วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:47 น.

การศึกษา

พลวัต AI บนเวทีโลก จากดาวอสสู่นิวเดลี-ปักกิ่ง-สิงคโปร์ ผ่านเลนส์ปรัชญา “ทางสายกลาง”

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.41 น.

ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตทางญาณวิทยา” ว่าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดของยุคสมัย นั่นคือ AI คือความหวังของมนุษยชาติ หรือภัยคุกคามระดับการดำรงอยู่กันแน่

เวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF) ที่เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นศูนย์กลางสะท้อนความเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ จากวาทกรรมสุดโต่งแบบ “ยาวิเศษ” หรือ “มหันตภัย” สู่ยุคแห่งการบูรณาการเชิงปฏิบัติ ที่มุ่งผลักดัน AI จากงานวิจัย (AI R&D) ไปสู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจริง (AI GDP)

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเสนอว่า การถกเถียงแบบทวิภาวะดังกล่าวอาจมีข้อจำกัด และควรถูกทบทวนผ่านปรัชญาพุทธสำนักมาธยมกะของ นาคารชุน นักปรัชญาชาวอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 2–3 ซึ่งเสนอหลัก “สุญญตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท” อันปฏิเสธแนวคิดเรื่องสารัตถะถาวร

ภายใต้กรอบคิดนี้ AI มิใช่สิ่งมีจิตสำนึกอิสระ หากเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นจากเครือข่ายเหตุปัจจัย ตั้งแต่ข้อมูล พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแรงงานมนุษย์ ความรับผิดชอบทางจริยธรรมจึงไม่อาจโยนให้ “เครื่องจักร” แต่ต้องกระจายไปยังระบบนิเวศทั้งหมด

ดาวอส: จากความตื่นตระหนกสู่ยุคบูรณาการ

การประชุม WEF ระหว่างปี 2024–2026 สะท้อนพัฒนาการสำคัญ

ปี 2024 เต็มไปด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการสูญเสียงาน

ปี 2025 ภายใต้หัวข้อ “Collaboration for the Intelligent Age” เริ่มเน้นความร่วมมือ

ปี 2026 ขยับสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

รายงาน Future of Jobs ชี้ว่า 39% ของทักษะแรงงานทั่วโลกอาจเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี ทำให้แนวคิด “Regenerative Leadership” หรือภาวะผู้นำเชิงฟื้นฟู ถูกหยิบยกขึ้นเป็นคำตอบแทนทุนนิยมสุดโต่ง

ขณะเดียวกัน ประเด็นพลังงานกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ สะท้อนความจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า เทคโนโลยีไร้รูปย่อมอิงอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและทรัพยากรโลกอย่างแยกไม่ออก

อินเดีย: AI เพื่อสวัสดิภาพของโลกใต้

สาธารณรัฐอินเดียก้าวขึ้นเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มประเทศโลกใต้ ผ่านการจัด AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี พร้อมผลักดันแนวคิด “Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya” หรือสวัสดิภาพเพื่อคนทั้งมวล

หน่วยงาน NITI Aayog เสนอรายงาน “AI for Inclusive Societal Development” มุ่งใช้ AI ยกระดับแรงงานนอกระบบกว่า 490 ล้านคน พร้อมเลือกแนวทางกำกับดูแลแบบ Techno-legal approach ที่ไม่เข้มงวดเกินไปแบบสหภาพยุโรป และไม่ปล่อยเสรีแบบสหรัฐฯ

อินเดียจึงสะท้อน “ทางสายกลาง” ในเชิงนิติศาสตร์ ด้วยการใช้กฎหมายเดิมปรับประยุกต์ แทนการเร่งออกกฎหมายใหม่แบบตัดขาดจากบริบท

จีน: AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

ด้านสาธารณรัฐประชาชนจีน เสนอ “Global AI Governance Action Plan” บนเวที United Nations โดยเรียกร้องให้สหประชาชาติเป็นศูนย์กลางกำกับดูแลระดับโลก

จีนมอง AI เป็น “Public Infrastructure” ไม่ใช่เพียงสินค้าทางเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ พร้อมควบคุมอย่างเข้มงวดภายในประเทศ โดยเน้นหลัก “Secure and controllable” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ แม้จะถูกวิพากษ์ในมิติสิทธิเสรีภาพ

สิงคโปร์: ศูนย์กลางความน่าเชื่อถือ

สิงคโปร์ประกาศยุทธศาสตร์ National AI Strategy 2.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI for the Public Good” พร้อมทุ่มงบกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พัฒนากำลังคนและงานวิจัย

รัฐบาลใช้โมเดล “Trust through verifiability” ผ่านโครงการ Global AI Assurance Pilot โดยเน้นการทดสอบความปลอดภัย (Red Teaming) มากกว่าการควบคุมแบบแข็งกร้าว

สิงคโปร์จึงวางตนเป็น Global Trust Hub ท่ามกลางการแข่งขันมหาอำนาจ

ไทย: จากจริยธรรมสู่สถาปัตยกรรมกฎหมาย

ประเทศไทยเริ่มขยับจากแนวปฏิบัติสมัครใจ สู่การยกร่างกฎหมาย AI แบบจัดระดับความเสี่ยง (Risk-based model) ควบคู่กับการเป็นเจ้าภาพเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2025 ที่กรุงเทพฯ

กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565–2570) ที่ตั้งเป้าผลิตผู้เชี่ยวชาญกว่า 30,000 คน พร้อมอุดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายลิขสิทธิ์

ไทยจึงพยายามประสานจริยธรรมเชิงพุทธกับกลไกนิติรัฐสมัยใหม่ เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองสังคม

บทสรุป: ภูมิรัฐศาสตร์แห่งปฏิจจสมุปบาท

เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่าทั้งดาวอส อินเดีย จีน สิงคโปร์ และไทย ต่างกำลังเผชิญ “กรรมร่วม” ของมนุษยชาติในยุคดิจิทัล

AI มิใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องหวาดกลัวหรือเทิดทูน หากเป็นกระจกสะท้อนโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และค่านิยมของสังคมมนุษย์เอง

การเดินบน “ทางสายกลาง” จึงไม่ใช่การประนีประนอมผิวเผิน หากเป็นการก้าวข้ามทวิภาวะระหว่างการปล่อยเสรีกับการควบคุมเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเปี่ยมด้วยความกรุณาในระดับโลก

ในท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า “AI ฉลาดเพียงใด” แต่คือ “มนุษย์จะใช้ปัญญาเชิงสัมพันธ์ของตนเองอย่างไร” ในการออกแบบอนาคตร่วมกัน.

หน้าแรก » การศึกษา