วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560 04:28 น.

ภูมิภาค

พระสงฆ์ก้าวข้ามเสียงวิจารณ์ช่วยโยมจมน้ำท่วมเต็มตัว

วันอังคาร ที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 13.03 น.

พระสงฆ์ก้าวข้ามเสียงวิจารณ์ช่วยโยมจมน้ำท่วมเต็มตัว

 


ช่วงที่เกิดอุทกภัยพิษพายุโซนร้อน "เซินกา" ถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่หลายจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดสกลนคร หลายภาคส่วนได้ออกมาช่วยเหลือในด้านต่างๆ ร่วมถึงคณะสงฆ์ด้วย อย่างไรก็ตามได้เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่คณะสงฆ์ในครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการทำหน้าที่แทนฆราวาส พูดง่ายๆ ก็คือไม่ใช่กิจของสงฆ์ บุคคลที่ท้วงติดนี้คืออาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ นักบรรยายธรรมทางพระพุทธศาสนา และก่อนหน้าก็ได้ท้วงติงกรณีที่พระภิกษุสามเณรใช้สื่อออนไลน์ ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตอบโต้


ต่อประเด็นนี้ ร.ท.,ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย  อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ออกมาทำความเข้าใจผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Banjob Bannaruji - บ้านบรรณรุจิ ความว่า "วิวาทะระหว่างพุทธแค่สะท้อนความเห็นต่างระหว่างความยากจนกับความมีฐานะแต่ไม่ใช่ข้ดแย้งแตกแยก" ไปครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมาได้แสดงความเห็นอีกครั้ง ความว่า


"ขอสดุดี ทุกความเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ เพื่อประโยชน์สุขของคนทุกข์ยาก แสดงถึงการตื่นตัวเพื่อสังคมเกินคาด ล่วงเลยคลองแห่งคำพูด"


+×÷=+×÷=


@ ที่จั่วหัวไว้ข้างบน คือ คำแทนความรู้สึกทั้งหมดที่อยากพูด แต่ก็พูดได้แค่นี้แหละ เพราะความรู้สึกครั้งนี้ หากว่าตามสำนวนพระไตรปิฎกก็ต้องว่า "นิรุตฺติปถํ อติกฺกนฺตํ - ล่วงเลยคลองแห่งคำพูด" ซึ่งก็หมายว่า ไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกมาด้วยถ้อยคำแบบใดถึงจะตรงกับใจได้ทั้งหมด


@ พระสงฆ์ไทยถูกมองมานานว่าเอาตัวรอดไม่รู้หนาวไม่รู้ร้อนกับสังคมจะช่วยก็แต่วัดเท่านั้น พอออกมานอกวัดใครจะเป็นใครจะตายไม่สน ขอให้ฉันรอดได้เป็นพอ


@ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็แค่ร่วมบริจาค แต่มาคราวนี้พระสงฆ์ออกโรงเอง ทั้งหาของ จัดของ แบกของ ลุยน้ำ ลงเรือ ทำครัว ทำกับข้าว เรียกว่า "คนทุกข์มีที่ไหน พระไปโปรดถึงนั่น" ไปกันแบบตัวเป็นๆ ไม่ต้องให้นั่งอ้อนวอนให้พระมาช่วยแบบลมๆแล้งๆ อย่างแต่ก่อน


@ ใครจะอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าคงๆไม่มีคนกำลังทุกข์ทึ่ไหนจะไปรังเกียจว่า พระไม่สำรวม เลยจะไม่ขอรับ เห็นมีแต่ยกมือไหว้และรับกันทุกคน พระไปให้กำลังใจขจัดภัยน้ำท่วมเบื้องต้น ชาวบ้านผู้ประสบภัยก็ให้กำลังใจพระตอบแทน


@ ในสังคมพุทธ พระกับชาวบ้านย่อมเกื้อกูลกัน ตามสมควรแก่ฐานะด้วยรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งเรื่องนี้พระกับชาวบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือจะรู้ดี เรื่องนี้ลองไปสอบถามความรู้สึกของเขาดูซึ่


@ เพื่อให้มีที่อ้างอิงสำหรับการวิเคราะห์วิจารณ์ จึงอยากจะเล่าเรื่องอดีตให้ฟังบ้าง


ในลังกา เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา พระนิยมสร้างวัดอยู่ตามหุบเขาตามถ้ำ ซึ่งก็แยกไกลจากชุมชน มีวัดหนึ่งเป็นวัดใหญ่มีลาภสักการะมาก โจรก๊กหนึ่งซึ่งมีชิ่อเสียงด้านความร้ายกาจจึงวางแผนเข้าปล้นและจู่โจมถึงวัดทันที เจ้าอาวาสรู้แล้วว่านี่คือการปล้น จึงค่อยๆพูดคุยกับหัวหน้าโจร และระหว่างพูดคุยนั้นก็สั่งให้คนวัดจัดหาข้าวปลาอาหารมาเลึ้ยงพวกโจร พวกโจรก็รับเลี้ยงอย่างอิ่มหมีพีมัน เสร็จแล้วโจรก็ได้สตินึกถึงความดีของพระเลยตัดสินใจไม่ปล้น ทำให้วัดรอด ทรัพย์สินวัดไม่เสียหาย ชีวิตพระเณรปลอดภัย แต่หลายคนตำนิว่า ท่านเอาของสงฆ์มาเลี้ยงโจรโดยพลการ ไม่ประชุมสงฆ์ขอมติเฝเสียก่อน ท่านจึงผิดพระวินัย พระฝ่ายจับผิดเปิดประเด็น


เมืองไทย คราวฝรั่งเศษกับอังกฤษบุกไทยหวังยึดเป็นเมืองขึ้น พระเจ้าอยู่หัว ร. 5 ทรงทุกข์พระทัยหนัก จึงเสด็จไปตามวัดพูดคุยพระผู้ใหญ่ ทรงถามว่าคณะสงฆ์จะช่วยอะไรได้บ้าง ? มีพระผู้ใหญ่บางรูปตอบว่า ช้วยอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของบ้านเมือง แต่กมีบางรูปผ่าเหล่าโพล่งออกมาว่า ถึงคราวจำเป็นต้องรบ พระก็จะสึกออกไปช่วยรบ ...ว่ากันว่า หลังจากทรงได้ยินประโยคหลังทางแย้มพระสรวลอย่างมีความหวัง และตรัสขอบคุณ


เรืองนี้ผมได้ยินผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่ต่อมาเริ่มเชื่อว่าจริงเพราะมีผู้ไปพบบันทึกของกรมสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรงเล่าแลสรุปมาเล่าให้ฟังว่า....มีนักโทษชายคนหนึ่งส่งฎีการ้องทุกข์มาขอพระราชทานอภัยโทษให้ออกจากคุก ร.5 ทรงรับสั่งให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา กรมสมเด็จฯสนองพระราชประสงค์และเห็นว่าเขาสมควรได้รับพระราชทานอภัยโทษได้ จึงกราบทูลให้ทรงพระกรุณา


หลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ชายคนนั้นก็ไปบวชพระแล้วจำพรรษาที่สิงห์บุรี พระรูปดังว่าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอยู่เสมอ ต่อมาเมิ่อทราบถึงพระราชประสงค์ให้พระสึกไปช่วยราชการเป็นทหารเข้าสงครามป้องกันบ้านเมืองก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯไปเฝ้ากรมสมเด็จฯที่วังวรดิศและถวายพระพรว่าจะขอสึกไปช่วยราชการตามพระราชประสงค์ กรมสมเด็จฯได้นำเรื่องไปกราบทูลให้ทรางทราบ ร.5 ทรงรับสั่งฝากไปถึงพระว่า ...ขอขอบใจ ตอนนี้ไม่ต้องการแล้ว เพราะเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะไม่ต้องรบกวนพระแล้ว..


@ ราชการไทยมองพระใน 2 มิติมาตลอด มิติหนึ่งก็คือ เป็นทักขิไณยบุคคล ที่ควรกราบไหว้ แต่อีกมิติหนึ่งก็คือพลเมืองของชาติ ถึงเวลาต้องการช่วยเหลือก็ร้องขอให้ช่วย เช่น การเกณฑ์ทหาร หรือเป็นทหารกองหนุน แต่อีกมิติหนึ่งก็ผลักไปให้เป็นบุคคลประหนึ่งไร้ความสามารถหรือพิการ เช่น การไม่มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเลือกตั้ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่มทีมีคนวิกลจริตอยู่ด้วย


@ การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ครั้งนี้ฉับไวสัมพันธ์กันทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปถึงเจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับล่างสุดคือเจ้าอาวาส


@ นอกจากนั้น สมเด็จพระราชาคณะและรองสมเด็จที่รับผิดชอบงานสาธารณสงเคราะห์ เช่นเจ้าประคุณสมเด็จพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติการาม และพระพรหมวขิรญาณ วัดยานนาวา ได้มีสำนักงานระดมความเชื่อเหลืออย่างจริงจัง


@ ที่โดดเด่นคือ ม. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยท่านอธิการบดี พระพรหมบัณฑิต ได้สั่งการให้มจรส่วนกลางและทุกวิทยาเขตร่วมมือกันให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้อย่างทั่วถึง


@ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ประสบภัยมีกำลังใจที่เผชิญภัยอย่างไม่โดดเดี่ยวและว้าเหว่ สอดคล้องกับเถรภาษิตว่า โลโกปัตถัมภิกา เมตตา - เมตตาค้ำจุนโลก


@ และแสดงให้เห็นว่า สถาบันพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งได้

หน้าแรก » ภูมิภาค