|
|
|
|
 |
| หมวดข่าว
/ ข่าวออนไลน์ |
 |
| โดย บ้านเมืองออนไลน์ |
เมื่อเวลา 10:16:00
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 |
|
เกษตรกรรม ปาล์มยั่งยืน แห่งทุ่งรังสิต
เกษตรกรรม ปาล์มยั่งยืน แห่งทุ่งรังสิต
องค์ภาทรงเยี่ยมให้กำลังใจ ทำโครงการแก้มลิง สกัดน้ำเข้ากรุงเทพฯ 1
ในโครงการพระราชดำริ พระเจ้าอยู่หัว
พื้นที่เขต อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ ในปี 2538 ชาวสวนส้มประสบปัญหาโรคส้มระบาดโรครากเน่า ผลเน่า ทำให้ผลส้มร่วงหล่น เกษตรกรต่างเป็นหนี้สินสิ้นเนื้อประดาตัว บ้างต้องกู้หนี้
ยืมสิน ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากประกอบอาชีพปลูกสวนส้มยังถิ่นฐานอื่น เพราะส้มเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างฐานะให้ชาวสวนส้มในทุ่งรังสิตยุคนั้นเป็นเศรษฐีกันถ้วนหน้า จากผลผลิตที่ให้ค่าตอบแทนสูง ชาวสวนส้มทุกครัวเรือนในยุคเฟื่องฟูต่างถอยออกรถยนต์หรูป้ายแดงกันเกือบทุกครัวเรือน ปลูกบ้านอยู่กลางสวนมูลค่านับสิบล้านบาท รวมทั้งการแต่งกายด้วยเครื่องประดับ เพชรนิลจินดา ที่บ่งบอกถึงความต่างจากชาวบ้านทั่วไปจนเป็นสัพนามเรียกขานกันว่า เสี่ยสวนส้ม เมื่อเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสย่างกายเข้าเขตชุมชนเมือง เพื่อออกมาจับจ่ายใช้สอย
นายสาคร อำภิน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี เล่าว่า หลังจากพื้นที่ทุ่งรังสิต เขต อ.หนองเสือที่เคยรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของชาวสวนส้ม ต้องตกต่ำสุดๆ ในปี พ.ศ.2538 ประชาชนต่างทิ้งถิ่นฐานไปประกอบอาชีพทำสวนส้มที่เคยให้ค่าตอบแทนสูงยังจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง แถวกำแพงเพชรเป็นส่วนใหญ่ สภา (อบจ.) ปทุมธานี และภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้พยายามฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรกลับมาให้มีสภาพทางเศรษฐกิจดังเดิม สภา อบจ.ปทุมธานี จึงมีมติสนับสนุนให้นำพันธุ์ปาล์มมาแจกให้เกษตรกรปลูก 65,000 ต้น เป็นจำนวนเงิน 6,500,000 บาท เมื่อปี พ.ศ.2551 โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.บึงชำอ้อ เป็นแห่งแรกของ อ.หนองเสือ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนวิถีอาชีพจากเกษตรกรทำนาข้าว สวนส้มสวนผลไม้ หันมาปลูกสวนปาล์มแทนกันส่วนใหญ่
ในทางกายภาพสภาพพื้นที่ดินเดิม ที่เคยเป็นร่องสวนส้มร้างมาก่อน ถูกปรับให้เป็นร่องสวนปาล์มที่ดูแลง่าย ต้นทุนต่ำกว่าทำสวนส้มมาก ปัจจุบันชาวสวนปาล์ม ต.บึงชำอ้อ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้แล้ว โดยมี บริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด ตั้งอยู่ จ.ชลบุรีเข้ามารับซื้อถึงที่ จากชาวสวนที่รวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์สวนปาล์ม โดยมีนายอักษร น้อยสว่าง นายก อบต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ เป็นประธานสหกรณ์ชาวสวนปาล์ม อ.หนองเสือ ซึ่งตนได้เฝ้าติดตามและประเมินผลผลิตปาล์ม และได้พบว่าพื้นที่ อ.หนองเสือ เหมาะที่จะปลูกปาล์มได้ผลดีในอนาคต ซึ่งในการเปิดสมัยประชุมสภา อบจ.ครั้งหน้าก็จะนำเสนอจัดสรรงบประมาณอุดหนุนชาวเกษตรกร อ.หนองเสืออีกรอบ เพื่อขยายพื้นที่ปลูกสวนปาล์มออกไปอีก
ในอดีตหากชาวสวนส้มในทุ่งรังสิตที่ล่มสลาย หากไม่ไปทำสวนส้มที่ จ.กำแพงเพชร จนต้องล้มละลายเป็นรอบ 2 แล้วหันมาปลูกสวนปาล์มแทน อย่างนายกอักษร ที่ล่มสลายจากสวนส้ม และกลับมาฟื้นตัวได้จากสวนปาล์มเนื่องจากการทำสวนปาล์มของชาวบึงชำอ้อ สามารถทำประโยชน์เลี้ยงปลาหรือปลูกพืชอื่นแซมให้มีรายได้ ขณะที่ต้นปาล์มยังเล็กไม่ได้อายุเก็บเกี่ยวผลผลิต อาทิ สวนไม้ล้มลุก ปลูกถั่ว สวนผัก ไร่ข้าวโพด สวนฝรั่งก็ยังทำได้ กระทั่งต้นปาล์มลำต้นสูงใหญ่มีอายุสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ซึ่งความดังกล่าวได้ทราบไปถึงร้อยเอกหญิง ดร.พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ว่าพื้นที่ อ.หนองเสือ สามารถทำเป็นพื้นที่สวนปาล์มได้ดีกว่าพื้นที่ภาคใต้ อันเป็นต้นตำหรับของชาวสวนปาล์มเสียอีก พระองค์จึงให้ความสนพระทัยเสด็จเยือนพื้นที่ ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ หลังจากที่นักวิชาการได้ทรงกราบบังคมทูล ว่า สวนปาล์มจำนวน 12,000 ไร่รวมทั้งพื้นที่ราบลุ่มในเขต อ.หนองเสือ สามารถเป็น 1 ในจำนวนโครงการแก้มลิงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชการที่ 9 พระองค์จึงทรงตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจพระสกนิกรชาวสวนปาล์มบึงชำอ้อ เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่าน โดยโครงการแก้มลิงดังกล่าวนี้ นักวิชาการที่ติดตามได้ถวายรายงานว่า สามารถรองรับน้ำได้ถึง 60 ล้านลูกบาศก์เมตร จะช่วยบรรเทาสกัดกั้นน้ำที่เข้าสู่กรุงเทพมหานครได้มาก
ซึ่งในการเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ครั้งนี้ นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผวจ.ปทุมธานี ได้นำข้าราชการ ข้าราชบริพาร ประกอบด้วย นายวรณัฎฐ์ หนูรอตนายอำเภอหนองเสือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ.ต.อ.สมิทธิ มุกดาสนิท รรท.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.ปัญญา วิเศษพานิชกิจ ผกก.สภ.หนองเสือ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาสำนักพระราชวังเข้าให้การอารักขา โดยมีชาวอำเภอหนองเสือที่ทราบข่าวได้เข้าร่วมพิธีรับเสด็จ อันเป็นที่ปลื้มปิติเป็นล้นพ้นให้แก่พสกนิกรของพระองค์อย่างยิ่ง
น.อ.สมัย ใจอินทร์ ฝ่ายช่างเทคนิคกองช่างกรมอู่ทหารเรือ นายทหารจากกองทัพเรือ เล่าว่า ได้ทำโครงการ ไบโอดีเซล ชุมชน ที่ ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือมาก่อน ต่อมาได้ทำโครงการเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในแปลงทดลองรวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เข้ามาตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาพันธุ์ปาล์ม ที่คลอง 13 บริษัท บางจาก ปริโตเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
ที่ได้ให้การสนับสนุนทำแปลงทดลองปลูกพันธุ์ปาล์มที่คลอง 15 จำนวน 1,200 ไร่ ซึ่งก็ปรากฏว่าพื้นที่สวนปาล์ม ของอำเภอหนองเสือปัจจุบันกลับมีผลผลิตได้สูงสุดของประเทศได้ถึง 7 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ทางภาคใต้ เจ้าของพื้นที่ต้นตำหรับสวนปาล์ม ยังได้เพียง 5 ตันต่อไร่ต่อปี เหตุที่ อ.หนองเสือ มีผลผลิตสูงเนื่องจากองค์ประกอบน้ำดี แดดดี เกษตรกรมีความพร้อม รวมทั้งยังเป็นชาวสวนในอดีตที่ได้สั่งสมประสบการณ์จากพืชชนิดอื่นๆ นำมาประยุกต์
ต้นทุนทำสวนปาล์มต่ำมากในพื้นที่ทุ่งรังสิต 2 บาทต่อกิโลกรัม มีทั้งคลองชลประทาน ถนนเรียบคลอง ผลผลิตจึงสู่แหล่งรับซื้อสะดวกปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 4-7 บาท และไม่ต้องบำรุงรักษายุ่งยากเหมือนสวนส้มแถมทนต่อสภาพน้ำท่วม ทนแล้งได้ดีกว่า ทุ่งรังสิตจึงเหมาะที่จะทำเป็นสวนปาล์มที่ให้ประโยชน์ถึง 8 ปี เริ่มตัดผลปาล์มขายได้ตั้งแต่ปีที่ 3 ที่ลำต้นสูง 6-7 เมตร ทางกายภาพพื้นที่ทุ่งรังสิต เดิมที่มีร่องสวนส้มอยู่แล้วประกอบกับในอดีต สมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ในสมัยนั้นได้ทรงดำริให้ทำโครงการพัฒนาทุ่งรังสิตโดยพระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาอนุญาตให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ในรัชการที่ 5 ขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ จัดระบบคลองชลประทานคู่กับถนนเรียบคลอง ถึงคลอง 33 เพื่อการเกษตรในปี พ.ศ.2432
ช่วงนั้นประเทศไทยก็เริ่มประสบปัญหาด้านพลังงานและตนเองก็เป็นผู้ผลักดันเรื่องนโยบาย ไบโอดีเซล มาตลอด โดยนำโครงการของในหลวง รัชการที่ 9 ของเรา ที่ทดลองปลูกปาล์มที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นที่ดินที่มีลักษณะดินเปี้ยวเช่นเดียวกับทุ่งรังสิต ก็เลยมีการทดลองเอาปาล์มมาปลูกในโครงการทดสอบการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง ปี พ.ศ.2547-2551 บนแปลงสาธิต พื้นที่สวนส้มร้าง ของ นายอักสร น้อยสว่าง นายก อบต.บึงชำอ้อ บนพื้นที่ 10 ไร่ และขยายเป็น 37 ไร่ ต้นปาล์มมีการเจริญเติบโตดี อายุ 2 ปี 4 เดือน ก็สามารถให้ผลผลิต เร็วกว่าปาล์มน้ำมันในภาคใต้ถึง 2 เดือน สำหรับปีที่ผ่านมา นายอักษร ตัดปาล์มขายได้ 30,000 บาทต่อไร่
นอกจากนี้ พื้นที่สวนปาล์มของทุ่งรังสิตหากเกษตรกรนิยมปลูกกันให้เต็มพื้นที่ แล้วพัฒนาบริหารจัดการระบบน้ำให้ดียังมีประโยชน์ สามารถกักเก็บป้องกันน้ำท่วมได้เสมือนแก้มลิงที่รับปริมาณน้ำ ได้ไม่ต่างจากเขื่อนเก็บกักน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร
ได้อย่างเป็นดี จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยของปี 2554 เมื่อหากระดับน้ำเริ่มเอ่อเข้ามาถึง จ.นครสวรรค์ และยังมาไม่ถึงเราก็สามารถทำการพร่องน้ำออกก่อน พอน้ำมาถึงเราก็ปล่อยน้ำให้เข้าเต็มที่โดยไม่มีผลกระทบต่อต้นปาล์ม ที่สามารถแช่น้ำได้นานหลายเดือนหากน้ำไม่ท่วมสูงถึงยอดที่มีความสูง 6-8 เมตร
นายภัทรพงศ์ ฤกษ์ฉาย เกษตรอำเภอหนองเสือ เล่าว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับ อบจ.ปทุมธานีทำโครงการนำร่องส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อพลังงานทดแทนและการบริโภคในปี พ.ศ.2551 โดยมีพื้นที่เป้าหมายไว้ 2,655 ไร่ เกษตรกร 273 ราย ปัจจุบันมีการขยายเพราะปลูก 12,000 ไร่ เกษตรกร 776 ราย มีเกษตรกร 180 ราย จำนวน 800 ไร่ ที่ได้รับผลผลิตจากสวนปาล์มแล้ว
และเหตุจูงใจให้เกษตรกรสนใจปลูกเพิ่มเติม เนื่องจากสวนปาล์มใช้สารเคมีน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ โดยเกษตรกรจะมีรายได้ทุกๆ รอบ 15 วัน เมื่อลำต้นมีอายุตั้งแต่ 2.5-3.5 ปี ก็สามารถตัดผลผลิตขายได้ โดยมีแหล่งรับซื้อผลผลิตถึงที่ในรูปแบบสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินหนองเสือ จำกัด คลอง 8 เดือนละ 2 ครั้ง และสหกรณ์เช่าซื้อที่ดินหนองเสือ จำกัด คลอง 13 เดือนละ 2 ครั้ง ทั้ง 2 แห่ง มีการซื้อขาย 400-600 ตันต่อครั้ง ลำต้นมีอายุยืนยาว 25-30 ปี ดูดซับน้ำได้ 200 ลิตร/ต้น/วัน เฉลี่ย 1 ไร่ / 22 ต้น
นายวรณัฎฐ์ หนูรอต นายอำเภอหนองเสือ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ทุ่งรังสิตทั้งหมดมีพื้นที่ กว่า 250,000 ไร่ ทำนาข้าว ทำสวนทำไร่กว่า 100,000 ไร่ และมีการทำนามาต่อเนื่องแต่พอระบบน้ำเริ่มระบายไม่ดี ประกอบกับพื้นดินที่นี้เป็นดินเปรี้ยวก็เริ่มทำนาไม่ค่อยได้ผล ต่อมาเกษตรกรก็มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้มกันจนประสบปัญหาโรคส้ม เป็นหนี้สินล้มละลายกันถ้วนหน้า และจากผลผลิตปาล์มน้ำมันแปลงทดลอง รวมทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และภาครัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนต่างๆ ที่ได้ทุ่มเทเพื่อพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ที่สามารถเป็นประโยชน์ทางโภชนาการนำไปประกอบอาหารเป็นน้ำพืชยี่ห้อต่างๆ ที่ส่งผลให้เกษตรกรใกล้เคียงได้ให้ความสนใจ ซึ่งหลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 ได้ทรงทำโครงการพัฒนาทุ่งรังสิตแล้ว อันเป็นอู่ข้าว อู่น้ำของกรุงเทพมหานคร จนถึงปัจจุบันนี้ ทุ่งรังสิตกำลังจะกลับมาฟื้นฟูภาคเกษตรกรรมให้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง เพราะปาล์มน้ำมันมีคุณค่า มีความต้องการทางการตลาดสูงสามารถแปรรูปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน
สมยศ แสงมณี/ปทุมธานี
|
 |
ดูข่าวทั้งหมด |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|