยพวน มีประวัติความเป็นมาจากแคว้นสิบสองจุไท ซึ่งเป็นชื่อดินแดนแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับแคว้นตังเกี๋ย และภาคใต้ของประเทศจีน ทิศตะวันออกจรดกับแม่น้ำดำ ทิศตะวันตกติดต่อกับเขตหัวพัน (ซำเหนือ) ของประเทศลาว และมีเมืองแถง (แถน) หรือเดียนเบียนฟู เป็นเมืองเก่าดั้งเดิมของดินแดนนี้

          

จากคำบอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่นกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งแคว้นศรีโคตรบูรณ์รุ่งเรือง มีเมืองหลวงชื่อมรุกขนคร ตั้งอยู่ทางใต้เมืองท่าแขก หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นแขวงคำม่วน  ประเทศลาว ชาวเมืองล้วนช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ด้วยการสร้างพระธาตุเป็นหลักบ้านหลักเมือง

     

เจ้าเมืองในขณะนั้น ทราบว่าตรงปากน้ำห้วยบังฮวก มีแท่งเหล็กยาวประมาณ 6 ศอก หากนำมาเป็นแกนกลางสร้างพระธาตุ (พระธาตุเมืองเก่า) ก็จะทำให้แข็งแรงยั่งยืน จึงมอบหมายให้กรมการเมืองช่วยกันขุดแท่งเหล็กนั้น แต่การขุดเป็นไปอย่างยากลำบาก (ต่อมาบริเวณที่ขุดแท่งเหล็กนั้น ตั้งชื่อเป็นหมู่บ้านว่าบ้านบึงเหล็ก ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม) หลังจากขุดได้แล้วก็ช่วยกันลาก (ภาษาอีสานเรียกคำว่า”ลากมา” ว่า”แก่มา”)  บริเวณตรงนั้นมีชื่อเป็นหมู่บ้านว่าบ้านนาแก่ ภายหลังเพี้ยนมาเป็นบ้านนาแก ต.ดอนนางหงส์  

     

จากนั้นชาวบ้านได้ช่วยกันตัดแท่งเหล็กออกเป็นท่อนๆ (และตรงจุดที่ตัดภายหลังตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านนาท่อน และได้เพี้ยนมาเป็นนาถ่อนจนถึงปัจจุบัน) หลังได้เหล็กท่อนแล้วก็ไปตัดไม้หามซึ่งเป็นไม้ติ้ว(ปัจจุบันคือบ้านดงติ้ว ต.บ้านกลาง อำเภอเมืองนครพนม รอยต่อกับ ต.นาถ่อน) ช่วยกันหามนำไปยังเมืองมรุกขนคร และไม้ติ้วที่หามไปนั้น ได้สร้างเป็นพระพุทธรูปเรียกว่าพระติ้ว ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดโอกาส ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ติดกับตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองนครพนม

     

ภาษาพูดของชนเผ่าไทยกวนนั้น ใกล้เคียงกันกับชนเผ่าไทยญ้อ สมัยก่อนผู้ชายจะไว้ผมยาว สักลายตามตัว ทั้งแขน ขา ส่วนใหญ่นิยมสักเป็นรูปนกที่บริเวณแก้ม เชื่อว่าสาวเห็นจะหลงรัก เพราะแสดงถึงความเข้มแข็งอดทน

     

การประกอบอาชีพของชาวไทยกวน คือ ทำนา เลี้ยงสัตว์ และตีเหล็กที่ทำมาจากแหนบรถยนต์ มีประวัติเล่าว่าขุนพินิจแสนเสร็จ เห็นว่าหลังหน้าฤดูทำนาแล้ว ชาวบ้านไม่มีอะไรจะทำ จึงไปติดต่อบาทหลวงซาเวียร์ชาวฝรั่งเศส จากเมืองเชียงหวาง แขวงคำม่วน ประเทศลาว มาสอนชาวบ้านตีเหล็กจนชำนาญ ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือน และเป็นสัญลักษณ์ของตำบลนาถ่อนไปด้วย โดยคุณภาพของมีด หรือของมีคมต่างๆ ไม่ด้อยไปกว่ามีดอรัญญิก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     

ด้านความเชื่อชนเผ่าไทยกวน นับถือผีบรรบุรุษ โดยยึดเอาวันที่ 25 ตุลาคม ของทุกปี จะทำพิธีรำบวงสรวง ศาลปู่ตาแสง เพื่อปกป้องรักษาคนในชุมชน นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมการฟ้อนรำไทยกวน โดยเลียนแบบท่ามาจากสัตว์ป่า ได้แก่ ท่าช้างขึ้นภู งูเล่นหาง กวางโชว์เขา เสือออกล่า เต่าออกลาย ควายตั้งท่า ม้าออกศึก ระทึกกระทิงเปลี่ยว ขับเคี่ยวขบวนลิง และสิงห์คำราม เป็นต้น

     

ส่วนวิถีการกินอยู่ เป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงขี้เหล็กใส่หนังเค็ม ต้มไก่ลาด(ไก่พื้นบ้าน) แจ่วหนังเค็ม(น้ำพริกหนังเค็ม) ขนมหวานจะเป็นข้าวต้มโคม  หรือข้าวต้มมัด อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

     

อนึ่ง หนังเค็ม ทำมาจากหนังวัวหรือควาย(ส่วนใหญ่นิยมทำจากหนังควายเพราะมีความหนากว่า) เป็นการเก็บรักษาอาหารไว้กินได้นานๆ ภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของคนอีสาน วิธีการทำหนังเค็ม คือเอาหนังวัวหรือหนังควายมาหั่นเป็นริ้วยาว จากนั้นนำไปตำหรือคลุกใส่กับรำและเกลือ นำไปหมักในภาชนะที่ปิดมิดชิดประมาณ 3-4 วัน จึงนำออกมาตากแดดให้แห้ง เวลากินก็เผากับไฟให้ขนและหนังไหม้เกรียม จากนั้นใช้ไม้ทุบเอาขี้เถ้าออก แล้วหั่นกินตอนร้อนๆ หรือจะนำไปทำอาหารได้หลายเมนู

     

หลังจากนั้นเวลา 15.00 น. คณะดังกล่าวข้างต้น ได้เดินทางไปเปิดหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP Village) ณ ลานอเนกประสงค์ วัดศรีโพธิ์ชัย หมู่ 1 ต.ท่าเรือ อ.นาหว้า ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านเสียงเพลง เพราะเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ อาทิ พิณ แคน โหวด โปงลาง กลองอีสาน และสินค้าโอทอปอื่นๆอีกมากมาย

     

นายเกษชัย มิ่งวงศ์ธรรม ที่ปรึกษากลุ่มศิลปาชีพบ้านท่าเรือ และกรรมการสภาวัฒนธรรม อ.นาหว้า เล่าว่าที่บ้านท่าเรือแห่งนี้ที่ได้รับการสืบทอดการผลิตเครื่องดนตรีอีสานมาตั้งแต่อดีต ซึ่งบรรพบุรุษเจ้าตำรับแคนชื่อ นายโลน แสนสุริวงศ์ พื้นเพเป็นคน อ.นาแก จ.นครพนม โดยได้มาเยี่ยมคุณพ่อที่มาบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีโพธิ์ชัย ซึ่งพ่อเฒ่าโลนมีฝีมือการทำแคน จึงชวนคนในหมู่บ้านอีก  3 คน มาหัดทำแคนด้วยกัน จนในปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ จากนั้นชาวบ้านได้พัฒนาเป็นพิณ โหวด โปงลาง และเครื่องดนตรีชนิดอื่น จนได้ชื่อว่าหมู่บ้านแห่งเสียงเพลง

     

สำหรับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกด้านของบ้านท่าเรือ ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาควบคู่กับการทำเครื่องดนตรี คือ การทอผ้าไหมคุณภาพระดับโลก ซึ่งศูนย์หัตถกรรมบ้านท่าเรือ ก็อยู่ในบริเวณวัดศรีโพธิ์ชัย และได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในการประกวดผ้าไหมมากที่สุด โดยนับตั้งแต่ปี 2533 ถึงปัจจุบันนั้น ศูนย์หัตถกรรมบ้านท่าเรือได้รับรางวัลพระราชทานถึง 500 รางวัลด้วยกัน โดยผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทานนี้จะได้เหรียญพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมสายสร้อยที่ทรงคล้องคอด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง ยังความปลาบปลื้มแก่ผู่ที่ได้รับเหรียญพระราชทานอย่างหาที่สุดมิได้ และที่น่าสนใจคือ บ้านท่าเรือเป็นศูนย์ศิลปาชีพแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2520 “ดังนั้นจึงเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวไปเยือนบ้านท่าเรือ สัมผัสกับวิถีอีสานของชนเผ่าไทยลาวแห่งนี้” นายสุรพลฯกล่าว

หน้าแรก » ภูมิภาค