วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:43 น.

การศึกษา

BUDSIR 8.0 เปิดศักราชใหม่ พุทธศาสน์ศึกษา ฐานข้อมูลพระไตรปิฎก 24 ล้านตัวอักษร สู่ AI และ Big Data ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.21 น.

รายงานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)  ความคืบหน้าโครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) เปิดภูมิทัศน์ใหม่พุทธศาสน์ศึกษาในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569  โครงการพัฒนาพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ รุ่น 8 (BUDSIR 8.0) ของ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ความคืบหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงในการยกระดับการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

โครงการ BUDSIR (Buddhist Scriptures Information Retrieval) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญของวงการพุทธศาสน์ศึกษา จากการจัดเก็บคัมภีร์ในรูปเล่มสู่การพัฒนา “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” ที่สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และเทียบเคียงเนื้อหาพระไตรปิฎกกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งมีความยาวกว่า 45 เล่ม รวมมากกว่า 24 ล้านตัวอักษร ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

จากจุดเริ่มต้นสู่ระบบฐานข้อมูลระดับโลก
โครงการริเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยสำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ และคณะนักวิจัย ก่อนเปิดตัว BUDSIR I อย่างเป็นทางการในปี 2531 นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยทั้งหมดลงในระบบคอมพิวเตอร์

ต่อมา โครงการได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มคัมภีร์อรรถกถาและฎีกา รวมถึงพัฒนาเป็นฉบับนานาชาติที่รองรับการแสดงผล 8 ชุดอักษร เช่น ไทย โรมัน เทวนาครี พม่า สิงหล เขมร ล้านนา และลาว ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาระดับสากล

โครงการยังได้รับคำปรึกษาทางวิชาการจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งได้วางกรอบแนวคิดด้านประโยชน์ของพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ไว้ 5 มิติ ได้แก่ งานสืบค้น งานตรวจสอบ งานประมวลผล งานวิจัย และงานสังคายนา

นวัตกรรม BUDSIR 8.0: เทียบเคียงข้อย่อยระดับจุลภาค
ความก้าวหน้าสำคัญของรุ่น 8.0 คือการพัฒนา “เครื่องมือเทียบเคียงข้อย่อย (Sub-item Alignment)” ที่ยกระดับโครงสร้างฐานข้อมูลจากระดับ “ข้อ” สู่ระดับ “ย่อหน้า” ทำให้สามารถจับคู่ข้อความบาลีกับคำแปลไทยได้อย่างละเอียด ลดความคลาดเคลื่อนในการอ้างอิงและการแปล

ระบบดังกล่าวทำงานบนสถาปัตยกรรม Inverted File Database และโครงสร้างดัชนีแบบ B-Tree ช่วยให้การค้นหาคำศัพท์ที่มีการผันรูปจำนวนมากในภาษาบาลี เช่น การใช้ Wildcards ค้นหารากศัพท์ ทำได้ในระดับเสี้ยววินาที

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นวัตกรรมนี้ทำให้ BUDSIR 8.0 ก้าวจากการเป็น “เครื่องมือค้นหา” สู่การเป็น “คลังข้อมูลคู่ขนาน” (Parallel Corpus) ที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และการพัฒนา AI เพื่อการแปลภาษาโบราณ

สะท้อนการใช้งานจริงในแวดวงสงฆ์
ความสำเร็จของ BUDSIR 8.0 ปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จากการโพสต์ข้อความของเพจ “จ. เขมจิตต์” ซึ่งเชื่อมโยงกับ พระมหาใจ เขมจิตฺโต เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่ง วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร

ข้อความดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการเทคโนโลยีฐานข้อมูลพระไตรปิฎกเข้ากับการเตรียมความพร้อมสำหรับการสังคายนาในอนาคต ณ อาคาร “เตปิฏกสังคีติสิทธาคาร” ของ มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับการศึกษาบาลีสู่มาตรฐานนานาชาติ

นักวิชาการมองว่า นี่คือการบรรจบกันของ “ภูมิปัญญาจารีต” กับ “วิทยาการข้อมูล” อย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้แทนที่การศึกษาดั้งเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการตรวจชำระคัมภีร์ให้แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผลกระทบสหวิทยาการและอนาคต AI
ในมิติทางวิชาการ BUDSIR 8.0 ได้สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เอื้อต่อการศึกษาสหวิทยาการ เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิวัฒนาการทางความหมายของคำบาลีที่เป็นรากศัพท์ภาษาไทย

นอกจากนี้ โครงสร้างข้อมูลคู่ขนานบาลี–ไทย ยังมีศักยภาพในการเป็นชุดข้อมูลฝึก (Training Data) สำหรับระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต

โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาระดับชาติ
ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า BUDSIR 8.0 มิใช่เพียงซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ที่ค้ำจุนการสืบสานพระสัทธรรมในโลกดิจิทัล

ตลอดเวลากว่า 4 ทศวรรษของการพัฒนา โครงการได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการผสานวิศวกรรมข้อมูลเข้ากับคัมภีร์โบราณ มิได้ทำลายจารีต หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ธรรมทูตดิจิทัล” ที่ช่วยปกป้องความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย พร้อมเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพุทธศาสน์ศึกษาในระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

หน้าแรก » การศึกษา