วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562 21:03 น.

ประชาสัมพันธ์

ชื่นชม! ตลาดประชารัฐต้องชมภาคใต้(พัทลุง-สงขลา)

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 09.57 น.
ชื่นชม! ตลาดประชารัฐต้องชมภาคใต้(พัทลุง-สงขลา) 
สร้างรายได้-ขยายโอกาสให้ชุมชนมีความสุขยั่งยืน 
 
 
กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการตลาดประชารัฐต้องชมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่ตลาดชุมชนในท้องถิ่นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยการพัฒนาปรับปรุงตลาดที่มีศักยภาพเหมาะสมในการต่อยอดทางการค้าที่มีความพร้อม เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจำหน่ายสินค้าชุมชนอีกทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้า และอาหารในตลาดให้มีคุณภาพมาตรฐานและรสชาติที่ดีเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของสินค้าควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนให้เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง รวมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เกิดความต้องการที่จะมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและแข็งแรง 
 
 
 
ซึ่งจากนโยบายดังกล่าว อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของรัฐบาลที่จะสร้างความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากให้มีความยั่งยืนที่พร้อมจะเข้าสู่การแข่งขันทางการตลาดในอนาคต กรมการค้าภายในภายใต้การนำของ นายวิชัย โภชนกิจ (อธิบดี) จึงได้นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางเดินทางท่องเที่ยวและเยี่ยมชมตลาดชุมชน เส้นทางใน 2 จังหวัดภาคใต้ มีเป้าหมายอยู่ที่จังหวัดพัทลุงและสงขลา ภายใต้โครงการตลาดประชารัฐต้องชม โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่  9-10  มีนาคม  2562  ที่ผ่านมา ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว เห็นว่าโครงการดังกล่าวภายใต้การขับเคลื่อนของกรมการค้าภายในนั้น ได้เดินทางมาถูกทางแล้ว เกิดความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และมีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในระดับชุมชนรวมถึงนักท่องเที่ยว สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าระดับชุมชน ให้ฟื้นตัวกลับมาอย่างเห็นได้ชัด และจับต้องได้จริงๆ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความสามัคคีภายในชุมชน ความเอื้ออาทรที่มีให้แก่กันและกันอันเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 
 
โดยตลาดต้นแบบที่เกิดจากการรวมตัวของชุมชนอย่างแท้จริงในจังหวัดพัทลุงคือ ตลาดใต้โหนด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และตลาดคลองแห ซึ่งตั้งอยู่ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
 
ในส่วนของตลาดใต้โหนดนั้นมีความโดดเด่นคือ เกิดจากการรวมตัวของประชาชนในท้องถิ่นหรือในชุมชนเป็นหลัก เริ่มจากการรวมตัวเพียงไม่กี่คนแต่ปัจจุบันมีสมาชิก หรือผู้ประกอบการจำนวนกว่า 200 ราย โดยแต่ละครอบครัวต่างมีความสมัครใจที่จะนำผลผลิตไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตรรวมไปถึงสินค้าที่เกิดจากการแปรรูปภายในชุมชนเพื่อนำมาจัดจำหน่ายภายในตลาดใต้โหนดที่เปิดให้บริการเป็นประจำทุกวันอาทิตย์มายาวนานกว่า 4 ปีแล้ว 
 
บรรยากาศภายในตลาดใต้โหนดร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นโตนด  และพันธุ์ไม้อื่นๆ มีการจัดโซนจำหน่ายสินค้า อย่างเป็นระบบและมีระเบียบมีโซนอาหารพื้นบ้านอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนเช่น ขนมจีน ข้าวสังข์หยด อาหารหลากหลาย มีให้ชิมช็อปมากกว่า 80-100 ชนิด โซนผลิตภัณฑ์ถักทอ โซนเครื่องดื่ม โซนกิจกรรมภาพวาดของศิลปินชื่อดังของภาคใต้ โดยผู้ริเริ่มก่อตั้งตลาดแห่งนี้ คือ นายกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2539  รวมถึงมุมการแสดงหนังตะลุงการแสดงมโนราห์ และอื่นๆ ซึ่งจากการได้สอบถามผู้ค้าหลายรายการแสดงความภาคภูมิใจและมีความพึงพอใจมากจากการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดแห่งนี้ และที่ได้ไปมากกว่านั้นก็คือ เกิดรายได้ไปจุนเจอครอบครัวอย่างมีความสุข ซึ่งจากความเป็นตลาดที่มีความโดดเด่นเรื่องอัตลักษณ์ กับความเอื้ออาทร  ที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน จึงเป็นแรงผลักดันให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นประจำ เฉลี่ยวันละ 5,000-6,000 คน และเพิ่มขึ้นตามเทศกาลสำคัญ 
 
 
 
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงตลาดแห่งนี้ว่า เป็นตลาดแห่งแรกของจังหวัดพัทลุงที่เกิดจากการรวมตัวของชุมชน มองว่าเป็นตลาดที่มีอนาคต มีการรวมกลุ่มกันเองสร้างตัวเองมาตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อกรมการค้าภายในเห็นตรงนี้ ก็เลยเข้ามาช่วยนำเอาบรรดาผู้ผลิต ขนมอาหาร สินค้าพื้นบ้าน รวมทั้งผักผลไม้เข้ามา จนปัจจุบันมีผู้ค้ากว่า 200 รายแล้ว ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ตลาดมีการพัฒนามากถือเป็นความหวังหนึ่งของพี่น้องในพื้นที่จะได้นำสินค้าเข้ามาจำหน่าย โดยจุดเด่นของตลาดแห่งนี้ก็คือเป็นชุมชนบริหารด้วยกันมีความยั่งยืนนำผลผลิตจากชุมชนมาขาย ราคา 10-20 บาท บางวันขายไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร "ผมอยากให้ผู้ขายรักษาความดีงามความเอื้ออาทรรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ความมีน้ำใจเอาไว้ เรื่องราคาต้องรักษาไว้ จะไม่มีการทิ้งตลาดนี้อย่างแน่นอน อยากให้เข้ามาสัมผัสมาช่วยเหลือพี่น้อง ได้มีกำลังใจทำงานเลี้ยงตัวเองต่อไปครับ" นายวิชัย โภชนกิจ  กล่าว
 
ส่วน!ตลาดคลองแห ก็จัดเป็นตลาดชุมชนอีกแห่งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และสามารถสนองนโยบายโครงการประชารัฐของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของชุมชน เริ่มจากการคัดเลือกผู้ประกอบการที่จะค้าขายในตลาดจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในชุมชนคลองแหเท่านั้น โดยทุกคนจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของตลาดอย่างเคร่งครัด เริ่มตั้งแต่การแต่งตัวจะต้องรักษาความเป็นไทยเท่านั้น จุดเด่นของตลาดคลองแหก็คือการจัดระเบียบให้ผู้ค้าอาหารอยู่บนเรือเท่านั้น ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 77 ราย แต่ละรายจะต้องหัดพูดภาษาอังกฤษ ภาษามลายูอย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เดินทางเข้ามาจับจ่ายเฉลี่ยวันละ 10,000 กว่าคน จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาดังกล่าว ด้านอาหารการกินนั้น จะเน้นส่วนใหญ่เป็นอาหารอิสลาม โดยอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ของตลาดคือ ห่อหมกกระบอกไม้ไผ่ เครื่องดื่มกระบอกไม้ไผ่ ขนมถ้วย ข้าวยำ ขนมถุงทอง ขนมลูกโยน และเมนูอื่นๆมากกว่า 300 ชนิด โดยให้บริการทุกวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ 
 
ตลาดคลองแหมีเนื้อที่กว่า 11 ไร่ โซนของตลาดน้ำริมน้ำมีความยาวกว่า 200 เมตร อนาคตอันใกล้นั้นจะขยายพื้นที่โซนตลาดน้ำอีก 1 เท่าตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เป็นตลาดหลัก มีอัตราการเดินทางเฉลี่ยวันละ  10,00-20,000 ราย นับเป็นตลาดน้ำต้นแบบที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ สำหรับรายได้ของผู้ประกอบการนั้น นางรวีวรรณ อาจไพรินทร์ ประธานชมรม ผู้ประกอบการตลาดคลองแห กล่าวว่า เป็นที่น่าพอใจมาก แต่ละรายสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาตรี รวมทั้งตนเองด้วย มีบ้านมีรถและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจวบจนทุกวันนี้ ก็เพราะตลาดคลองแหนั่นเอง "ต้องขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในที่ให้การสนับสนุนตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาและทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อขยายพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการของนักท่องเที่ยว เรียบร้อยแล้ว" นางรวีวรรณ อาจไพรินทร์ กล่าว 
โครงการตลาดประชารัฐต้องชม ที่ขับเคลื่อนโดยกรมการค้าภายในสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดถึงความตื่นตัวของชุมชนได้เป็นอย่างดีในการช่วยการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจระดับรากหญ้า เพื่อมุ่งไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
 

หน้าแรก » ประชาสัมพันธ์