วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 05:09 น.

กทม-สาธารณสุข

สสส.ปลื้มความสำเร็จโมเดล “ปั้นผู้ประกอบการทางสังคมร่วมสร้างสุขภาวะดีคนไทย”

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.52 น.

สสส.ปลื้มโมเดล “ปั้นผู้ประกอบการทางสังคม ร่วมสร้างสุขภาวะดีคนไทย” สำเร็จ เกิดนวัตกรรมสุขภาพใหม่ 48 กิจการ ช่วยผู้สูงอายุ-เด็ก-เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง 2,000 คน เข้าถึงประโยชน์-สร้างรายได้-สร้างทักษะชีวิต เดินหน้าผนึกกำลังมหาวิทยาลัย 7 แห่ง เปิดเวที “Learn Show Grow Connect” ระดมพลังผู้ประกอบการทางสังคม ชูวาระ “Thailand Needs a Social Impact Reboot” ยกระดับการแก้ปัญหาสุขภาวะไทยอย่างยั่งยืน

วันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จัดงาน “Learn Show Grow Connect : เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม” เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม สู่การร่วมแก้ไขปัญหาสุขภาวะไทยอย่างยั่งยืน (Thailand Needs a Social Impact Reboot)

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงระบบที่ซับซ้อน ทั้งสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 28% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้มีวัยแรงงานลดลงและต้องวางแผนการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ด้านสุขภาวะเด็กและเยาวชนยังน่ากังวล ข้อมูลจากการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย ปี 2564 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กปฐมวัยในไทย 30% มีพัฒนาการล่าช้าโดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล สาเหตุจากการเลี้ยงดู ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ ข้อมูลจากข้อมูลจากรายงานระบบสุขภาพไทยภายใต้ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2565 หมวดสุขภาพจิต เดือนสิงหาคม ปี 2568  พบว่า สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเยาวชนในช่วง 10 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถานการณ์โรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทย 4 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็น 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ ยังเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการความสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะดี ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแนวทางเดิมและด้วยกำลังของภาครัฐเพียงลำพัง

นพ.พงศ์เทพฯ กล่าวต่อว่า สสส. มีภารกิจสำคัญในการเป็นผู้สร้างระบบที่เอื้อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม การเรียนรู้ และบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในปี 2568 สสส. ได้ส่งเสริมและบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม 48 กิจการ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมอย่างตรงจุด เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรม สร้างให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน มีผู้ได้รับประโยชน์ 2,000 คนทั่วประเทศ สามารถช่วยให้กลุ่มคนพิการมีงานทำ ผู้สูงอายุมีรายได้และมีสุขภาวะดีขึ้น หนุนเกษตรกรเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ ช่วยลดรายจ่ายด้านสารเคมีและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น กลุ่มสตรีในจังหวัดที่ประสบปัญหาความรุนแรงได้รับการช่วยเหลือเยียวยา เด็กมีพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เรียนรู้ช่วยส่งเสริมทักษะชีวิต ส่งผลให้เกิดพัฒนาการที่ดีเหมาะสมตามช่วงวัย

“เวที Learn Show Grow Connect ที่ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นครั้งนี้ มีหมุดหมายที่สำคัญ 3 ด้าน 1.ถอดบทเรียนการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม 2.เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ประกอบการ ที่ปรึกษา และภาคีเครือข่าย 3.เผยแพร่ผลงานและเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดและเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและสากล พร้อมนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นหากไทยสามารถยกระดับระบบสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันประเทศสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการสร้างผลกระทบทางสังคมของภูมิภาค พร้อมรับมือความท้าทายในอนาคตด้วยนวัตกรรม ความร่วมมือ และพลังของผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างเข้มแข็ง” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ศิญาณี หิรัญสาลี รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การส่งเสริมและบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสาธารณะโดยใช้กลไกธุรกิจเพื่อสังคม ประสบความสำเร็จโดยการได้รับความร่วมมือจาก สสส. ภาคีเครือข่าย และสถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งได้สนับสนุนองค์ความรู้และเชื่อมโยงทรัพยากร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ลดข้อจำกัดด้านความยั่งยืนทางการเงินของภาคประชาสังคม สร้างให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมและสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการแสวงหากำไรเพื่อตนเอง

นายจิรภัทร คาดีวี วิสาหกิจชุมชนแสนบุญ อ.แซงบาดาล จ.กาฬสินธุ์  กล่าวว่า แสนบุญฟาร์มใช้แนวคิด “เกษตรอินทรีย์วิถีวิทยาศาสตร์” โดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน ลดการใช้ยาและสารเคมีภาคเกษตร เพื่อยกระดับการผลิตสมุนไพรให้มีสารสำคัญสูงกว่าการปลูกแบบทั่วไป รวมถึงการปรับเปลี่ยนจากการขายเพียงวัตถุดิบผลผลิตเกษตรมาเป็นการแปรรูป โดยมีโรงงานได้มาตรฐาน GMP อยู่ในพื้นที่และสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้ง ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมด้วยการเปลี่ยนการใช้ยาและสารเคมีของเกษตรกรมาเป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ มีการจ้างงานกลุ่มคนเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำงานหนักหรืออยู่กลางแจ้งได้ และเด็กนักเรียนในพื้นที่ ทำให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เปลี่ยนจากสังคมที่เหลื่อมล้ำสู่สังคมแห่งโอกาสที่คนรุ่นใหม่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด    

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข