|
|
|
|
 |
| หมวดข่าว
/ ข่าวออนไลน์ |
 |
| โดย บ้านเมืองออนไลน์ |
เมื่อเวลา 8:55:00
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 |
|
คอลัมน์ : ท่องเที่ยวรอยเท้ารายทาง : อิ่มอร่อย-อุ่นน้ำแร่ บายใจหลาว ณ ระนอง
อิ่มอร่อย-อุ่นน้ำแร่ บายใจหลาว ณ ระนอง
ใครบางคนบอกเราว่า ความบังเอิญไม่มีในโลก
เราไม่แน่ใจนัก เพราะหลายๆ ครั้งใช่ แต่หลายๆ ครั้งก็ไม่ เช่นเดียวกับการเดินทางในครั้งนี้ที่เราก็ไม่แน่ใจนักว่า ณ ระนอง ก่อนถึง ภูเก็ต เป้าหมายปลายทางจะใช่หรือไม่สำหรับ ความบังเอิญ
ระนอง คือจุดพักระหว่างทางกับจังหวัดเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 2 แสนคน และพื้นที่ราว 3 ล้าน ตร.กม. เมืองเงียบๆ ที่ต้องตั้งใจมาจึงจะถึง เพราะไม่ใช่เมืองทางผ่านเหมือนเมืองท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง
แปลกก็ตรงที่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 1 วันกับ 1 คืน ระนอง กลับทำให้เราอดหลงรักที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว
เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถบัส ร่วมกับคณะ สมาคมภัตตาคารไทย ตั้งแต่เช้าตรู่ และตกลงกันว่าจะใช้เส้นทางมุ่งตรงสู่ ระนอง เพื่อค้างแรม 1 คืน ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ต
ระยะทางราว 568 กม. จากกรุงเทพฯ สู่ระนอง ผ่านรายทางรายจังหวัด ตั้งแต่เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ทำให้เรามีโอกาสอิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงสุดพิเศษ ที่ ปากน้ำปราณ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ครัวแจ๋ว ณ ปากน้ำปราณ มี คุณไพฑูรย์ เถาลิโป้ หนึ่งในสมาชิกสมาคมฯ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ซึ่งแค่แว้บแรกเราก็ประทับใจกับภาพการขับมอเตอร์ไซค์มานำทางชาวคณะไปจนถึงร้านจริงๆ
ครัวแจ๋ว จัดสำรับต้อนรับทั้งข้าวหยำปู ปลาหมึกแดดเดียว ปลาอินทรีทอดน้ำปลา และพลาดไม่ได้กับ ปลาอกร้า ที่ถูกเรียกทีเล่นทีจริงว่า ปลาเงี่ยน กินสดๆ กับน้ำจิ้มรสแซบสูตรเฉพาะ นัยว่าเพิ่มพลังดีนัก
นี่ยังไม่รวม แกงส้มโบราณ สูตรพื้นบ้านลือชื่อใส่ ใบกะเพรา รสจัดจ้าน และที่สำคัญคือ แกงส้มโบราณ นี้ ยังได้ปรุงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกด้วย
หลังอิ่มหนำที่ ครัวแจ๋ว แล้ว เจ้าของร้านก็โดดขึ้นรถร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วยแบบไปไหนไปกัน
รถวิ่งตรงไปบน ถ.เพชรเกษม ผ่าน จ.ชุมพร ก่อนเลี้ยวขวาที่แยกปฐมพร เข้าสู่ จ.ระนอง
ถนน 2 เลน ที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เราเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์สองข้างทางที่รถผ่าน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแลกกับใช้เวลาเดินทางที่นานขึ้น เพราะรถทำความเร็วได้ไม่มากนัก
แน่นอนว่ามีแอบลุ้นระทึกเป็นระยะกับทางที่ลาดชัน คดเคี้ยว ในรายทางผ่านภูเขาสองข้างทาง
ในที่สุดเราก็เดินทางถึง ระนอง แม้จะล่าช้าไปกว่ากำหนดการที่นัดหมายไว้ถึง 2 ชั่วโมง
กระนั้น คุณพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า พ่อเมืองระนองคนใหม่ ซึ่งเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน ก็ยังรอต้อนรับพวกเราด้วย สำรับเมืองระนอง ที่นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว ยังอิ่มน้ำใจเจ้าบ้านไปตามๆ กัน
ห้องจัดเลี้ยงที่ร้าน เฮอริเทจ กลางเมืองระนอง อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม เพราะสมาชิกหลายคนในสมาคมฯ รู้จักกับท่านผู้ว่าฯ มาก่อน ตั้งแต่ยังรั้งตำแหน่งพ่อเมือง ที่ จ.ปทุมธานี
อาหารที่ผ่านการคัดสรรจากเจ้าบ้าน ถูกยกมาเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองความสดอร่อย โดยเฉพาะเมนูปลา อาทิ ปลาหงส์ชุบเกล็ดขนมปังทอด ซึ่งเห็นแล้วต้องบอกว่า ปลาทั้งตัวนั้นน่าจะต้องมีขนาดใหญ่มากๆ
ที่สำคัญ ปลาหงส์ ยังมีราคา กก.ละหลายร้อยบาท และยังเป็นสินค้าสำคัญของเมืองระนองอีกด้วย
นอกจาก ปลาหงส์ แล้ว เรายังได้ชิม ปลาหลุมพุก ที่มีกรรมวิธีในการทำสุดพิเศษด้วยแรงดันทำให้สามารถกินได้ทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่ก้างปลา ที่กรุบกรอบ กลมกล่อมพอดีกับรสชาติหวานปนเค็มของน้ำต้มปลา
ถัดจากนั้น สารพัดเมนูปลาก็ทยอยออกมาอวดโฉม
ทั้งปลาจาละเม็ดนึ่ง ปลาหงส์ต้มยำ ปลาเหลืองราดพริก และเมี่ยงคะน้า ที่พาเหรดกันออกมาระหว่างการแสดง ชนไก่ ผลงานของเยาวชนชาวระนอง บนเวทีเล็กๆ ด้านหน้า ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่ขาดระยะ
เราอิ่มอร่อยกับรสชาติของอาหาร พร้อมๆ กับการรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ และของดีเมืองระนอง จาก คุณอรุณพร อนุตราภิบาล หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลเมืองระนอง
โดยเฉพาะเรื่องราวของ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือ คอซู้เจียง ชาวจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย ทำ เหมืองแร่ดีบุก จนเจริญรุ่งเรือง และทำความดีความชอบในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองระนอง คนแรก และเป็นต้นสกุล ณ ระนอง
จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยการ เปิดใจ ของ พ่อเมืองระนอง ที่ยืนยันว่า แม้จะเพิ่งย้ายมาแต่ก็ชื่นชอบเมืองนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอัธยาศัยไมตรีในเมืองเล็กๆ ที่สงบ น่ารัก และผู้คนมีน้ำใจเป็นอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ปี 2555 นี้ ยังครบรอบ 150 ปี เมืองระนอง ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมทุกเดือนไปตลอดปี โดยเฉพาะในเดือน ก.ค.55 จะมีงานใหญ่ทั่วทั้งจังหวัด ที่จะขอเชิญชวนให้มาเที่ยวชมกิจกรรมต่างๆ กัน
และที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงก็คือ การ แช่น้ำแร่เมืองระนอง ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยความที่เป็นน้ำแร่ธรรมชาติที่มีอุณหภูมิพอเหมาะประมาณ 45 องศา และไม่มีกลิ่นฉุนรุนแรง
แต่ข้อไม่ควรทำคือ การแช่น้ำแร่หลังอิ่มอาหาร เพราะไม่ดีต่อร่างกาย ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ก่อนมื้อเช้า เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
แน่นอนว่า นี่เท่ากับปิดความหวังของคณะเราในวันนี้โดยสิ้นเชิง เพราะต่างก็อิ่มแปล้กันทั้งนั้น
แต่เราก็แอบให้คำมั่นกับตัวเองว่า มาถึง เมืองระนอง ทั้งทีจะไม่ยอมพลาดแน่ๆ
ก่อนอื่นเราก็ได้ทดลองอาบน้ำแร่ ที่ต่อผ่านมาจนถึงฝักบัวของห้องพัก ที่ โรงแรมจันทร์สม ฮอท สปา ระนอง โรงแรมเก่าแก่ของที่นี่เป็นออร์เดิร์ฟ ก่อนที่จะหลับสนิทรอเวลาอรุณรุ่งมาเยือน
เช้าวันรุ่งขึ้นเราเดินเลาะทางเดินเล็กๆ ผ่านสระว่ายน้ำกลางสวน เพื่อตรงไปยัง ห้องแช่น้ำแร่ ที่จัดแยกชาย-หญิง และมีบริการ ชุดว่ายน้ำ ให้ยืมอย่างพร้อมสรรพ
หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งคอยดูแลว่า ควรแช่เท้าก่อน แล้วจึงค่อยลงทั้งตัว และควรแช่น้ำแร่ประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง ไม่ควรดำน้ำ และหากมีอาการวิงเวียนให้รีบขึ้นมาทันที
ละอองไอร้อนลอยออกมา พร้อมเสียงหัวเราะสนุกสนานที่ฟังแล้วคุ้นๆ ว่า เป็นสาวๆ ที่ร่วมคณะมากับเรา ขณะที่กำลังเดินสู่ห้องสำหรับแช่น้ำแร่ เพื่อพบกับอ่างน้ำขนาดใหญ่กลางห้อง มีไอน้ำลอยขึ้นมาตลอดเวลา
ขณะหย่อนเท้าลงก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น เราแช่น้ำแร่ประมาณ 10 นาที ตามคำแนะนำ แล้วจึงล้างตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งในห้วงเวลานั้นก็รู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าและความสดชื่นที่เกิดขึ้น
หลังมื้อเช้าผ่านไป พวกเราก็เตรียมตัวเดินทางต่อไปยัง จ.ภูเก็ต
เราอดใจหายไม่ได้เมื่อต้องบอกลาเมืองที่สงบเงียบ สวยงาม และอวลด้วยน้ำใจไมตรีของ คนระนอง
ก่อนกลับ เราได้แวะไปชมต้นทางของ น้ำแร่เมืองระนอง ที่ สวนสาธารณะรักษะวาริน ซึ่งมีทั้ง บ่อพ่อ-บ่อแม่-บ่อลูกสาว ซึ่งพวกเราหลายคนในคณะยังได้ทดลอง แช่เท้า กันด้วย
และแน่นอนว่า หลายคนไม่ลืมที่จะซื้อของฝาก 3 ก อันเลื่องชื่อของ เมืองระนอง อันได้แก่ กาหยู หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ กุ้งแห้ง และ กะปิเคย ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
ลาก่อน เมืองฝนแปด-แดดสี่ ที่ไม่ว่าจะบังเอิญหรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าคงได้พบกันอีกครั้งแน่
เที่ยวระนอง-บายใจหลาว จริงๆ....
|
|
|
|
|
|
|
|